บทที่ 479: กลับบ้าน
เฉินชิงพลันรู้สึกผิดในใจ “ก็ได้ๆ ฉันผิดเอง ฉันเลี้ยงบาร์บีคิวคุณแล้วกัน”
ว่าพลางเปิดถุงบรรจุภัณฑ์ออกแล้วหยิบเนื้อย่างไม้หนึ่งยื่นไปป้อนถึงปากของเฮ่อหย่วน
เฮ่อหย่วนแย้มยิ้มรับไว้ เฉินชิงของเขาเป็นพวกยอมอ่อนไม่ยอมแข็งเสมอ
ส่วนเหมาเหมากับเฮ่ออวี้เสียงที่กำลังโล่งอกกลับรู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นส่วนเกินในบรรยากาศนี้
มือขวาของเหมาเหมาไม่ค่อยถนัดนัก เฮ่ออวี้เสียงจึงเอ่ยถาม “นายอยากกินอะไร เดี๋ยวฉันป้อนให้”
เหมาเหมาตอบ “ชานม ฉันอยากดื่มของที่ไม่เคยกิน”
เฮ่ออวี้เสียงจึงยื่นแก้วชานมไปจ่อที่ปากเขา ก่อนจะลงมือแบ่งหมี่เฝิ่นออกเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งสำหรับเขากับเหมาเหมา อีกส่วนให้เสี่ยวอวี้ และส่วนสุดท้ายเป็นของน้ากับอา
เฉินชิงเองก็หยิบชานมขึ้นมาดื่มคำหนึ่ง รสชาติหอมกลมกล่อมและมีความเข้มข้นของชาดำชัดเจน อร่อยมาก!
เสี่ยวอวี้ก็กำลังถือแก้วชานมดูดอึกๆ ดวงตาของเธอยิ่งเบิกกว้าง โอ๊ย นี่มันอร่อยจริงๆ อร่อยกว่านมมอลต์สกัดที่เคยกินเสียอีก
เสี่ยวอวี้กำลังดื่มด่ำอยู่ในโลกของอาหารจนยากจะถอนตัว หลังจากฉีกกระดาษไขที่ห่อจื่อเปากู่
เธอก็หยิบมันขึ้นมาถือไว้ในมือแล้วกัดกิน รสสัมผัสนั้นมีทั้งน้ำที่ชุ่มฉ่ำ เปลือกนอกกรอบขณะที่เนื้อในนุ่มละมุน เนื้อยังแน่นอีกด้วย พอซดชานมตามไปอึกใหญ่ เสี่ยวอวี้ก็เผลอกระทืบเท้าด้วยความดีใจ
เธออยากมาฮ่องกงบ่อยๆ เสียแล้ว เพราะของกินที่นี่มันอร่อยเกินไป!
