บทที่ 495: หลี่เหอฮวาถูกรวบตัว
อุ้งมือน้อยๆ ที่เฮ่ออวี้ถิงกำลังจะยกขึ้นชะงักค้างกลางอากาศก่อนจะค่อยๆ ลดลงมา ดวงตากลมโตที่ตัดกันด้วยสีขาวและดำอย่างชัดเจนนั้น บัดนี้กำลังลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งความไม่พอใจ
อ่ายเจี่ยวหู่เงยหน้าขึ้นถามแม่ของตน “เด็กผู้หญิงมอมแมมคนไหนจากบ้านคุณน้าครับแม่”
หลี่เหอฮวาบุ้ยปากไปทางเป้าหมาย “ก็เสี่ยวอวี้น่ะสิ วันๆ เอาแต่คลุกอยู่กับเด็กผู้ชาย ไม่มีความเป็นกุลสตรีเอาซะเลย ไม่รู้ว่าเฉินชิงมันเลี้ยงหลานยังไง โตขึ้นแบบนี้รับรองไม่มีใครเอาไปทำเมีย”
อ่ายเจี่ยวหู่แหงนหน้ามองแม่ด้วยความฉงนสนเท่ห์ เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมแม่ถึงได้มีความคิดเช่นนั้น
เฮ่ออวี้ถิงซึ่งได้ยินทุกคำพูด สวนกลับด้วยเสียงที่ดังฟังชัด “หนูไม่ใช่เด็กที่ครอบครัวไม่ต้องการนี่คะ หนูยังมีบ้านให้อยู่ ไม่เห็นจะต้องกังวลเลยว่าโตขึ้นจะไม่มีใครเอา”
เธอน่ะ คือคนที่มีบ้านเป็นของตัวเองแล้วนะ!
ก่อนหน้านี้เฮ่ออวี้ถิงไม่เคยตระหนักเลยว่าการมีบ้านเป็นของตัวเองมันจะสลักสำคัญอะไรนักหนา เพราะถึงอย่างไรค่าเช่าบ้านก็ไม่ได้ตกเป็นของเธอ
แต่ในสถานการณ์นี้ เฮ่ออวี้ถิงกลับรู้สึกว่าบ้านที่คุณน้าซื้อให้กลายเป็นเครื่องยืนยันและมอบความมั่นใจให้กับเธอได้อย่างน่าประหลาด
ทั้งหลี่เหอฮวาและอ่ายเจี่ยวหู่ต่างหันขวับไปมองเฮ่ออวี้ถิงอย่างคาดไม่ถึง และเมื่อหลี่เหอฮวาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สายตาของเธอก็ปะทะเข้ากับเฉินชิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล หัวใจของเธอกระตุกวูบ ความหวาดหวั่นแล่นผ่านเข้ามาในอก
เธอจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาและปรับน้ำเสียงทันที “เสี่ยวอวี้ ไม่ใช่ว่าป้าไม่อยากให้เสี่ยวหู่เล่นกับเธอนะจ๊ะ แต่เป็นเพราะว่าพักหลังนี้เขาเรียนหนังสือไม่ค่อยเก่ง”
“อนาคตก็คงสอบเข้าโรงเรียนเทคนิคระดับมัธยมศึกษาตอนปลายไม่ได้ ป้าก็เลยอยากให้เขาเอาเวลาไปตั้งอกตั้งใจเรียนให้มากขึ้น”
เฮ่ออวี้ถิงยกแขนเล็กๆ ทั้งสองข้างขึ้นมากอดอกไว้แน่น พยายามยืนหยัดทำท่าทางให้ดูองอาจที่สุด ก่อนจะบิดตัวหันหลังให้คนทั้งคู่อย่างแรง แล้วพ่นลมหายใจ "ฮึ" ออกมาจากจมูก
เธอไม่เชื่อคำแก้ตัวพวกนั้นหรอก!
เฉินชิงกวักมือเรียกหลานสาวที่กำลังยืนหน้ามุ่ย “เสี่ยวอวี้ มานี่เร็ว มาสั่งอาหารได้แล้ว”
“มาแล้วค่ะ!”
