บทที่ 514: การรับเลี้ยง
“ขอบคุณที่ชมนะ”
เฉินชิงยังคงประจำการอยู่ที่ออฟฟิศในสำนักงานเขต ขณะที่คนอื่นๆ พากันออกไปจัดการธุระข้างนอกกันจนหมด
เมื่อในออฟฟิศเหลือเพียงเธอคนเดียว ความเบื่อหน่ายก็เริ่มคืบคลานเข้ามา เฉินชิงจึงหยิบปากกาขึ้นมาขีดเขียนอีกครั้ง
เฉินชิง “...”
นี่เธอเป็นพวกอยู่นิ่งไม่เป็นหรืออย่างไร เพิ่งจะคิดว่าได้พักผ่อนอยู่หยกๆ กลับดันคิดเรื่องงานที่ต้องสะสางขึ้นมาเสียได้
เฉินชิงพยายามนึกย้อนถึงเนื้อหาในตำราเรียน ประกอบกับประสบการณ์ที่เคยเปิดคลาสสอนเมื่อปีก่อนๆ
ก่อนจะเริ่มลงมือร่างโครงร่างสำหรับ ‘คู่มือพื้นฐานและข้อกำหนดการผลิตของโรงงานเสื้อผ้ากีฬา’ ซึ่งเธอตั้งใจจะให้เป็นเอกสารสำคัญที่พนักงานทุกคนต้องมีติดตัวไว้
เนื้อหาในเล่มจะประกอบด้วยความรู้พื้นฐานที่ช่วยให้พนักงานสามารถทบทวนได้ตลอดเวลา ทั้งยังช่วยสร้างความเข้าใจเรื่องเสื้อผ้ากีฬาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ มันยังทำหน้าที่เป็นคู่มือสรุปกฎระเบียบต่างๆ ของโรงงานไปในตัว
เพียงแค่มีคู่มือเล่มนี้ ความรู้ก็จะค่อยๆ ซึมซับเข้าไปในความคิดทีละน้อย ต่อให้ในช่วงการอบรมระยะสั้นจะมีบางคนที่ตามไม่ทันอยู่บ้าง พวกเขาก็ยังสามารถอาศัยคู่มือเล่มนี้ควบคู่ไปกับการปฏิบัติงานจริง เพื่อเรียนรู้จนเกิดความชำนาญได้
เฉินชิงใช้เวลาเกือบทั้งบ่ายไปกับการร่างแผนผังความคิด เธอต้องคัดกรองเฉพาะเนื้อหาที่เป็นประเด็นสำคัญออกมา ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ที่ยังไม่จำเป็นในตอนนี้ก็ต้องตัดทิ้งไปก่อน
เธอรู้สึกโชคดีไม่น้อยที่มีประสบการณ์จากการเปิดคลาสสอนหนังสือมาก่อน เพราะช่วงเวลาเหล่านั้นได้สร้างความมั่นใจให้กับเธอในปัจจุบันอย่างมาก
กระดาษร่างกองเป็นตั้งถูกรวบรวมใส่กระเป๋าเพื่อนำกลับไปทำต่อที่บ้าน เมื่อถึงเวลาเลิกงาน เฉินชิงหันไปถามหม่าอ้ายอิงว่าจะกลับพร้อมกันหรือไม่
หม่าอ้ายอิงส่ายหน้า “ฉันยังไม่กลับจ้ะ ว่าจะกินข้าวที่ไซต์งานก่อน เธอกลับไปก่อนได้เลย”
“ถ้างั้น ตอนพี่กลับบ้านกลางคืนก็เดินระวังๆ หน่อยนะคะ”
“ไม่เป็นไรหรอก ถ้ามีใครกล้ามายุ่งกับฉัน ฉันก็จะได้ถือโอกาสสร้างผลงานซะเลย”
“เอ่อ... ก็จริงของพี่นะคะ งั้นฉันกลับก่อนค่ะ” เฉินชิงโบกมือลาแล้วมุ่งหน้ากลับบ้าน
***
ที่บ้าน เสี่ยวอวี้นั่งรอคุณน้าอยู่ที่หน้าประตู เด็กหญิงกำลังนั่งเท้าคางครุ่นคิดอย่างจริงจังว่าคืนนี้ควรจะเล่นซ่อนแอบ เล่นรบกัน หรือจะเล่นกระต่ายขาเดียวดี
“เสี่ยวอวี้”
เสียงที่คุ้นเคยทำให้เสี่ยวอวี้รีบเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาของเธอเปล่งประกายเมื่อเห็นคุณน้ากางแขนรอ เด็กหญิงจึงลุกเดินเข้าไปสวมกอดเบาๆ
“คุณน้าคะ คืนนี้พี่ชายทำข้าวผัดค่ะ ใกล้จะเสร็จแล้วด้วย เรารีบเข้าไปกินกันเถอะค่ะ”