เฉินชิงดื่มชานมพลางเอ่ยถามเฮ่อหย่วน “ทีวีเครื่องนี้เปลี่ยนช่องได้ไหม เหมาเหมาอยากฟังแต่เพลง”
เมื่อครู่ตอนที่เธอลองสำรวจทีวี เธอดันไปกดมั่วๆ เข้าจนจอขาวโพลนไปหมด ทีวีของฮ่องกงนั้นแพงมาก เฉินชิงเลยไม่กล้าแตะสุ่มสี่สุ่มห้าเพราะกลัวจะต้องชดใช้เงิน
เฮ่อหย่วนจึงเดินเข้ามาจัดการเปลี่ยนช่องให้เป็นช่องที่รวบรวมการแสดงร้องเพลงโดยเฉพาะ
เหมาเหมาแสดงท่าทีตื่นเต้น เขานั่งขัดสมาธิอยู่หน้าเครื่องรับโทรทัศน์แล้วแหงนหน้ามองการแสดงนั้น
เฮ่ออวี้เสียงรู้สึกจนปัญญา เขาจึงหยิบผักใส่ชามแล้วหยิบชานมของเหมาเหมาไปวางไว้ข้างมือซ้าย ก่อนจะย้ายไปนั่งป้อนอาหารให้ทางด้านขวา “รีบกินเลยนะ พอนายกินเสร็จฉันจะได้กินบ้าง”
“อื้ม…” ปากของเหมาเหมาเคี้ยวตุ้ยๆ เขาพยายามเคี้ยวอย่างลำบากพลางพูดอู้อี้
“ฟันฉันเสียหมดแล้ว กินของเยอะแยะขนาดนั้นไม่ได้หรอก”
“งั้นนายก็รีบกลืนของในปากลงไปก่อน เดี๋ยวค่อยดื่มหงโต้วซา”
“ได้” หลังจากกินเสร็จ ถ้วยหงโต้วซาก็ถูกยื่นมาจ่อที่ปาก เขาจึงดื่มอย่างว่าง่ายจนหมดถ้วยแล้วจึงประกาศ
“ฉันอิ่มแล้ว”
ตั้งแต่เล็กจนโตเขาไม่เคยขาดแคลนของกิน มิหนำซ้ำยังถูกบังคับให้กินข้าวอยู่ตลอด นั่นทำให้ต่อให้อาหารจะน่าทึ่งเพียงใด เขาก็จะไม่ฝืนกินเข้าไป แค่อิ่มก็พอแล้ว
ช่างแตกต่างจากเสี่ยวอวี้ที่กำลังกินจนตาเป็นประกาย “อร่อยจังเลยค่ะ จื่อเปากู่หอมมากๆ!”
เฮ่อหย่วนบอก “พรุ่งนี้เราห่อกลับไปกินกัน”
“ค่ะ!” เสี่ยวอวี้รับคำ เธอสลับกินนี่ทีนั่นทีจนท้องกลมป่อง สุดท้ายก็นอนแผ่บนโซฟา ดวงตาเหม่อลอย
“หนูอิ่มมากเลย”
เฉินชิงเองก็กินบาร์บีคิวไปหลายอย่างจนแน่นท้องไม่ต่างกัน เธอจึงหยิบชานมมาจิบเพื่อช่วยย่อย “เฮ่อหย่วน ฉันรู้สึกว่าพักนี้ฉันกินเก่งขึ้นนะ”
“แต่ก็ไม่อ้วนขึ้น” เฮ่อหย่วนขมวดคิ้ว เขาเครียดเรื่องนี้จริงๆ ว่าทำไมบางคนพอตั้งท้องแล้วผอมลง ถึงได้กลับมาอ้วนยากเย็นนัก
“ฉันยังไม่เกิน 3 เดือนเลย แน่นอนว่าท้องยังไม่เห็นหรอก” เฉินชิงคุยกับเขาไปเรื่อยเปื่อย ขณะที่สายตาก็จับจ้องไปยังนักร้องชายที่กำลังร้องเพลง
“ว้าว คนนี้หล่อจัง”
ดาราชายในโทรทัศน์สวมชุดสูทสีดำที่ตัดเย็บอย่างดี โครงหน้าของเขาโดดเด่น และกำลังร้องเพลงภาษาต่างประเทศด้วยน้ำเสียงลึกซึ้ง
เฮ่อหย่วนเหลือบมองเธอด้วยสายตาเย็นๆ
เฉินชิงจึงรีบแก้ตัว “แต่ไม่หล่อเท่าคุณหรอก คุณคือคนที่หล่อที่สุดในใจฉัน”
เฮ่อหย่วนไม่คิดจะเชื่อคำพูดไร้สาระของเธอ
