บทที่ 492: น่าเกรงขามโดยไม่ต้องแสดงความโกรธ
เฉินชิงเริ่มต้นด้วยการนำพาสหายหญิงทั้งหกคนเดินตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้าง “สถานที่ก่อสร้างของเรามันค่อนข้างใหญ่ค่ะ แค่ตรวจสอบทีละ 2 คนคงจะลำบากหน่อย หลังจากนี้ก็คงต้องรบกวนพวกคุณแล้วนะคะ”
“ไม่ว่าจะอาการโรคลมแดดตอนกลางวัน แสงไฟตอนกลางคืน หรือความเหนื่อยล้า พวกคุณต้องตรวจสอบให้ละเอียด เรื่องนี้สำคัญมากจริงๆ”
“ถ้าใครไม่ปฏิบัติตามกฎสามกะที่รัฐกำหนดไว้เคร่งครัด ก็ดึงตัวออกมาได้เลย หรือถ้ามีใครกล้าปกปิด ก็ต้องรับผิดชอบร่วมด้วย”
หญิงสาวทั้งหกคนต่างพากันสะดุ้ง
เฉินชิงจึงกล่าวต่อไป “ถ้าพวกคุณทำงานเต็มที่ รัฐจะเป็นคนรับผิดชอบเอง และวางใจได้เลยค่ะ ทางคณะกรรมการการก่อสร้างมณฑลเขาก็จัดเจ้าหน้าที่มืออาชีพมาคอยกำกับดูแลด้วยเหมือนกัน”
อันที่จริง การมีอยู่ของเธอก็เป็นเพียงเครื่องมือป้องกันไม่ให้คนของคณะกรรมการการก่อสร้างมณฑลคิดอู้งานเท่านั้นเอง
ทั้งหกคนจึงค่อยผ่อนคลายลงได้บ้าง เฉินชิงพาพวกเธอเดินสำรวจไปรอบๆ ซึ่งตลอดเส้นทางที่พวกเธอเดินผ่านนั้น ไม่มีคนงานคนใดกล้าเงยหน้าขึ้นสบตาเฉินชิงเลย
โจวกงรวมถึงบรรดาผู้นำจากคณะกรรมการการก่อสร้างมณฑลต่างก็ยอมรับในตัวเธอ
เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าสหายหญิงผู้สามารถสร้างความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ได้ตลอดเวลานั้นย่อมไม่ใช่คนธรรมดา
เฉินชิงยังคงอยู่ที่สถานที่ก่อสร้างจนกระทั่งหกโมงเย็นจึงเดินทางกลับ ผิวของเธอแสบร้อนจากการตากแดดมาทั้งวัน ทว่าเธอก็ตั้งใจจะทดลองให้เห็นผลด้วยตัวเองว่าวิธีการคลายร้อนแบบใดจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด
จนกระทั่งภายหลังเธอจึงได้ข้อสรุปว่า...
หลุมหลบภัยนั้นมีประสิทธิภาพสูงสุด
เพราะคนเราจะรู้สึกสบายตัวก็ต่อเมื่อได้อยู่ในที่ร่มเท่านั้น
เฉินชิงตระหนักได้ว่าพวกเขาทำงานกันอย่างยากลำบากจริงๆ จึงสั่งการให้คนเตรียมอาหารโดยต้องมีเนื้อสัตว์ประกอบอยู่ด้วยในทุกมื้อ
เงินส่วนนี้เป็นเงินที่เธอหามาได้ด้วยตัวเอง
และเธอก็เป็นผู้มีอำนาจในการจัดการ
เนื่องจากในตอนที่เจรจาสัญญากับมาคัส เฉินชิงได้แอบสอดไส้รายละเอียดที่ระบุให้ค่าใช้จ่ายโครงการก่อสร้างทั้งหมดอยู่ภายใต้การจัดการส่วนตัวของเธอแต่เพียงผู้เดียวเข้าไปในสัญญาด้วย
