บทที่ 497: การมาเยือนของซูม่านม่าน
เสี่ยวอวี้เองก็ออกไปร่วมวงชมเรื่องสนุกนั้นด้วยเช่นกัน โดยมีหม่าอ้ายอิงเดินตามไปเป็นเพื่อนอยู่ไม่ห่าง เฉินชิงหาวออกมาหนึ่งครั้ง
แม้ในใจเธอจะอยากออกไปร่วมวงสังเกตการณ์ด้วยใจจะขาด แต่สถานะของเธอก็คือสตรีมีครรภ์ หากออกไปแล้วเกิดเหตุการณ์ชุลมุนผลักไสกันจนเธอได้รับอันตรายไปด้วยคงไม่คุ้มค่ากัน
“เฮ่ออวี้เสียง เช้านี้เรามีอะไรกินบ้าง”
เฮ่ออวี้เสียงขานตอบ “ผมต้มโจ๊กมันเทศไว้ครับ แล้วก็มีไข่ต้มให้คนละฟอง”
“พอจะหาผักดองรสเปรี้ยวมาให้หน่อยได้ไหม ฉันว่ากินกับโจ๊กน่าจะอร่อยขึ้น”
“ได้ครับ”
เฮ่ออวี้เสียงเคยได้ยินมาว่า สตรีที่กำลังตั้งครรภ์มักมีความต้องการด้านอาหารที่แปรปรวนอยู่บ่อยครั้ง และคนรอบข้างก็ควรพยายามตามใจให้มากที่สุด
แม้เขาจะไม่สามารถยืนยันได้ว่าน้าอยากกินสิ่งนี้เพราะผลจากการตั้งครรภ์ หรือเป็นเพียงเพราะความอยากส่วนตัว แต่เขาก็ยินดีที่จะจัดเตรียมให้ตามที่เธอร้องขอ
เฉินชิงนั่งเท้าคางพลางเงี่ยหูฟังเสียงเอะอะโวยวายที่ดังมาจากนอกตัวบ้าน เธอไม่ได้ยินเสียงอ่ายตงกวาโต้ตอบเลยสักประโยคเดียว
มีเพียงเสียงของซูม่านม่านที่กำลังสาดถ้อยคำหยาบคายออกมาไม่หยุด ซูม่านม่านกำลังจะโกรธจนอกแตกตายอยู่รอมร่อ! สามีของเธอจะไปหาผู้หญิงประเภทไหนเธอก็พอทำใจรับได้
แต่นี่เขากลับไปเลือกผู้หญิงที่แต่งงานมีเจ้าของแล้ว ซ้ำยังมีรูปร่างหน้าตาที่ขี้เหร่สิ้นดี เขาชอบลงไปได้อย่างไรกัน ผู้หญิงแบบนั้นจะมาใช้สามีร่วมกับเธอได้อย่างไร! มันน่าอายเกินไปแล้ว! น่าอายที่สุด!
