บทที่ 5: ปันใจ
เถียนเมิ่งหย่าซึ่งนั่งทำทองไม่รู้ร้อนมาตลอดถึงกับผุดลุกขึ้นยืน “เฉินชิง นี่เธอจะมากเกินไปแล้วนะ!”
คิดว่าเธอโง่เง่าดูไม่ออกหรือไงว่าเฉินชิงจงใจใช้โครงการนี้มาข่มเธอกันชัดๆ
เฉินชิงหันไปแบมือให้หัวหน้าหลิวดูเป็นเชิงว่าจนปัญญา “เห็นไหมคะท่านหัวหน้า สหายในองค์กรของเราไม่มีความกระตือรือร้น ไม่ยอมให้ความร่วมมือ ฉันก็หมดหนทางเหมือนกันค่ะ”
หัวหน้าหลิวใช้ฝ่ามือลูบหัวเหม่งของตัวเอง ก่อนจะหันไปเกลี้ยกล่อมเถียนเมิ่งหย่า “เสี่ยวหย่าเอ๊ย ไปจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยเถอะนะ พ่อของเธอก็จะได้พลอยยินดีไปด้วย ฉันเชื่อในฝีมือของเธอ…เอาแบบนี้แล้วกัน โครงการนี้ต้องการทีมงาน 4 คน ส่วนอีก 2 คนที่เหลือ ฉันให้เธอเป็นคนเลือกเองเลย”
คำพูดของเขาถือเป็นที่สิ้นสุด
เถียนเมิ่งหย่าเจ็บใจจนได้แต่ส่งสายตาอาฆาตไปให้เฉินชิง
หญิงสาวเจ้าของเรื่องกลับนั่งไขว่ห้างยาวเหยียดพลางใช้มือเท้าคางด้วยท่วงท่าที่ทั้งสง่างามและสบายอารมณ์ เมื่อเหลือบไปเห็นสายตาของเถียนเมิ่งหย่า เธอก็ยกยิ้มมุมปากอย่างผู้มีชัย
เถียนเมิ่งหย่ากระแทกปากกาหมึกซึมยี่ห้อนักรบลงบนโต๊ะเสียงดังปัง ก่อนจะเค้นเสียงลอดไรฟัน “เธอคอยดู!”
“ฉันจะรอดู”
ไม่ว่าหัวหน้าหลิวจะโยนงานนี้มาให้เธอด้วยเหตุผลกลใด การมีทายาทเจ้าหน้าที่ระดับสูงร่วมทีมด้วยก็ถือเป็นเรื่องดี
อย่างน้อยถ้าพลาดพลั้งขึ้นมา ก็ยังมีแพะรับบาปแทนได้
ในฐานะที่เป็นมนุษย์ทำงานผู้เจนจัดในสนาม เฉินชิงย่อมรู้ดีถึงเล่ห์เหลี่ยมเล็กๆ น้อยๆ ในที่ทำงาน
เธอเดินไปหาหัวหน้าหลิวเพื่อขอข้อมูลขั้นตอนการจัดงานเลี้ยงของปีก่อนๆ แค่ทำตามแบบแผนเดิมก็สิ้นเรื่อง
“เธอต้องเชื่อฟังเสี่ยวหย่านะ” หัวหน้าหลิวเอ่ยกำชับอย่างไม่วางใจ
“อ้าว ฉันไม่ใช่หัวหน้าทีมเหรอคะ”
“แต่เธอก็ไม่รู้งานอะไรเลยนี่” หัวหน้าหลิวตอบตามตรง
อันที่จริงหัวหน้าหลิวไม่ได้คาดหวังกับเฉินชิงเลยแม้แต่น้อย ในสายตาเขา ผู้หญิงคนนี้มีดีแค่หน้าตาสะสวย ส่วนสมองกลวงโบ๋ นอกจากจะพูดจาไม่รู้เรื่องแล้วยังชอบสร้างปัญหาไม่หยุดหย่อน ถ้าไม่ใช่เพราะผู้จัดการโรงงานอยากจะใช้แผนสาวงามล่ะก็ ต่อให้ตายเขาก็ไม่มีวันมอบหมายภารกิจที่ยากลำบากขนาดนี้ให้เฉินชิงเด็ดขาด
พวกนักวิจัยสมัยนี้นี่มันยังไงกัน ทำไมถึงได้หลงใหลในความสวยความงามกันนัก รักชาติบ้านเมืองน่ะไม่เป็นหรือไง!