เฮ่ออวี้ถิงสลัดความขุ่นมัวทิ้ง ก่อนจะรีบวิ่งแจ้นไปหาคุณน้าของเธอ
เฉินชิงโน้มตัวลงอุ้มหลานสาวขึ้นมาแนบอก เธอไล่อ่านเมนูอาหารที่ติดไว้บนผนังให้ฟัง แล้วเอ่ยถามว่าหลานสาวตัวน้อยอยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือไม่
เฮ่ออวี้ถิงชี้ไปที่เมนูหนึ่ง “เต้าหู้ยัดไส้ค่ะ”
“ตกลงจ้ะ งั้นก็เอาเต้าหู้ยัดไส้ 1 ที่ ไก่สับ 1 ที่ ผัดยอดมันเทศ 1 ที่ แล้วก็ข้าวสวย 4 ถ้วยค่ะ”
หลังจากเฉินชิงสั่งอาหารและชำระเงินเรียบร้อย เฮ่ออวี้เสียงก็รับหน้าที่ถือบิลใบเล็กไปยืนรอที่ช่องรับอาหารอย่างรู้งาน
หลี่เหอฮวาเหลือบมองภาพที่เฉินชิงกำลังเอาอกเอาใจเฮ่ออวี้ถิงอย่างรักใคร่ ก่อนจะหันมากระซิบกระซาบกับลูกชาย
“เห็นไหมล่ะ ที่เฉินชิงมันทำเป็นรักใคร่เอ็นดูเด็กสองคนพี่น้องนี่ก็เพราะว่ามันมีลูกไม่ได้ พอวันไหนที่มันเกิดตั้งท้องขึ้นมาจริงๆ เด็กสองคนนี้ก็คงถูกถีบหัวส่งไปไกลสุดขอบฟ้าโน่นแหละ”
อ่ายเจี่ยวหู่ไม่ได้มีโอกาสมากินข้าวกับแม่พร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้นานมากแล้ว การที่ได้มากินไก่สับที่ร้านอาหารของรัฐในวันนี้ ก็เป็นผลมาจากการที่เขาลงไปนอนดิ้นอาละวาดกับพื้นแทบตาย
เขาจึงไม่ค่อยกล้าที่จะต่อปากต่อคำกับแม่นัก แต่พอได้ยินแม่พูดจาดูแคลนครอบครัวคุณน้าแบบนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะแย้งขึ้น
“แต่บ้านคุณอารวยมากเลยนะครับ ผมได้ยินมาว่าเงินเดือนทั้งหมดของคุณอา คุณน้าก็เป็นคนเก็บ แถมยังไม่ต้องส่งเงินกลับไปจุนเจือที่บ้านตัวเองอีกต่างหาก พวกเขาร่ำรวยกันขนาดนั้น ทำไมจะต้องทอดทิ้งเสี่ยวอวี้กับพี่เฮ่ออวี้เสียงด้วยล่ะครับ”
สีหน้าของหลี่เหอฮวาแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงในพริบตา “นี่แกกำลังจะบอกว่าแม่ไม่ควรให้เงินน้าชายของแกใช่ไหม ถ้าไม่มีน้าชายพวกนั้นคอยเป็นแบ็กหนุนหลังให้แม่ แล้วใครจะมาคุ้มกะลาหัวพวกเรา”
“แถมพวกเขาก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบากขนาดนั้น แกไม่คิดจะสงสารพวกเขาบ้างเลยรึไง แม่เลี้ยงแกมายังไงให้กลายเป็นเด็กที่สิ้นไร้ความเห็นอกเห็นใจคนอื่นได้ขนาดนี้”
“อุตส่าห์อดทนประหยัดอดออม เก็บสะสมตั๋วเนื้อสัตว์ 2 ใบเพื่อพาแกมากินของดีๆ ที่ร้านอาหารของรัฐ ไม่นึกเลยว่าจะต้องมาเลี้ยงดูลูกอกตัญญูอย่างแก!”