เมื่อเปรียบเทียบกับความรู้สึกเจ็บปวดเสียใจ ความรู้สึกโกรธแค้นดูจะถาโถมในใจของซูม่านม่านมากกว่า เธอก็เป็นคนเช่นนี้ ต่อให้พูดเหตุผลมาเป็นพันเป็นหมื่นคำ สรุปได้เพียงว่าเธอหลงรักเพียงรูปลักษณ์ภายนอกของหยางซิวจิ่น
เขาเป็นชายที่หล่อเหลาและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อย่างรุนแรง จนทำให้เธอไม่สามารถถอนตัวถอนใจได้ เธอทนได้หากหยางซิวจิ่นจะมีนิสัยที่ไม่ดี แต่เธอทนไม่ได้ที่เขาจะไปยุ่งเกี่ยวสัมพันธ์สวาทกับใครไม่เลือกหน้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับผู้หญิงอัปลักษณ์เช่นนั้น! ยิ่งไปกว่านั้น สามีของผู้หญิงอัปลักษณ์คนนี้ยังอัปลักษณ์ยิ่งกว่าเป็นเท่าทวี สร้างความรู้สึกขยะแขยงให้ซูม่านม่านเป็นอย่างมาก
ฝ่ายอ่ายตงกวา เขาไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับภรรยาของผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายคือภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของหยางซิวจิ่น ยิ่งไปกว่านั้น เขาได้ข่าวมาว่าหยางซิวจิ่นกำลังจะถูกตัดสินโทษถึงขั้นประหารชีวิต
ความโกรธเคืองที่เขามีต่อหยางซิวจิ่นจึงลดน้อยลงไปมาก สิ่งเดียวที่เขายังรู้สึกคือความเกลียดชังหลี่เหอฮวาที่กล้าสวมหมวกเขียวให้เขา “เธอตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ การที่มาฉุดกระชากลากถูแบบนี้ มันดูไม่ดีเลยนะ”
“แกคิดว่าฉันพิศวาสอยากแตะเนื้อต้องตัวแกนักหรือไง ไอ้หัวหมูตายซากอย่างแก ต่อให้เดินสวนกันบนถนนฉันยังไม่คิดจะชายตามองเลยด้วยซ้ำ นี่ฉันยอมลดตัวลงมาคุยด้วย แกก็ควรจะแอบไปดีใจเงียบๆ ได้แล้ว!”
ซูม่านม่านแทบจะร่ำไห้ออกมาด้วยแรงโทสะ อ่ายตงกวาช่างอัปลักษณ์เหลือเกิน ฮือ... เขาขี้เหร่มาก! หลี่เหอฮวาชอบผู้ชายแบบนี้ลงไปได้อย่างไร ซูม่านม่านถึงกับปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้น
“ทำไมชีวิตฉันต้องตกต่ำถึงขนาดต้องมายืนคุยกับคนอย่างแกด้วย ฉันน่าสงสารอะไรอย่างนี้”
ผู้คนที่ยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่หลายคนพยายามกลั้นยิ้ม แต่ก็มีบางคนที่ทนไม่ไหวจนหลุดเสียงหัวเราะออกมา อ่ายตงกวาโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ “แล้วเธอมันสวยนักหรือไง แต่สามีของเธอก็ยังต้องออกไปหาผู้หญิงอื่นข้างนอกอยู่ดีนั่นแหละ!”
คำพูดนั้นแทงใจซูม่านม่านอย่างจัง เสียงร้องไห้ของเธอหยุดชะงักลง ก่อนที่เธอจะเงื้อมือขึ้นตบหน้าเขาติดกันหลายครั้ง
“ฉันไม่ให้พูด ฉันไม่ให้แกพูดจามั่วซั่ว ไอ้หัวหมูตายซาก! ก็เพราะแกมันดูแลผู้หญิงของตัวเองไม่ดี ปล่อยให้เธอมาออดอ้อนยั่วยวนสามีของฉัน จนลูกของฉันต้องกำพร้าพ่อ!”
“แกคือต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ก็เพราะนายมันอัปลักษณ์ เมียของแกถึงได้ทนไม่ไหวต้องไปหาผู้ชายอื่น!”
อ่ายตงกวาไม่เคยถูกใครหยามเหยียดถึงขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เขาโกรธจัดจนขาดสติและผลักเธอคืนไปอย่างแรงหนึ่งที “เธอพอได้แล้วนะ! ฉันอุตส่าห์เห็นว่าเธอน่าสงสารถึงได้ไม่ลงมือด้วย อย่าพยายามได้คืบจะเอาศอกให้มันมากนัก!”
