บทที่ 486: ท่าทีแห่งการร้องขอ
เหมาเจี้ยนกั๋วเลือกที่จะไม่ตอบคำถามของเฉินชิงและเดินตรงจากไป
เหมาเหมาจึงบ่นพึมพำ "พ่อไม่มีมารยาทเลย"
ทาเลียกลอกตามอง "เขาไม่มีความสามารถแท้ๆ ยังจะไม่ยอมให้คนอื่นพูดอีก ช่างเถอะ อย่าไปสนใจเขาเลย ฉันกลับก่อนดีกว่า"
"จ้ะ" เฉินชิงเดินไปส่งทั้งคู่ที่ประตู ก่อนจะบิดยืดร่างกายคลายความเมื่อยล้าแล้วจึงกลับเข้าห้องเพื่อสรุปงานที่ต้องทำในวันพรุ่งนี้
รายงานการสำรวจทางธรณีวิทยาโดยละเอียดนั้นมีอยู่ที่โรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สามของรัฐอยู่แล้ว เพียงแค่ไปรับที่คลังข้อมูลของโรงงานก็เรียบร้อย ส่วนแบบแปลนที่ประทับตราจากสถาบันออกแบบก็ถือว่าลุล่วง
เหลือเพียงเอกสารรับรองแหล่งที่มาของวัสดุสำคัญสามอย่างคือเหล็ก ไม้ และซีเมนต์ ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องโทรศัพท์ไปเจรจากับคณะกรรมการการก่อสร้างมณฑลโดยตรง
เฉินชิงทำงานมาตลอดทั้งวันจนตระหนักได้ถึงความยากลำบากในการก่อตั้งโรงงาน เพียงแค่มีเอกสารขาดหายไปสักชิ้นหรือ 'ไม่ตรงตามรูปแบบที่กำหนด' ก็จะถูกปฏิเสธในทันที ส่งผลให้กำหนดการสร้างโรงงานต้องยืดเยื้อออกไปอย่างไม่มีกำหนด
โรงงานในพื้นที่ห่างไกลมักมีทรัพยากรจำกัด การจะเสาะหารายงานระดับมืออาชีพนั้นทั้งยากลำบาก มีต้นทุนสูง และกินเวลานาน นี่จึงเป็นเหตุผลหลักว่าทำไมโรงงานส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงทำได้เพียงสถานะโรงงานสาขา
การทำธุรกิจภาคอุตสาหกรรมนั้นช่างมีความยากลำบากสูงยิ่ง
เฉินชิงจัดระเบียบเอกสารทั้งหมดจนเสร็จสิ้น พอเตรียมจะไปชำระล้างร่างกาย เธอก็เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อหยิบเสื้อผ้า และพลันนึกขึ้นได้ว่าที่บ้านยังมีทองคำซุกซ่อนอยู่อีก 30 จิน
เดิมทีเธอตั้งใจว่าจะรอจนถึงปี 1976 ค่อยนำออกไปมอบให้ทางการ เพราะในเวลานั้นเธอยังประเมินไม่ได้ว่าผู้นำคนไหนดีหรือคนไหนร้าย จึงเลือกที่จะเก็บซ่อนมันไว้ก่อน
แต่สำหรับตอนนี้...