เฉินชิงต้องรับประกันอีกครั้ง “จริงๆ นะ ฉันสาบานเลยว่าคุณหล่อที่สุดแล้ว”
เฮ่ออวี้เสียงที่กำลังกินลูกชิ้นปลาได้แต่มองอากับน้าสาวสวีทกันอย่างพูดไม่ออก เขารู้สึกเลี่ยนจนทนไม่ไหวจึงตัดสินใจย้ายไปนั่งฟังเพลงข้างๆ เหมาเหมา
หลังจากทุกคนกินอิ่มแล้ว เฉินชิงก็ให้พักย่อยกันสักครู่ ก่อนจะทยอยกันไปอาบน้ำ
กว่าจะจัดการธุระส่วนตัวกันเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยมาถึงตี 4 เด็กทั้งสามคนต่างหลับสนิทไปแล้ว
เฉินชิงเลยช่วงเวลาที่ง่วงนอนไปแล้ว เธอนอนลืมตาบนเตียงกับเฮ่อหย่วนพลางพูดถึงเรื่องของหยางสีเหวิน “คุณคิดว่าลูกของเขาเป็นใคร พอจะสืบได้ไหม”
“ถึงสืบได้แต่อยู่ต่างประเทศก็คงจัดการยาก” เฮ่อหย่วนขมวดคิ้ว
“แต่สถานการณ์ในประเทศกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้ว เพราะหลักฐานของหยางอี้เหอ”
ร่างภาพวาดของเธอโยงใยไปถึงบุคคลต่างๆ สูงถึง 97 คน! และทุกคนล้วนเป็นผู้มีหน้ามีตาทั้งสิ้น
เมื่อนึกถึงหยางอี้เหอ เฉินชิงก็บังเกิดความรู้สึกที่ซับซ้อน
ไม่ว่าจะในนิยายต้นฉบับ หรือในโลกความเป็นจริง หยางอี้เหอล้วนเป็นคนที่มีความสามารถและเฉียบแหลม
ในนิยายต้นฉบับ เธอเลือกที่จะโอนย้ายความผิดที่พ่อของเธอก่อไว้มาสู่ตัวเอง เธอรู้สึกผิดต่อเฮ่ออวี้เสียงจึงทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้เขา จนสุดท้ายเมื่อเห็นเขาเดินหลงผิดทางและทำผิดกฎหมายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เธอถึงทนไม่ไหวและเลือกไปยืนอยู่ข้างเดียวกับฟู่ซูเยี่ยน แต่ถึงแม้จะไปอยู่ฝั่งฟู่ซูเยี่ยนแล้ว เธอก็ยังพยายามหาทางถอยเผื่อไว้ให้เฮ่ออวี้เสียงหลายต่อหลายครั้ง
ทว่าพอรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เธอก็ยังสามารถพลิกสถานการณ์ให้ทุกอย่างกลับเข้ารูปเข้ารอยดังเดิมได้
ตอนที่อ่านหนังสือ เฉินชิงจึงรู้สึกว่าการที่หยางอี้เหอได้รับชีวิตที่มีความสุขสมบูรณ์ในตอนท้ายนั้นเป็นสิ่งที่เธอสมควรได้รับ
ในชีวิตจริง เฉินชิงเคยสัมผัสกับหยางอี้เหอมาหลายครั้ง ทำให้เธอมองออกว่าเด็กคนนี้ทั้งอ่อนไหวและฉลาดหลักแหลม
หากครั้งนี้ไม่ใช่เพราะหยางอี้เหอกล้าหาญพอที่จะไปรายงานเรื่องนี้ แผนการช่วยเหลือเด็กทั้งสามคนก็คงไม่ราบรื่นขนาดนี้
เธอเป็นเด็กที่ดีมากจริงๆ
จุดด่างพร้อยที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตเธอคือการมีพ่อแท้ๆ เป็นหยางซิวจิ่น!