ซูม่านม่านถูกผลักแต่ก็ยังทรงตัวอยู่ได้ เธอไม่ได้ล้มลงไปกองกับพื้น เพราะอย่างน้อยบริเวณรอบๆ ก็ยังมีผู้คนมุงดูอยู่มากมาย และก็มีคนหนึ่งที่ตาไวมือไวพอที่จะเข้ามาประคองร่างเธอไว้ได้ทันท่วงที
“ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว! สามีฉันหนีไปอยู่กับผู้หญิงขี้เหร่ ฉันยังต้องมาทนยืนคุยกับไอ้หัวหมูตายซากนี่ แถมยังโดนมันผลักไสอีก ทำไมชีวิตฉันถึงได้น่าสมเพชขนาดนี้!” เธอคร่ำครวญเสียงดัง
แม่เฒ่าฉินที่ยืนดูอยู่หัวเราะเสียงแหลม “ยัยเด็กโง่เอ๊ย จะมาพูดเรื่องขี้เหร่ไม่ขี้เหร่ไปทำไม มันก็แค่สามีของเธอมันควบคุมท่อนล่างของตัวเองไม่อยู่เท่านั้นแหละ”
“ยังจะอุตส่าห์หาเหตุผลต่างๆ นานามาเข้าข้างตัวเองอีก หรือเธอจะบอกว่า ถ้าเมียหลวงหน้าตาขี้เหร่ ผัวจะไปมีเมียน้อยก็ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องงั้นสิ สหายหญิงคนนี้ช่างเป็นคนที่สับสนอะไรเช่นนี้”
ซูม่านม่านถูกตอกกลับจนพูดไม่ออก “ยัยแก่ใกล้ลงโลง ฉันไม่ต้องการให้แกเข้ามายุ่งเรื่องของฉัน!”
แม่เฒ่าฉินเบ้ปากใส่ “โง่เง่าสิ้นดี”
ซูม่านม่านกรุ่นโกรธจนเตรียมจะพุ่งเข้าไปตบอีกฝ่าย แต่แม่เฒ่าฉินไวกว่า เธอบิดข้อมือของซูม่านม่านไว้แน่น แล้วตบหน้าหญิงสาวกลับไปสองฉาดแรงๆ
“ฉันท่องไปทั่วหล้ามาตั้งกี่ปี ไม่เคยยอมให้ใครหน้าไหนมารังแกได้ง่ายๆ แกคิดว่าแกเป็นตัวอะไรกัน!”
แน่นอนว่าการที่เฉินชิงด่าทอเธอนั้นไม่นับรวมกัน นั่นคือหัวหน้าของเธอโดยตรง คำด่าของหัวหน้าจะเรียกว่าการด่าทอได้อย่างไร นั่นมันคือความห่วงใยที่แสดงออกมาต่างหาก!
ซูม่านม่านโดนตบจนมึนงงไปชั่วขณะ เธอทำได้เพียงยกมือกุมใบหน้าที่เจ็บชา แล้วก็หันหลังวิ่งหนีไปพร้อมเสียงร้องไห้
ฝูงชนที่มุงดูต่างทยอยแยกย้ายกลับบ้านด้วยความรู้สึกเสียดายไม่น้อย แม่เฒ่าฉินเองก็รู้สึกตำหนิตัวเองที่มือไวนัก ทำไมจะต้องรีบตบคนด้วยนะ หากปล่อยให้พวกเขาแสดงละครตบตีกันต่ออีกสักหน่อยคงจะสนุกกว่านี้เป็นแน่
อ่ายตงกวาเดินจากไปพร้อมกับสีหน้าที่มืดครึ้ม วันนี้เขาจะต้องหาผู้หญิงสักคนมาจดทะเบียนแต่งงานให้จงได้ เขาจะไม่ยอมให้ใครมาหัวเราะเยาะเขาได้อีกต่อไป! ในมือข้างหนึ่งจะต้องถือใบหย่า และในมืออีกข้างจะต้องถือใบสมรส!