อ่ายเจี่ยวหู่ขยับปากเตรียมจะอ้าเถียง แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เปล่งเสียงใดๆ ออกมา แม่ของเขาก็ร่ายยาวสวดเขาต่อเป็นชุด
เขาจึงเลือกที่จะทำเป็นหูทวนลม เพิกเฉยต่อเสียงบ่นด่าเหล่านั้น แล้วก้มหน้าก้มตาสนใจเนื้อในชามของตัวเองต่อไป
ณ โต๊ะข้างเคียง เฉินชิงเอ่ยถามเฮ่ออวี้ถิง “เมื่อกี้พวกเขาพูดอะไรกับหนูเหรอ ทำไมน้าเห็นหนูทำท่าทางเหมือนกำลังโกรธ”
“ก็เพราะว่าพวกเขาพูดในสิ่งที่หนูไม่เห็นด้วยออกมานี่คะ” เฮ่ออวี้ถิงทำแก้มป่อง ขณะก้มลงเป่าไอความร้อนจากเต้าหู้ในชามอย่างแรง
เต้าหู้หม้อดินที่เพิ่งถูกยกมาเสิร์ฟยังคงร้อนจัด แต่เนื้อเต้าหู้กลับนุ่มลื่นละมุนลิ้นอย่างน่าประหลาด มันหอมอร่อยกว่าเต้าหู้ที่ทำกินเองที่บ้านเป็นไหนๆ
เธอตั้งใจว่าจะแบ่งข้าวสวยเก็บไว้หน่อย เอาไว้คลุกกับน้ำเต้าหู้ที่เหลือ รับรองว่าต้องอร่อยเหาะไปเลย!
เฉินชิงสังเกตเห็นว่าเฮ่ออวี้ถิงไม่ได้มีท่าทีเศร้าซึมหรือเสียใจอะไร เธอก็เลยคลายความกังวลลง
สายตาของเธอเหลือบไปมองหลี่เหอฮวาแวบหนึ่ง ก่อนจะหวนนึกถึงคำพูดของเหมาเหมาในคืนวันนั้น ที่เขามาเล่าให้เธอฟังว่า 'แม่ของอ่ายเจี่ยวหู่แอบไปพบเจอกับพ่อของหยางอี้เหอ'
ตอนนี้หยางซิวจิ่นถูกศาลตัดสินลงโทษไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนหลี่เหอฮวาซึ่งอยู่ในฐานะชู้รักของเขา ก็ดูเหมือนจะยังใช้ชีวิตได้ตามปกติสุขดี
ช่างมันเถอะ
เรื่องที่คนสองคนลักลอบคบชู้กันมันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเธอเสียหน่อย
ขอเพียงแค่ตัวการหลักอย่างหยางซิวจิ่นและหยางสีเหวินใกล้จะถึงวันชดใช้กรรมที่พวกเขาก่อไว้ก็เพียงพอแล้ว
แต่ทว่า ทันทีที่เธอเพิ่งจะสะบัดความคิดเกี่ยวกับหลี่เหอฮวาออกจากสมองไปได้ไม่ทันไร ก็มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจ 2 นายก้าวเดินเข้ามาในร้านอาหารของรัฐ และตรงเข้าไปจับกุมตัวหลี่เหอฮวาในทันที
เฉินชิง “???”
นี่มันเกิดเรื่องบ้าบออะไรขึ้นอีก
อ่ายเจี่ยวหู่พอเห็นว่าแม่ของตัวเองถูกจับกุม ก็รีบละมือจากตะเกียบที่กำลังคีบหมูพะโล้ชิ้นโตเข้าปาก แล้ววิ่งถลันเข้าไปทุบตีเจ้าหน้าที่อย่างบ้าคลั่ง “พวกคุณกำลังทำอะไร ปล่อยแม่ผมเดี๋ยวนี้นะ!!”
“เธอคือลูกชายของเขาสินะ” เจ้าหน้าที่นายหนึ่งเอ่ยถาม
อ่ายเจี่ยวหู่พยักหน้ารับ
เจ้าหน้าที่นายนั้นจึงเอ่ยสั่ง “กลับบ้านไปตามพ่อของเธอมาที่สถานีตำรวจ บอกเขาไปด้วยว่าแม่ของเธอถูกจับกุมตัว”
สติสัมปชัญญะของหลี่เหอฮวาขาวโพลนไปหมด ร่างกายของเธออ่อนปวกเปียกด้วยความตื่นตระหนก แต่พอได้ยินคำพูดของเจ้าหน้าที่ เธอก็รีบตะโกนบอกลูกชายทันที
“เสี่ยวหู่ ไปตามน้าชายนะลูก มีแค่น้าชายของลูกเท่านั้นที่จะยอมช่วยแม่ เข้าใจที่แม่พูดไหม?!”