เฉินชิงนวดขมับเบาๆ “ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม เราต้องปกป้องหยางอี้เหอไว้ก่อน”
เฮ่อหย่วนคิดว่าเรื่องนี้จัดการไม่ยาก “เธอมีความดีความชอบอยู่ ให้เธอตัดขาดความสัมพันธ์กับพ่อของเธอซะ ต่อไปก็ให้ไปอยู่กับคุณตาคุณยายก็น่าจะพอ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย”
เฉินชิงนอนอยู่บนเตียงที่ไม่คุ้นเคย ความรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในความฝัน
ภายในวันเดียว กลับมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน
ทั้งสองคนต่างไม่ได้นอนตลอดทั้งคืนจนกระทั่งถึง 7 โมงเช้า พวกเขาจึงเริ่มเก็บข้าวของ
และก็มีคนมาเคาะประตูเพื่อแจ้งพวกเขา “พวกคุณเตรียมตัวกันหน่อยนะครับ 8 โมงเราจะกลับบ้านกันแล้ว”
เฮ่อหย่วนรับคำ “ครับ ขอบคุณมากครับ”
ทั้งสองคนจึงปลุกเด็กๆ ให้ตื่น เสี่ยวอวี้นอนไม่พอจึงง่วงจนรู้สึกทรมาน เฉินชิงเลยตัดสินใจอุ้มเธอออกจากห้อง
ส่วนเหมาเหมาพอตื่นมาก็เปิดทีวีทันที เขาจ้องตาเขม็งฟังเพลงอย่างตั้งใจ จนกระทั่งถึงวินาทีสุดท้ายจริงๆ ถึงยอมจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์
ทั้งครอบครัวกลับมานั่งเรืออีกครั้ง แต่สภาพจิตใจในตอนนี้แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
เฮ่อหย่วนแยกไปเจรจากับผู้นำ ขณะที่เฉินชิงรับหน้าที่ดูแลเด็กสามคนที่กำลังนั่งสัปหงกเอนไปเอนมา
พอนั่งเรือกลับถึงฝั่ง พวกเขาก็นั่งรถต่อกลับเข้าเมือง
ทาเลียกับเหมาเจี้ยนกั๋ววิตกกังวลจนไม่ได้นอนมาทั้งคืน พวกเขาร้องไห้จนขอบตาแดงก่ำ
ทาเลียสวดภาวนาต่อเทพเจ้าทุกองค์ไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็นเทพของประเทศไหน ขอเพียงแค่เธอรู้จัก เธอก็จะอธิษฐานอย่างจริงใจเพื่อขอให้ลูกปลอดภัย
พอได้ยินข่าวว่าลูกไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เธอถึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจลงได้บ้าง แต่ก็ยังคงเป็นห่วงเหมาเหมาอยู่ดี
สองสามีภรรยาจึงไปรอการกลับมาของลูกอยู่ที่สถานีตำรวจที่ใหญ่ที่สุดในมณฑล
กลุ่มของเฉินชิงเดินทางไปถึงสำนักงานตำรวจในตอนบ่ายโมงพอดี เหมาเหมาโบกมือให้พ่อกับแม่ของเขา “พ่อครับ แม่ครับ ผมได้เป็นวีรบุรุษน้อยด้วยล่ะ ผมเก่งมาก ไม่ทำให้พ่อกับแม่ขายหน้าเลย”
ทาเลียโผเข้าไปกอดลูกชายไว้แน่น น้ำตาของเธอไหลออกมาไม่หยุด เมื่อสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายของลูก ก็ยิ่งรู้สึกปวดใจกับบาดแผลบนใบหน้าของเขา
สองมือของเธอสั่นเทาขณะประคองใบหน้าลูกชาย “เจ็บมากไหมลูก”
“ไม่เจ็บเลยครับ ผมเป็นลูกผู้ชาย หน้าตาไม่สำคัญหรอกครับ แม่ครับ แม่อย่าร้องไห้เลย พอแม่ร้องไห้ผมก็อยากร้องไห้ตามไปด้วย”
เหมาเหมาเช็ดน้ำตาให้แม่อย่างอ่อนโยน “ผมแค่ดูเหมือนเป็นหนักเท่านั้นเองครับ จริงๆ แล้วอีกแค่สองวันก็หายแล้ว”
[จบบท]