หัวหน้าหลิวได้แต่ก่นด่าอยู่ในใจ แต่ด้วยตำแหน่งที่ค้ำคออยู่จึงทำได้เพียงก้มหน้าทำตามคำสั่งของเบื้องบนต่อไป
“ไม่รู้แล้วจะมอบหมายให้ทำไมกันนะ…” เฉินชิงกลอกตาอย่างระอา
เธอหยิบแฟ้มเอกสารกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเอง
หัวหน้าหลิวฉุนจัดจนต้องกระดกน้ำเย็นดับอารมณ์ไปหลายอึก ก่อนจะสั่งให้ทุกคนตั้งใจทำงาน แล้วเดินกอดอกออกไปตรวจตราความเรียบร้อยข้างนอก
เฉินชิงเปิดแฟ้มเอกสารเพื่อตรวจสอบรายการของที่ต้องใช้ พร้อมกับอ่านข้อควรระวังสำหรับบุคลากรด้านการวิจัยที่จะมาร่วมงานเลี้ยง
แต่แล้วภาพถ่ายใบเล็กๆ ใบหนึ่งก็ดึงดูดสายตาของเธอจนอยู่หมัด ไม่ใช่อะไรหรอก ก็เพราะคนในรูปหล่อเกินไปต่างหาก
ดวงตาคู่คมกึ่งหลับกึ่งตื่นแฝงแววขี้เล่นแบบฉบับตาหงส์รับกับเครื่องหน้าหล่อเหลาคมคาย หน้าผากอิ่มเอิบ คิ้วดกหนา ดวงตาลุ่มลึกเปี่ยมอำนาจ จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากบางเฉียบซึ่งช่วยเสริมเสน่ห์ดิบเถื่อนให้เขาได้อย่างน่าประหลาด
“เฮ่อหย่วน” เฉินชิงเอ่ยชื่อนั้นออกมาแผ่วเบา
เถียนเมิ่งหย่าที่เดินผ่านมาเห็นภาพนั้นพอดี ดวงตาของเธอก็ทอประกายวูบหนึ่ง เมื่อเห็นเฉินชิงจ้องรูปตาไม่กะพริบ ก็แค่นเสียงหยัน “เขาไม่ได้รับของโสโครกทุกชิ้นหรอกนะ”
“เขาเป็นสามีเธอหรือไง” เฉินชิงตวัดสายตาขึ้นมองหน้าอีกฝ่ายตรงๆ
ใบหน้าของเถียนเมิ่งหย่าแดงซ่าน “พะ…พูดบ้าอะไรของเธอ!”
“ถ้าไม่ใช่แล้วจะมายุ่งอะไรด้วยไม่ทราบ” เฉินชิงถามกลับด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“ฉันก็แค่จะเตือนให้เธอเจียมตัวซะบ้าง!” เถียนเมิ่งหย่าสวนกลับอย่างหัวเสีย
นังผู้หญิงหลายใจคนนี้! ยุ่งกับหัวหน้าหยางยังไม่พอ ยังจะมาอ่อยนักวิจัยเฮ่ออีก ไร้ยางอายที่สุด!
เฉินชิงเห็นอีกฝ่ายว่างจัดจนไม่มีอะไรทำ เลยโยนงานให้ไปติดต่อขออนุมัติสถานที่และของตกแต่งจากฝ่ายพลาธิการ
“ไหนว่าหัวหน้าหยางเป็นแฟนเธอไง ทำไมไม่ไปขอเองล่ะ”
“การใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นมันมีราคาที่ต้องจ่ายนะ ฉันไปพูดตอนไหนไม่ทราบว่าเขาเป็นแฟนฉัน”
วินาทีนั้นเอง เฉินชิงก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ
ไอ้หยางซิวจิ่นนี่มันตามตื๊อเจ้าของร่างเดิมแบบกัดไม่ปล่อยเลยนี่หว่า! ถึงเจ้าตัวจะไม่เคยยอมรับ แต่การตามจีบอย่างเปิดเผยโจ่งแจ้งขนาดนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการยอมรับกลายๆ แล้ว
เถียนเมิ่งหย่าเบ้ปากอย่างหมั่นไส้ ทำเป็นเล่นละครตบตาคนอื่น รับของจากหัวหน้าหยางไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ แต่กลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ช่างหน้าด้านหน้าทนจริงๆ
สายตาของเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่มองมายังเฉินชิงก็เริ่มเปลี่ยนไป
แต่เธอหาได้สนใจไม่ เฉินชิงก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อไป
เมื่อเห็นท่าทีเหมือนคนร้อนตัวของเฉินชิง เถียนเมิ่งหย่าก็รีบกระซิบกระซาบกับเพื่อนร่วมงานทันที “เธอไปชอบคนอื่นแล้ว!”