ที่เธอยอมทอดกายเข้าไปพัวพันกับหยางซิวจิ่น ก็เพื่อตำแหน่งงานของน้องชายเธอแท้ๆ
แม้ว่าเธอจะต้องยอมรับในใจว่า หยางซิวจิ่นเป็นผู้ชายที่ทั้งสูงทั้งหล่อเหลา ดูดีมีเสน่ห์กว่าไอ้หมูตอนที่บ้านเป็นร้อยเท่าพันเท่า ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้สบตา หัวใจของเธอก็เต้นไม่เป็นส่ำ
การที่ได้มีโอกาสเกาะแกะเขาจนประสบความสำเร็จ และได้หลับนอนกับเขา เธอก็มีความสุขและดื่มด่ำกับมัน จนรู้สึกว่าการได้เป็นผู้หญิงอย่างเต็มตัวสักครั้งในชีวิต ต่อให้ต้องตายก็ไม่เสียดาย
แต่ในฐานะลูกผู้หญิงบ้านดีๆ ที่ต้องยอมสละร่างกายของตัวเองเพื่อช่วยเหลือครอบครัว แถมยังต้องมาตั้งท้องลูกของหยางซิวจิ่นอีก เรื่องนี้มันเกินกว่าที่เธอจะยอมรับได้จริงๆ
สามีของเธอ ปกติก็เป็นคนมีอารมณ์ฉุนเฉียวและรุนแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถ้าหากเขาล่วงรู้ว่าเธอแอบนอกใจไปมีชู้ เขากลับมาต้องทุบตีเธอจนตายแน่ๆ!
ในสถานการณ์เช่นนี้ มีเพียงน้องชายของเธอเท่านั้นที่จะสามารถปกป้องเธอได้!
อ่ายเจี่ยวหู่มองแม่ที่ถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวเดินจากไป ก่อนจะรีบวิ่งแจ้นออกไปตามน้าชายของเขาทันที
เฮ่ออวี้ถิงยังคงถือถ้วยข้าวอยู่ในมือ ดวงตาของเธอยังคงจ้องมองตามแผ่นหลังของสองแม่ลูกที่เพิ่งเดินจากไปอย่างงุนงง ตกลงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!
ทำไมไม่มีใครยอมอธิบายอะไรให้มันชัดเจนกระจ่างแจ้งเลย!
มันน่าอึดอัดใจจริงๆ!
“คุณน้าคะ แม่ของอ่ายเจี่ยวหู่ไปทำผิดอะไรมาเหรอคะ”
“น้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันจ้ะ”
เพราะเรื่องราวมันยังไม่เป็นที่สรุปแน่ชัด
ส่วนเรื่องที่ว่าหลี่เหอฮวามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหยางซิวจิ่น มันก็เป็นเพียงแค่การคาดเดาของเธอเท่านั้น เธอจึงไม่สะดวกใจที่จะเล่าเรื่องนี้ให้เฮ่ออวี้ถิงฟัง
อีกทั้งเหตุผลที่เธอเคยต่อว่าหลี่เหอฮวาว่าแอบชอบหยางซิวจิ่น ก็เป็นเพียงการอ้างอิงตามเนื้อหาในนิยายต้นฉบับ ที่มีการบรรยายเอาไว้ว่าหลี่เหอฮวาหลงใหลในตัวหยางซิวจิ่นเป็นอย่างมาก
ถ้าหากเป็นช่วงก่อนหน้านี้ การที่เธอจะไปหลงชอบหยางซิวจิ่นมันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร
เพราะในตอนนั้น หยางซิวจิ่นยังเป็นชายหนุ่มที่มีอนาคตไกล หน้าตาก็ดี ทั้งสูงทั้งหล่อเหลา แม้จะแฝงไปด้วยกลิ่นอายของผู้ดีจอมปลอมอยู่บ้าง
แต่การที่เธอจะตกหลุมรักเขาก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ในตอนนี้หยางซิวจิ่นตกอยู่ในสภาพเช่นนั้นแล้ว เธอยังจะพิศวาสเขาลงอยู่อีกหรือ
แต่พอเฉินชิงลองหวนนึกถึงรูปร่างหน้าตาและอุปนิสัยของอ่ายตงกวา เธอก็อดไม่ได้ที่จะยอมรับว่า สิ่งยั่วยุที่หลี่เหอฮวาต้องเผชิญในแต่ละวันมันหนักหนาสาหัสมากจริงๆ
อ่ายตงกวาจะหน้าตาขี้เหร่ก็นับว่าแย่พอแล้ว แต่นั่นก็เป็นคนที่หลี่เหอฮวาเลือกมาเป็นสามีเอง จะไปโทษใครก็ไม่ได้ ทว่าอุปนิสัยของอ่ายตงกวานี่สิ ที่มันรุนแรงจนเกินรับไหว
เขาเป็นคนประเภทที่ในยามโกรธจัด สามารถทุบตีลูกชายแท้ๆ ของตัวเองจนเกือบตายได้ คนแบบนี้ในยามปกติก็ย่อมต้องลงไม้ลงมือกับภรรยาอยู่แล้ว
แต่ถึงแม้ว่าอ่ายตงกวาจะทั้งอัปลักษณ์และชอบใช้กำลัง
การนอกใจก็ยังคงเป็นความผิดของฝ่ายที่นอกใจอยู่วันยังค่ำ!