หลังจากที่เสี่ยวอวี้ชมละครฉากใหญ่จบลง เธอก็รีบวิ่งกลับบ้านเพื่อมารายงานเหตุการณ์ทั้งหมดให้คุณน้าฟังโดยละเอียด เธอใช้ทั้งท่าทางและมือไม้ประกอบการเล่าอย่างมีสีสันและออกรสออกชาติ
เฉินชิงได้แต่พยักหน้ารับฟังเงียบๆ เมื่อเสี่ยวอวี้เล่าจบ เธอก็หันมาจ้องมองคุณน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย “คุณน้าคะ ถ้าสมมติว่าหนูเป็นเด็กขี้เหร่ น้าจะยังรักหนูอยู่ไหมคะ”
“รักสิจ้ะ แค่การมีอยู่ของหนูบนโลกใบนี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้น้ารักหนู”
“ฮิฮิๆ...”
เสี่ยวอวี้หัวเราะอย่างร่าเริงเบิกบาน เธอเงยหน้าขึ้นและบิดสะโพกไปมาด้วยความตื่นเต้นดีใจ
เฮ่ออวี้เสียงที่มองอยู่ถึงกับทนดูต่อไปไม่ไหว “รีบไปล้างมือก่อน แล้วค่อยมากินข้าว”
“รับทราบค่า!”
เสี่ยวอวี้วิ่งไปล้างมืออย่างเชื่อฟังโดยดี
ทว่าเมื่อเธอนั่งลงที่โต๊ะอาหาร และมองเห็นอาหารเช้าอันแสนเรียบง่ายที่วางอยู่ตรงหน้า ความตื่นเต้นเมื่อครู่ก็พลันจางหายไปเล็กน้อย นี่คือวันแรกที่คุณอาไปทำงานต่างจังหวัด... คิดถึงคุณอาเหลือเกิน!
เวลาที่คุณอาเป็นคนทำอาหารเช้า เขาคอยจะหาวิธีการใหม่ๆ มาสร้างสรรค์มื้ออาหาร เพื่อให้พวกเขาได้กินอย่างมีความสุขอยู่เสมอ
แต่พอเป็นพี่ชายของเธอทำอาหาร เขากลับมักจะหาวิธีการที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดอยู่ร่ำไป เขาอุตส่าห์เรียนรู้การทำอาหารจากคุณอามาตั้งนาน แต่ก็ไม่รู้ว่าได้วิชาอะไรติดตัวมาบ้าง
เฉินชิงหันไปเอ่ยถามเฮ่ออวี้เสียง “สุดสัปดาห์นี้ เราจะไปบ้านเหมาเหมากันไหม”
“ไม่ไปครับ เหมาเหมาจะเป็นฝ่ายมาที่นี่เอง พวกเราสองคนจะติวหนังสือให้เขาครับ”
“อ้อ อย่างนั้นก็ดีเหมือนกัน”
ราวกับรู้ว่ามีคนพูดถึง เหมาเหมาก็ปรากฏตัวขึ้น
นี่เป็นครั้งแรกที่เหมาเหมาเดินทางมายังบ้านคุณน้าด้วยอารมณ์ที่ไม่สบอารมณ์ถึงเพียงนี้ เขาสะพายกระเป๋าหนังสือมาด้วย เมื่อมาถึง เขาโยนกระเป๋าไปวางไว้ข้างเก้าอี้ที่เฮ่ออวี้เสียงเคยนั่ง แล้วจึงเอ่ยเสียงห้วน “ฉันมาติวหนังสือแล้ว!”
เฮ่ออวี้เสียงเพียงแค่พยักหน้า ‘อืม’ รับคำในลำคอเบาๆ
เหมาเหมาจึงถามต่อ “แล้วคุณอาล่ะครับ”
เฉินชิงเป็นคนตอบ “เขาไปทำงานต่างจังหวัดน่ะ”
เหมาเหมาแสดงสีหน้าผิดหวังออกมาเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองสมาชิกใหม่ที่เขาไม่คุ้นหน้า “แล้วท่านนี้คือ...”