“ใครเหรอ”
“นักวิจัยเฮ่อที่จะย้ายมาโรงงานเราไง”
“อ้าว แล้วหัวหน้าหยางล่ะ”
“ใครจะไปรู้”
***
ข่าวลือเรื่องเฉินชิงปันใจให้ชายอื่นแพร่สะพัดไปทั่วโรงงานอย่างรวดเร็ว
ทว่าเจ้าของเรื่องกลับไม่ได้รับรู้อะไรเลยแม้แต่น้อย ตอนกลางวันเธอก็ไปกินข้าวที่โรงอาหารตามปกติ ส่วนตอนเย็นก็ตั้งใจจะกลับไปกินข้าวที่บ้าน เพราะยังไงก็ประหยัดกว่าเห็นๆ ตอนนี้เธอถังแตกไม่พอ ยังมีหนี้ท่วมหัวอีกต่างหาก!
ระหว่างทางกลับบ้าน ผู้คนมากมายต่างชี้นิ้วมาที่เธอ ซึ่งเฉินชิงก็ชินชากับสายตาพวกนั้นเสียแล้ว
เมื่อเดินมาถึงปากซอย ป้าอวี๋ก็โผล่มาดักหน้าเธอไว้อีกตามเคย “นี่เฉินชิง ได้ยินว่าเธอสวมเขาให้หัวหน้าหยางแล้วเหรอ”
“เราไม่ได้คบกัน จะไปสวมเขาให้เขาได้ยังไงคะ”
“โธ่เอ๊ย เงินที่เขาอุตส่าห์ทุ่มให้เธอ เอาไปขอสาวบ้านนอกได้เป็นสิบคนเลยนะ เธอยังไม่พอใจอีกเหรอ”
“นั่นสิเสี่ยวชิง ผู้ชายดีๆ อย่างหัวหน้าหยางน่ะ หาไม่ได้ง่ายๆ แล้วนะ”
“หนูต้องรักษาเขาไว้ให้ดีๆ ล่ะ”
***
บรรดาคุณลุงคุณป้าไม่ว่าจะนินทาลับหลังเธอสนุกปากแค่ไหน แต่พออยู่ต่อหน้าก็มักจะสวมบทเป็นผู้ใหญ่ใจดีคอยสั่งสอนเธอเสมอ
เฉินชิงขี้เกียจจะต่อความยาวสาวความยืด จึงเลือกที่จะเดินหนีกลับบ้าน
ภายในบ้านถูกเฮ่ออวี้เสียงปัดกวาดเช็ดถูจนสะอาดเอี่ยม เฉินชิงมองแล้วรู้สึกสบายตาขึ้นมาบ้าง บนโต๊ะอาหารกลางโถงมีกับข้าวร้อนๆ วางเตรียมไว้แล้ว เธอจึงตะโกนเรียบๆ “กินข้าวได้แล้ว”
เด็กน้อยสองคนเดินออกจากห้องมาเงียบๆ
พวกเขาไม่เคยออกไปเล่นข้างนอก เผลอๆ อาจจะไม่เคยคุยกับคนนอกบ้านเลยด้วยซ้ำ
เด็กทั้งสองรู้ดีว่าการไม่มีพ่อแม่คอยปกป้อง ทำให้พวกเขาเป็นเป้าให้ใครต่อใครรังแกได้ง่ายๆ
ส่วนพวกผู้ใหญ่ก็ชอบนักล่ะที่จะอ้างว่าห่วงใยพวกเขา แต่กลับเอาเรื่องพ่อแม่มาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า พลางหัวเราะร่าเริง แล้วหันไปพูดกับลูกตัวเองว่า “เห็นไหมว่าเด็กไม่มีพ่อแม่มันน่าสงสารแค่ไหน ดูชีวิตที่พ่อแม่ให้แกสิ สุขสบายกว่ากันตั้งเยอะ”
ก่อนจะหันกลับมามองเขากับน้องสาวด้วยแววตาสมเพช