เฉินชิงไม่อยากจะไปตัดสินการกระทำของผู้หญิงที่ต้องทนทุกข์อยู่กับชีวิตแต่งงานที่เลวร้าย แต่อีกใจหนึ่งเธอก็รู้สึกว่าการมีอิสระในการหย่าร้างเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวด
เฮ่ออวี้ถิงเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ “ทำไมป้าหลี่ถึงไม่ให้ไปตามลุงอ่ายตงกวามาช่วยล่ะคะ แต่กลับให้ไปตามน้องชายของป้าเขาแทน น้องชายของป้าเขาเก่งกาจมากเลยเหรอคะ”
เฮ่ออวี้เสียงซึ่งเงียบมานานแทรกขึ้น “จำไว้นะเสี่ยวอวี้ ถ้าในอนาคตไม่ว่าน้องจะมีเรื่องเดือดร้อนอะไร ก็ต้องมาบอกคนที่บ้านเป็นอันดับแรก คนข้างนอกน่ะ มันไว้ใจไม่ได้ทั้งนั้น”
เฉินชิง “...”
เขาช่างรู้จักหาช่องว่างในการปลูกฝังความคิดให้กับน้องสาวได้ตลอดเวลาจริงๆ
“พี่ชายของหนูพูดถูกแล้ว ถ้าหากเรามีเรื่องเดือดร้อนอะไร คนแรกที่เราควรจะนึกถึงก็คือคนในครอบครัวของเราเอง”
“แต่ว่าทำไมแม่ของอ่ายเจี่ยวหู่ถึงให้น้องชายของเขามาช่วย น้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน สงสัยว่าน้องชายของเขาคงจะมีความสามารถมากกว่าล่ะมั้ง”
“ไม่จริงหรอกค่ะ น้องชายของป้าหลี่น่ะ ชอบมาไถเงินป้าหลี่อยู่เป็นประจำเลย อ่ายเจี่ยวหู่เกลียดน้าชายของเขาจะตายไป”
เฮ่ออวี้ถิงเคยได้ยินอ่ายเจี่ยวหู่แอบมาบ่นกระปอดกระแปดให้เธอฟังอยู่หลายครั้ง ว่าแม่ของเขาชอบแอบเอาเงินไปให้น้าชาย แต่กลับไปโกหกพ่อของเขาว่าเอาเงินเหล่านั้นมาให้เขาใช้
ผลลัพธ์ก็คือ พ่อของเขาก็จะทุบตีเขาอย่างหนัก โทษฐานที่เขาเป็นตัวผลาญเงินของบ้าน!
เฉินชิงคาดเดา “ถ้าอย่างนั้น ก็คงเป็นเพราะว่าการให้ลุงอ่ายตงกวามาช่วยมันไม่สะดวก ก็เลยต้องไปตามน้องชายแท้ๆ มาช่วยแทนล่ะมั้ง”
“เป็นอย่างนั้นเหรอคะ”
เฮ่ออวี้ถิงพยักหน้ารับคำ ทั้งๆ ที่ยังไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ดีนัก
[จบบท]