เฉินชิงจึงแนะนำ “นี่คือลูกพี่ลูกน้องของคุณอาน่ะ เธอเรียกว่าป้าหม่าก็ได้”
เหมาเหมาทักทายอย่างสุภาพตามมารยาท “สวัสดีครับป้าหม่า ผมชื่อเหมาเหมาครับ”
“สวัสดีจ้ะเหมาเหมา”
หม่าอ้ายอิงก็ทักทายเขากลับอย่างเป็นมิตร
เสี่ยวอวี้ไม่รอช้า รีบดึงตัวเหมาเหมาไปแบ่งปันเรื่องซุบซิบที่เธอเพิ่งไปรู้เห็นมาในทันที เหมาเหมาแสดงท่าทีตกใจสลับกับตื่นเต้นไปตามเรื่องเล่า ยิ่งกระตุ้นให้เสี่ยวอวี้มีอารมณ์อยากเล่ามากขึ้นไปอีก
เฉินชิงเห็นว่าเด็กๆ กำลังคุยกันอย่างสนุกสนานก็ไม่อยากขัดจังหวะ เธอจึงตัดสินใจเดินทางไปที่สถานที่ก่อสร้างพร้อมกับหม่าอ้ายอิง
เมื่อมองเห็นว่างานฐานรากเริ่มดำเนินการไปบ้างแล้วและค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เฉินชิงก็รู้สึกอิ่มเอมใจขึ้นมาอย่างประหลาด
ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดบางคนถึงได้หลงใหลในงานสถาปัตยกรรมและการก่อสร้าง นอกเหนือจากผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินแล้ว มันยังมอบความรู้สึกถึงความสำเร็จที่จับต้องได้จริงๆ
“สหายเฉิน ผมมีเรื่องบางอย่างจะแจ้งให้คุณทราบ” โจวกงเดินเข้ามาหา
“คุณพูดมาได้เลยค่ะ”
“คือว่าทางแผนกจัดซื้อจัดจ้างมีปัญหาเล็กน้อยครับ ตอนแรกเราตกลงกันไว้ว่าพวกเขาจะจัดเตรียมน้ำมันดีเซลสำหรับรถแทรกเตอร์ให้เพียงพอต่อการใช้งาน 8 ชั่วโมง”
“แต่พอวันนี้พวกเราไปเบิกน้ำมัน พวกเขากลับบอกว่ารถแทรกเตอร์ใช้น้ำมันเปลืองจนเกินไป และขอให้พวกเราช่วยกันประหยัดหน่อย สุดท้ายพวกเขาเลยให้มาแค่เพียงพอสำหรับ 6 ชั่วโมงเท่านั้น”
“เรื่องนี้ฉันรับทราบแล้วค่ะ”
เฉินชิงไม่คิดว่านี่จะเป็นปัญหาที่ยุ่งยากอะไร เธอจึงยกหูโทรศัพท์ติดต่อไปยังแผนกดังกล่าวเพื่อสอบถามสถานการณ์ในทันที
เมื่อได้ยินปลายสายพูดจาอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่ชัดเจน
เฉินชิงจึงกล่าวสรุป “ถ้าไม่สะดวกให้ก็ไม่เป็นไรค่ะ ต่อไปก็ขอให้ส่งน้ำมันดีเซลสำหรับ 6 ชั่วโมงตามกฎระเบียบใหม่ได้เลย”
“แต่ในเมื่อทางพวกคุณเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก ดังนั้นเงินค่าน้ำมันดีเซลทั้งหมด พวกเราก็จะไม่ขอชำระเช่นกันนะคะ”
ในสถานการณ์นี้ เธอเปรียบเสมือนเป็นลูกค้า
จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องก้มหัวให้กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง
คนปลายสายเมื่อได้ยินว่าเฉินชิงมีทีท่าว่าจะไม่ยอมจ่ายเงินก็รีบแย้งขึ้นมา “พวกเราเพียงแค่ต้องการประหยัดทรัพยากร”
เฉินชิงตอบกลับเรียบๆ “ฉันเองก็ต้องการประหยัดเงินเหมือนกันค่ะ”
[จบบท]