หากประจวบเหมาะเห็นว่าที่ใดมีความจำเป็นต้องใช้ ก็ค่อยนำไปบริจาคออกไปก็แล้วกัน
เพื่อจะได้ไม่ต้องกังวลว่าหากเก็บไว้นานเกินไปแล้วจะมีปัญหาตามมาในภายหลัง
***
ค่ำคืนนั้นพระจันทร์สว่างกระจ่างฟ้า ดวงดาวบนท้องฟ้าดูบางตา สำนักงานตำรวจแวะมาเยือนถึงบ้านในเวลาสี่ทุ่มซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ซูม่านม่านเปิดประตูต้อนรับเจ้าหน้าที่ ทว่ากลับต้องได้ยินข่าวร้ายที่ราวกับฟ้าผ่าลงกลางใจ
หยางซิวจิ่น สามีของเธอ จะสิ้นลมหายใจในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้านี้
ซูม่านม่านกอดลูกชายแน่นก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้น สติสัมปชัญญะแทบจะหลุดลอยไป
สหายที่มาแจ้งข่าวไม่ได้แสดงความเห็นใจออกมาแม้แต่น้อย เขาเพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เป็นทางการ "เนื่องด้วยสหายหยางอี้เหอได้ทำคุณประโยชน์อย่างโดดเด่นในคดีค้ามนุษย์ บ้านหลังนี้จะถูกโอนกรรมสิทธิ์ให้เป็นของสหายหยางอี้เหอ"
"แล้วเรื่องงานของเขาล่ะครับ"
ลุงของหยางอี้เหอรีบเอ่ยถามแทรกขึ้นมา
เขาโค้งตัวเล็กน้อย พลางขยับมือไปมาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
เจ้าหน้าที่ตำรวจเอ่ยตอบอย่างเย็นชา "ยึดเป็นของกลางครับ"
เขาไม่ได้อธิบายสิ่งใดเพิ่มเติม เพียงแค่หันไปกำชับกับหยางอี้เหอ "พรุ่งนี้เธอต้องไปที่สำนักงานการจัดการที่อยู่อาศัยด้วยตัวเอง"
เมื่อพูดธุระจบ เขาก็เดินจากไปในทันที
เหล่าเพื่อนบ้านที่มุงดูต่างรู้สึกว่านี่คือลางร้าย พวกเขาเบะปากแสดงความรังเกียจและไม่คิดจะสนใจไยดีครอบครัวนี้อีกต่อไป
ทว่าบ้านตระกูลหยางกลับกำลังวุ่นวาย ลุงกับป้าของหยางอี้เหอพยายามรบเร้าเกลี้ยกล่อมให้หลานสาวยกบ้านหลังนี้ให้แก่ลุง
ซูม่านม่านไม่ยินยอม
เธอยืนกรานให้หยางอี้เหอยกบ้านให้น้องชายของเธอ
ซูม่านม่านกับป้าของหยางอี้เหอจึงเริ่มฉุดกระชากและลงไม้ลงมือกัน
เมื่ออยู่ต่อหน้าผลประโยชน์มหาศาล ไม่มีฝ่ายใดยอมถอยให้กัน แต่ที่น่าแปลกคือทั้งสองฝ่ายกลับไม่คิดที่จะถามความสมัครใจของหยางอี้เหอผู้เป็นเจ้าของเลยแม้แต่น้อย
ความโกลาหลภายในบ้านตระกูลหยางไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการไปทำเรื่องที่สำนักงานการจัดการที่อยู่อาศัยของหยางอี้เหอ ระหว่างนั้น เธอก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตัวไปพบอีกครั้ง และคราวนี้เธอก็ได้รับเงินก้อนหนึ่งติดมือมาด้วย
"สหายน้อย เธอเป็นคนนำเงินที่ได้มาโดยมิชอบของพ่อเธอออกมา แถมยังยินดีมอบมันโดยสมัครใจ ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่องมาก พวกเราจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า เงินจำนวน 3,000 หยวนนี้ จะถูกแบ่งจ่ายให้เธอปีละ 200 หยวน”
“จนกว่าเธอจะบรรลุนิติภาวะ วันนี้คือวันที่ 9 พฤษภาคม เธอสามารถมารับเงินที่สถานีตำรวจได้ทุกวันที่ 9 พฤษภาคมของทุกปี อะ นี่คือใบอนุมัติ จงเก็บมันไว้ให้ดีล่ะ"
หยางอี้เหอชะงักไปเล็กน้อย
เงินก้อนนั้น เธอได้นำไปมอบให้เหยื่อเคราะห์ร้ายหมดแล้วมิใช่หรือ
"มีใครแจ้งเรื่องนี้แทนหนูเหรอคะ"
"ใช่แล้วล่ะ เป็นรองหัวหน้าสถาบันวิจัยเฮ่อหย่วนจากโรงงานเครื่องจักรที่อุตส่าห์มาแจ้งเรื่องโดยใช้ชื่อจริงของเขาเอง พวกเขาปฏิบัติต่อเธอดีมากนะ”