คนของแผนกการเงินพากันด่าว่าเธอ แต่เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดสัญญา พวกเขาจึงทำได้เพียงตกลงกับเธอว่า เธอสามารถทำการยื่นเบิกได้เสมอ ขอเพียงไม่ขัดต่อกฎระเบียบข้อบังคับ ก็จะได้รับการอนุมัติให้ผ่านได้ทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้ เฉินชิงจึงสามารถจัดหาตำแหน่งงานชั่วคราวให้กับสตรีทั้งหกคนได้ ในขณะเดียวกันเธอก็ยินดีที่จะมอบผลประโยชน์สูงสุดเท่าที่จะทำได้ให้กับเหล่าคนงาน
บรรดาสหายที่ยังคงอยู่ในสถานที่ก่อสร้างเพื่อรอรับประทานอาหารเย็นกำลังลิ้มรสอาหารหอมกรุ่น พลางจับกลุ่มพูดคุยกัน “อาหารมื้อนี้ให้เยอะจริงๆ”
หลี่เซิ่งเหม่ยซึ่งนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวอยู่กับพวกเขาด้วยเอ่ยขึ้น “สหายเฉินเป็นคนจัดเตรียมให้ทั้งหมดเลยค่ะ เธออาจจะเข้มงวดมาก มาตรฐานสูงลิ่ว แต่ผลประโยชน์ที่เธอมอบให้ก็เป็นของจริง ดูอาหารพวกนี้สิ ต่อให้ฉันต้องทำงานฟรี ฉันก็ยินดีทำ”
บรรดาคนงานชายต่างมองหลี่เซิ่งเหม่ยที่กำลังรับประทานอาหารอย่างสบายอารมณ์ ก็ไม่กล้าที่จะคิดอะไรเป็นอื่น ก่อนจะพากันเปลี่ยนไปพูดถึงเฉินชิงบ้าง “เธอดุเอาเรื่องเลยนะ”
“แกร่งเกินไปจริงๆ น่ากลัวยิ่งกว่าผู้หญิงปากร้ายเสียอีก แค่เธอปรายตามองมาทีเดียว ผมก็รู้สึกว่าเธอน่ากลัวกว่าแม่ผมเสียอีก”
“ใครอนุญาตให้พวกคุณนินทาหัวหน้าเฉินของเรา ฉันจะบอกอะไรให้นะ นั่นเขาเรียกว่าความน่าเกรงขาม พวกคุณเข้าใจคำว่าความน่าเกรงขามไหม”
“อีกอย่างเธอก็ไม่ได้ดุด่าใครเลย แค่มองพวกคุณแวบเดียว พวกคุณก็พากันกลัวหัวหดแล้ว แบบนี้เขาเรียกว่าน่าเกรงขามโดยไม่ต้องแสดงความโกรธ เข้าใจหรือยัง!”
หลี่เซิ่งเหม่ยเริ่มต้นสั่งสอนกลุ่มสหายชาย
มีสหายชายคนหนึ่งรู้สึกทนไม่ไหว จึงจงใจเล่าเรื่องตลกสองแง่สามง่ามกับเธอ หลี่เซิ่งเหม่ยกลับหัวเราะร่า พลางกวาดสายตามองไปยังเป้ากางเกงของเขา “อวดเก่งไปเถอะ ถ้าแน่จริงนักก็ถอดกางเกงให้ทุกคนเขาดูหน่อยเป็นไง ว่ามีของดีอะไรนักหนา”
สหายชายผู้เล่าเรื่องตลกสองแง่สามง่ามถึงกับโกรธจนตัวสั่น หลี่เซิ่งเหม่ยจึงกล่าวสมทบ “เหล่าเหนียงอย่างฉันอายุขนาดนี้ ผ่านอะไรมาหมดแล้ว อย่ามาทำเป็นเด็กอ่อนหัดต่อหน้าฉันหน่อยเลย!”
กลุ่มสหายชายที่ถูกเธอเหน็บแนมจนหน้าชาต่างพากันถอยห่างออกจากเธอ ทว่าหลี่เซิ่งเหม่ยกลับยิ่งตั้งใจขยับตัวเข้าไปใกล้ชิดพวกเขามากขึ้น
เธอจะต้องแทรกซึมเข้าไปในแนวข้าศึกกลุ่มนี้ให้จงได้!
ในวันนี้เธอมองเห็นชัดเจนแล้วว่าเฉินชิงมีอำนาจที่แท้จริงอยู่ในมือ ในอนาคตเธอยังจะได้เป็นถึงผู้จัดการโรงงานขนาดพันคน หากเธอทำผลงานได้ดี มันจะไม่เป็นการปูทางไปสู่การหาตำแหน่งงานดีๆ ให้ลูกของตัวเองได้หรอกหรือ?!