เฮ่ออวี้เสียงรู้สึกขยะแขยงจนแทบจะอาเจียนทุกครั้งที่เจอเรื่องแบบนี้ และนั่นยิ่งทำให้เขาสร้างกำแพงต่อโลกภายนอกสูงขึ้นเรื่อยๆ
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบเชียบ เด็กทั้งสองเอาแต่ก้มหน้าก้มตาจ้วงข้าวในชามของตัวเอง
ไม่มีใครแตะกับข้าวเลยแม้แต่น้อย
เฉินชิงเหลือบมองกับข้าวบนโต๊ะ ก่อนจะเอ่ยถามเฮ่ออวี้เสียง “พรุ่งนี้ก็กินนี่อีกเหรอ”
“พรุ่งนี้ไม่มีกับข้าวแล้ว…”
“จะเป็นไปได้ยังไง ฉันให้เงินเธอไปตั้งห้าสิบเฟินไม่ใช่เหรอ!”
“ไม่มีก็คือไม่มี!”
เฮ่ออวี้เสียงลุกพรวดขึ้นยืนแล้วตะคอกใส่หน้าเฉินชิง
วันนี้เขากลัวน้องสาวจะเบื่อ เลยอุตส่าห์พากันไปซื้อกับข้าวที่สหกรณ์การค้าและการตลาด แต่ขากลับกลับโดนเด็กเกเรรุมแย่งกับข้าวไปจนหมด ถ้าเขาไม่ยอมให้ พวกนั้นขู่ว่าจะทำร้ายน้องสาวของเขา
“แกจะมาตะคอกใส่ฉันทำไม!” เฉินชิงตบโต๊ะดังปัง “คิดว่าพอฉันมาอยู่ในที่เฮงซวยนี่แล้วมันไม่หงุดหงิดหรือไง!”
เฮ่ออวี้เสียงรีบดันให้น้องสาวรีบยกชามข้าวกลับเข้าห้องนอนไป
เฮ่ออวี้ถิงตกใจจนตัวสั่น น้ำตาไหลอาบแก้ม “น้าคะ มีคนแย่งกับข้าวของเราไปค่ะ”
“จะไปบอกเธอทำไม รีบกลับเข้าห้อง”
เฮ่ออวี้เสียงกลัวว่าน้าจะสติแตกแล้วหันมาทำร้ายน้องสาวของเขา
เมื่อวานนี้ น้าเพิ่งจะใจดีทายาให้เธอ มันเป็นความอ่อนโยนเพียงน้อยนิดที่ทำให้เฮ่ออวี้ถิงอยากจะลองเสี่ยงดูอีกสักครั้ง เผื่อว่าน้าของเธอจะใจดีขึ้นมาอีกสักหน่อย
อย่างน้อยที่สุด…ก็ขออย่าให้เธอทำร้ายพี่ชายเลย
ทุกครั้งที่พี่ชายเข้าปกป้องเธอ เธอก็ได้แต่ภาวนาให้แม่มารับเธอไปอยู่ด้วย
แบบนั้น…เธอก็คงไม่ต้องเป็นภาระของใครอีกต่อไป
“โดนแย่งกับข้าวเหรอ” เฉินชิงนิ่งไป
เฮ่ออวี้เสียงแค่นเสียงในลำคอ ก่อนจะหันหลังให้เธออย่างไม่สบอารมณ์ “มันก็เรื่องปกติไม่ใช่หรือไง”
“ปกติบ้าบออะไร! กับฉันล่ะเก่งนัก ทำไมไม่ไปเก่งกับคนอื่นที่มารังแกแกล่ะ”
ขนตายาวงอนของเฮ่ออวี้เสียงสั่นระริก
เธอแน่ใจได้ยังไงว่าเขาจะไม่เอาคืน
ไอ้พวกที่ขโมยผักของเขาไปน่ะ… ตอนนี้ลงไปนอนแช่ในบ่ออุจจาระกันหมดแล้ว
[จบบท]