“ถ้าในอนาคตเธอเติบโตเป็นคนที่มีความสามารถ ก็จงพยายามหาโอกาสตอบแทนครอบครัวของพวกเขาให้มากที่สุด"
เจ้าหน้าที่ตำรวจลูบศีรษะเธออย่างเอ็นดู "บ้านของเธอเพิ่งเกิดเรื่องราวแบบนี้ ช่วงนี้สภาพจิตใจย่ำแย่ก็เป็นเรื่องปกติ แต่อย่ามัวแต่คิดถึงเรื่องที่เลวร้าย เธอยังนับว่าโชคดีนะ ต้องหัดมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ เข้าใจไหม"
"...ค่ะ"
หยางอี้เหอเก็บใบอนุมัติใส่กระเป๋าอย่างระมัดระวัง หลังจากที่เธอเดินออกจากสถานีตำรวจ เธอก็มุ่งหน้าต่อไปยังโรงเรียน
เมื่อมาถึงห้องเรียน เธอจึงตรงเข้าไปหาเหมาเหมาเพื่อสอบถามเรื่องราวทั้งหมด จนกระทั่งเข้าใจลำดับเหตุการณ์อย่างชัดเจน
กลายเป็นว่าเธอมีความหวังดี แต่กลับทำให้เรื่องราวเลวร้ายลงโดยไม่ตั้งใจ
ในใจของหยางอี้เหอพลันรู้สึกราวกับมีหินก้อนมหึมาทับอยู่ มันหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก "ฉันเข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้ว พวกเราไปเข้าเรียนกันเถอะ"
เธอกลับมานั่งที่โต๊ะของตน พลางหยิบหนังสือเรียนออกมา ขณะที่ในใจก็เฝ้าตำหนิตัวเองว่าช่างโง่เง่าสิ้นดี
หยางอี้เหอผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พยายามตั้งสมาธิตั้งใจฟังคุณครูหลินอธิบายคำกล่าวต่างๆ
***
ย่างเข้าเดือนพฤษภาคม ไอร้อนแห่งฤดูคิมหันต์ก็เริ่มลอยอบอวล ดวงอาทิตย์ทวีความร้อนแรงขึ้นทุกขณะ แผดเผาจนผู้คนที่สัญจรไปมาจำต้องรีบเร่งฝีเท้า
เฉินชิงซึ่งถูกหัวหน้าจางส่งให้มาเอาเอกสารที่โรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สามของรัฐ กำลังบิดจักรยานอย่างสุดกำลัง ล้อหมุนไปด้วยความเร็วสูงเสียจนราวกับกำลังเข้าร่วมการแข่งขัน
คุณลุงยามที่หน้าโรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สามของรัฐคุ้นเคยกับใบหน้าของเธอเป็นอย่างดี "อ้าว สหาย... สหายเฉินนี่เอง"
"สวัสดีค่ะคุณลุง พอดีหัวหน้าจางจากคณะกรรมการการวางแผนมณฑลให้ฉันแวะมาเอาเอกสารหน่อยค่ะ"
"ได้เลย ได้เลย"
คุณลุงเปิดทางให้เธอผ่านเข้าไปโดยง่ายดาย
ถึงแม้ว่าเหล่าบรรดาผู้นำกับเฉินชิงจะกำลังต่อสู้ห้ำหั่นกันอย่างดุเดือดเพียงใด แต่คนตัวเล็กๆ อย่างเขาไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วยเป็นดีที่สุด
ผู้นำคนไหนสั่งการมา เขาก็มีหน้าที่เพียงแค่ทำตามคำสั่งของคนนั้น
สีเกามินเพิ่งจะเสียท่าอย่างรุนแรงในงานมหรกรรมการค้ากวางเจาที่ผ่านมา เธอต้องกลายเป็นคนที่ลงแรงแทบตายแต่กลับปล่อยให้คนอื่นได้หน้าไปอย่างง่ายดาย ช่วงนี้เธอจึงตกเป็นเป้าให้คนหัวเราะเยาะอยู่ตลอดเวลา
ด้วยเหตุนี้เธอยิ่งทวีความโกรธแค้นและทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดเพื่อพัฒนาแผนกออกแบบอย่างหนัก โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่างานมหรกรรมการค้ากวางเจาในปีหน้า จะต้องขยี้เฉินชิงให้แหลกคามือให้จงได้
ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดช่วงเวลานี้เธอยังพยายามหาลู่ทางติดต่อผู้จัดการโรงงานเสื้อผ้ากีฬา เพื่อเตรียมจะฟ้องร้องพฤติกรรมของเฉินชิงให้เขาได้รับรู้
ใครๆ ต่างก็พูดกันว่าหมาที่จะกัดมันไม่เห่า แต่สำหรับเฉินชิงแล้ว เธอคือหมาบ้าที่พร้อมจะกระโจนเข้ามากัดทุกเมื่อ
ทั้งดุร้ายและเหี้ยมโหดอย่างที่สุด
ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ
เธอจะต้องเตือนอีกฝ่ายให้ระแวดระวังเฉินชิงเอาไว้ให้จงหนัก
ทว่าเพียง 4 วันหลังจากงานมหรกรรมการค้ากวางเจาสิ้นสุดลง สีเกามินก็ได้ข่าวว่าเฉินชิงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการโรงงานเสื้อผ้าคนใหม่
แถมสถานที่ตั้งโรงงานแห่งนั้นยังอยู่ใกล้กับโรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สามของรัฐ นี่มันไม่ต่างอะไรกับการบุกเข้ามาแย่งพื้นที่ทำกินกันถึงหน้าบ้าน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก—
"ผู้จัดการสี ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะคะ" เฉินชิงเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม
สีเกามินพยายามอย่างยิ่งที่จะเค้นรอยยิ้มออกมา "อ้าว ตายจริง สหายเฉินนี่เอง แหม ช่างเป็นแขกคนสำคัญจริงๆ มิน่าล่ะ เมื่อคืนฉันถึงได้ฝันเห็นนกสกาชี ต้องรบกวนเธอมาหาถึงที่นี่เลย ต้องขออภัยด้วยนะที่อาจจะต้อนรับได้ไม่ทั่วถึง"
น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยการประชดประชันเสียดสีอย่างชัดเจน
เฉินชิงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
เธอเดินตรงไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงหน้าสีเกามินอย่างถือวิสาสะ
"ผู้จัดการสีคะ พวกเรามาคุยธุระกันหน่อยดีกว่าค่ะ"
"อุ๊ย ต้องขอโทษจริงๆ นะจ๊ะ พอดีว่าโรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สามของรัฐของเราต้องขอบคุณเธอแท้ๆ เลย ตอนนี้ก็เลยกำลังยุ่งวุ่นวายมากๆ คงไม่มีเวลามาต้อนรับเธอเป็นการส่วนตัวหรอก"
สีเกามินไม่อยากจะทนเห็นใบหน้าของเฉินชิงแม้แต่วินาทีเดียว พอเห็นหน้า ก็ทำให้นึกถึงท่าทีลิงโลดกระหยิ่มยิ้มย่องในวันที่เฉินชิงให้สัมภาษณ์กับนักข่าว
เฉินชิงจึงเอ่ยขึ้นอย่างไม่รีบร้อน "กำลังยุ่งอยู่กับการทุ่มเทแรงกายแรงใจวาดแบบร่างใหม่ หรือกำลังยุ่งกับการเอาผลงานของฉันไปเร่ขายอีกรอบกันแน่คะ"
"เรื่องนั้นเธอเป็นคนเต็มใจมอบให้เองนี่ ในเมื่อเธอยกให้พวกเราแล้ว มันก็ย่อมต้องเป็นสมบัติของโรงงานเราสิ"
"พวกเราต่างก็เป็นหน่วยงานพี่น้องกัน จะพูดแบบนั้นไปทำไมกันคะ แบบร่างนั่นฉันเป็นคนวาดด้วยตัวเอง แถมตอนนี้ฉันก็กำลังจะเปิดโรงงานแล้ว ส่วนลูกค้าฉันก็ยังดูแลเอาไว้เป็นอย่างดี”
“ถ้าในอนาคตฉันคิดอยากจะแก้ไขสัญญาเล็กๆ น้อยๆ มันก็เป็นเพียงแค่เรื่องของกระดาษไม่กี่แผ่นเท่านั้นเองไม่ใช่เหรอคะ"
"นี่เธอคิดจะทำอะไรกันแน่"
"รายงานการสำรวจทางธรณีวิทยาโดยละเอียดฉบับนั้น คุณคิดจะเก็บซ่อนมันเอาไว้ถึงเมื่อไหร่กันคะ"
ดวงตาของเฉินชิงฉายประกายเย็นชาวาบขึ้นมา
สีเกามินหัวเราะออกมาในที่สุด "เฉินชิง เธอรู้ตัวไหมว่าการจะขอร้องใครน่ะ มันก็ต้องมีท่าทีของคนที่กำลังมาขอร้องด้วย คนอย่างเธอ ถ้าหากไปเจอคนอื่น เขาคงจะเตะโด่งเธอออกไปจากห้องนานแล้ว"
"แบบร่างนั่นฉันจะนำไปเปิดเผยต่อสาธารณชนเมื่อไหร่ก็ได้ แต่สำหรับชุดกีฬา ฉันได้จดสิทธิ์ครอบครองไว้เรียบร้อยแล้ว มันจึงเป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว"
เฉินชิงยกยิ้มที่มุมปาก "ผู้จัดการสีคะ การที่คนเราจะขอร้องใคร มันก็ต้องมีท่าทีของการขอร้อง ฉันเชื่อมั่นว่าด้วยประสบการณ์อันโชกโชนของคุณ น่าจะใช้ความสามารถที่คุณมีให้เป็นประโยชน์ได้ดีกว่านี้นะคะ"
[จบบท]