หลี่เซิ่งเหม่ยคำนวณแผนการในใจเรียบร้อยแล้ว เธอมองผู้ชายกลุ่มนี้เป็นเพียงเครื่องมือที่จะใช้ในการเอาอกเอาใจเฉินชิงเท่านั้น
โจวกงทำได้เพียงมองกลุ่มสหายชายที่พากันถอยหนีอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ
วันนี้เขารู้สึกจนใจเป็นอย่างยิ่ง เขาถอนหายใจตลอดทั้งวัน แค่การถอนหายใจเพียงอย่างเดียวก็ทำให้เขาเหนื่อยแทบขาดใจแล้ว
***
เฉินชิงที่ขี่จักรยานกลับมาถึงบ้านด้วยสภาพเหนื่อยจนหมดแรง
เฮ่อหย่วนสังเกตเห็นว่าใบหน้าของเธอคล้ายกับจะมีอาการผิวไหม้แดด จึงรีบออกไปหาว่านหางจระเข้ในบริเวณใกล้เคียง
เฉินชิงเหนื่อยล้าจนไม่มีเรี่ยวแรงอยากอาหาร
เสี่ยวอวี้ไม่ค่อยเข้าใจคุณน้าของตัวเองเท่าใดนัก เพราะเธอเองก็วิ่งเล่นกลางแดดจ้าทุกวัน แต่กลับไม่เคยเป็นอะไรเลย “คุณน้าคะ คุณน้าตากแดดไม่ได้เหรอคะ”
“ก็น่าจะได้อยู่นะจ้ะ”
การต้องตากแดดจัดเป็นเวลา 3-4 ชั่วโมงติดต่อกัน แถมยังต้องเดินไปเดินมาตลอดเวลานั้น สำหรับเธอแล้วมันเป็นความรู้สึกที่ห่างหายไปนานจริงๆ ร่างกายจึงยังไม่คุ้นชินเท่าที่ควร
เฮ่อหย่วนหาว่านหางจระเข้กลับมาได้ เขาแบ่งส่วนหนึ่งให้กับหม่าอ้ายอิง ก่อนจะรีบตรงเข้ามาทาหน้าให้กับเฉินชิง “แสบหน้าไหม”
“นิดหน่อย”
เฉินชิงสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากว่านหางจระเข้ ก็ยิ่งทำให้เธอไม่อยากให้เฮ่อหย่วนต้องไปทำงานต่างพื้นที่ แต่เขาก็จำเป็นต้องออกเดินทางในวันพรุ่งนี้แล้ว
“เฮ่อหย่วน คุณต้องคิดถึงฉันมากๆ นะ แล้วก็ต้องเขียนจดหมายมาหาฉันด้วย”
“ครับ”
เฮ่อหย่วนมองเธอด้วยสายตาปวดใจ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกหมดหนทางอยู่ไม่น้อย
แต่ในยามที่บ้านเมืองรอการฟื้นฟูเช่นนี้ เขาทำได้เพียงทุ่มเททำงานอย่างสุดกำลังเท่านั้น
หากเป็นเมื่อก่อนก็คงไม่เป็นไร แต่ในตอนนี้เฉินชิงกำลังตั้งท้อง เขากลับไม่มีปัญญาที่จะอยู่เคียงข้างเพื่อดูแลเธอ เฮ่อหย่วนรู้สึกผิดต่อเธอเป็นอย่างยิ่ง
เฉินชิงเพียงแค่มองสายตาของเขาก็พอจะคาดเดาความคิดของเขาได้ เธอจึงยิ้มพลางเอ่ยขึ้น “คุณวางใจเถอะ ถ้าฉันรู้สึกไม่สบายใจเมื่อไหร่ ฉันไม่ลืมที่จะไปรบกวนคุณอย่างแน่นอน”
“อืม”
เฮ่อหย่วนเงียบไปเล็กน้อย
หลังจากทาหน้าให้เธอจนทั่วแล้ว ฝ่ามือใหญ่ของเขาก็ค่อยๆ ทาบลงบนหน้าท้องของเธออย่างแผ่วเบา
ดวงตาของเขามองภาพนั้นไม่วางตา ราวกับกำลังพยายามสื่อสารทางจิตวิญญาณกับสิ่งที่อยู่ภายใน
เฉินชิงก็ปล่อยให้เขาทำตามใจชอบ แต่หลังจากได้พักผ่อนสักครู่หนึ่ง ความหิวก็เริ่มจู่โจม “ฉันอยากกินอะไรเย็นๆ!”
“งั้นผมจะทำบะหมี่เย็นสไตล์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้คุณชามหนึ่งนะ”
“แบบนั้นก็ดีเลย!”
เฉินชิงแสดงท่าทีตั้งตารอ
เสี่ยวอวี้ยังคงไม่ไปไหน เธอยังคงนั่งเท้าคางอยู่ในห้อง เฝ้ามองคุณน้าและคุณอาของเธอด้วยดวงตาที่โค้งเป็นเสี้ยวพระจันทร์
เฉินชิงเอื้อมมือไปหยิกแก้มของเธอเบาๆ “ทำอะไรอยู่จ๊ะ ถึงได้ยิ้มแบบนี้”
เธอไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อยว่าหากเสี่ยวอวี้ได้ไปอยู่ในยุคที่กระแสคู่จิ้นกำลังเฟื่องฟู เด็กคนนี้จะต้องรักการชิปคู่จิ้นมากอย่างแน่นอน
เสี่ยวอวี้ยิ้มกว้างจนเต็มใบหน้า “หนูก็แค่เห็นแล้วมีความสุขค่ะ”
เธอชอบเวลาที่คุณน้ากับคุณอาอยู่ด้วยกันมากที่สุด
คุณน้าจะคอยแกล้งคุณอา แล้วคุณอาก็จะมองคุณน้าด้วยสายตาที่อ่อนโยนมากๆ มันน่าชอบที่สุดเลย~
เฉินชิงยิ้มก่อนจะหอมแก้มเธอฟอดหนึ่ง แล้วจึงเอ่ยถาม “ช่วงนี้เรียนชดเชยเหนื่อยไหมจ๊ะ”
เสี่ยวอวี้ตอบ “หนูกับพี่ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ แต่เหมาเหมาเหนื่อย พวกเรา 2 คนเลยตั้งใจว่าจะรีบเรียนให้จบเร็วๆ แล้วจะได้ไปช่วยสอนเหมาเหมาต่อ”
เนื้อหาการเรียนเพียง 1 เดือนนั้น จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีอะไรมากมายนัก นอกเสียจากช่วง 2-3 วันแรกที่เธอมีอาการประหม่าอยู่บ้างเล็กน้อย หลังจากนั้นเธอก็เรียนตามจังหวะปกติ พอเลิกเรียนก็ออกไปวิ่งเล่น
คนเดียวที่อยู่ในสภาพน่าสงสารก็คือเหมาเหมา
เฉินชิง “เขาน่าสงสารจริงๆ นั่นแหละ”
เสี่ยวอวี้พยักหน้ารับ “นั่นสิคะ”
ทั้งสองคนซุบซิบกันอยู่ในห้อง ในขณะที่หม่าอ้ายอิงเองก็กำลังรายงานพฤติกรรมทั้งหมดของเฉินชิงในวันนี้ให้เฮ่อหย่วนฟัง พอเห็นเขาเพียงแค่ ‘อืม’ รับคำในลำคอเบาๆ เธอก็กล่าวเสริม
“เธอดื้อรั้นมากนะคะ คุณแทบจะเกลี้ยกล่อมเธอไม่ได้เลย แต่ไม่ว่าจะยังไง ก็ขอให้คุณให้ความสำคัญกับร่างกายของเธอเป็นหลักด้วยเถอะค่ะ”
หม่าอ้ายอิงเห็นว่าเฮ่อหย่วนกำลังยุ่งอยู่กับการทำบะหมี่ เธอจึงพยักหน้าแล้วเดินจากไปอย่างเงียบๆ
เฮ่อหย่วนทำบะหมี่เย็นเสร็จเรียบร้อยหนึ่งชาม ก่อนจะเรียกให้เฉินชิงออกมารับประทาน
เฉินชิงจึงรีบจูงมือเสี่ยวอวี้ไปยังห้องโถงกลาง
ในตอนกลางคืน เฉินชิงเรียกเด็กทั้งสองคนให้มาช่วยเฮ่อหย่วนจัดกระเป๋าเดินทาง โดยมีเฮ่ออวี้เสียงเป็นผู้รับผิดชอบหลัก
เฮ่ออวี้เสียงแสดงความกังวลต่อการเดินทางไปไกลของคุณอาเป็นอย่างมาก เขาคอยถามคุณอาอยู่ตลอดว่าจำเป็นต้องเอาของทุกอย่างไปด้วยหรือไม่
เฉินชิงเหลือบไปเห็นเฮ่ออวี้เสียงหยิบกระปุกกระเทียมดองน้ำส้มสายชูขึ้นมา เธอก็อยากจะหัวเราะ แต่ก็ต้องพยายามกลั้นไว้
เฮ่อหย่วนรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างมาก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น “ปกติอาเดินทางแบบตัวเปล่าน่ะ ไม่ได้พกอะไรไปเยอะ”
เฮ่ออวี้เสียงแย้ง “ออกไปข้างนอกซื้อของมันแพงนะครับอา ต่อไปอายังต้องเลี้ยงลูกอีกตั้งหลายคน อายิ่งต้องหัดประหยัดเงินได้แล้ว”
เฉินชิงปล่อยเสียงหัวเราะออกมา “พรูด 555555...”
[จบบท]