“ได้เลยจ้ะ”
เฉินชิงจูงมือหลานสาวเข้าบ้าน ทั้งสามคนนั่งล้อมวงกินข้าวผัดไข่ด้วยกันอย่างเรียบง่าย
ขณะที่เฮ่ออวี้เสียงกำลังเก็บจานชาม เฉินชิงยังคงพึมพำว่าอยากกินอีก เธอยังเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ประดับด้วยดวงดาวพร่างพราวและดวงจันทร์ที่ส่องสว่างนวลตา
เวลาล่วงเลยไปอีกสามวัน
การโต้เถียงระหว่างเว่ยเจี้ยนผิงกับอาจารย์ใหญ่ทั้งสองคนยังคงดำเนินต่อไป ส่วนเฉินชิง ในวันนี้เธอก็ไม่มีสมาธิจะทำงานเช่นกัน
เนื่องจากหยางซิวจิ่นและหยางสีเหวินได้ ‘จากไป’ แล้ว โดยเฉินชิงได้รับเชิญเป็นพิเศษให้ไปร่วมสังเกตการณ์ด้วยตัวเอง
ก่อนที่หยางสีเหวินจะถูกนำตัวไป เขายังพยายามขอคุยกับเธอเป็นการส่วนตัว แต่เฉินชิงปฏิเสธ
แววตาของหยางสีเหวินฉายชัดถึงความไม่ยินยอม
คนที่เดินทางไปกับเฉินชิงในวันนี้คือซูม่านม่าน และหลี่เหอฮวาซึ่งกำลังจะถูกส่งตัวไปรับโทษดัดสันดานด้วยแรงงาน
เฉินชิงมองคนทั้งสองถูกลากตัวออกไป ความรู้สึกในใจเธอนั้นช่างซับซ้อน มันไม่ใช่ความรู้สึกสะใจที่ได้เห็นศัตรูพินาศ และไม่ใช่ความเศร้าเสียใจต่อการจากไปของพวกเขา หากแต่เป็นความรู้สึกเสียดายมากกว่า
หากพวกเขาไม่เลือกเส้นทางนั้น บ้านสวนตระกูลเฉินก็คงยังเป็นครอบครัวที่อบอุ่นพร้อมหน้า เฮ่ออวี้เสียงคงไม่ต้องรีบเติบโตเกินวัย และเสี่ยวอวี้ก็คงไม่มีความทรงจำเลวร้ายติดตัว
เฉินชิงถอนหายใจเบาๆ ขณะเตรียมตัวจะเดินกลับ แต่หลี่เหอฮวากลับตะโกนเรียกเธอไว้ เสียงของเธอสั่นเครือ “แล้ว... แล้วลูกชายฉันล่ะ เขาเป็นยังไงบ้าง?”
หากลูกชายรู้ว่าเธอจงใจใส่ร้ายเขา เขาจะเกลียดเธอมากเพียงใด
เฉินชิงเพียงตอบกลับไป “ฉันไม่รู้หรอก ไม่ได้ตามข่าว”
คำตอบนั้นทำให้หลี่เหอฮวาทรุดลงร้องไห้โฮ
ส่วนซูม่านม่านยืนนิ่งราวกับร่างไร้วิญญาณ สายตาของเธอว่างเปล่า การเคลื่อนไหวดูติดขัด
เธอก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่สัมพันธ์กันจนสะดุดธรณีประตู ล้มลงเข่ากระแทกพื้น หญิงสาวทรุดกายนั่งลงตรงนั้น ใช้มือปิดหน้าแล้วปล่อยโฮออกมา
ตำรวจเพิ่งแจ้งข่าวแก่เธอ... สามีของเธอเป็นสายลับศัตรู!
เป็นไปได้อย่างไร! ถ้าอย่างนั้น... ลูกในท้องของเธอก็เป็น... เลือดชั่วอย่างนั้นน่ะหรือ! เธอเป็นถึงสมาชิกคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม
เหตุใดจึงไปแต่งงานกับคนเช่นนั้น ทำไมหยางซิวจิ่นต้องหลอกลวงเธอ! เธอทำอะไรผิด เขาถึงต้องทรมานเธอเช่นนี้!
ซูม่านม่านรู้สึกราวกับโลกทั้งใบพังทลายลงมา
เฉินชิงไม่ได้สนใจพวกเธอทั้งสองคน เธอเลือกที่จะเดินกลับบ้านไปก่อน
***
ซูม่านม่านนั่งร้องไห้อยู่ที่นั่นเนิ่นนานจนกระทั่งฟ้ามืด เธอจึงพยุงร่างที่ไร้เรี่ยวแรงกลับไปยังบ้านของเถียนเมิ่งหย่า
วันนี้เธอไม่ได้ให้นมลูกเลย เด็กน้อยร้องไห้จนเสียงแหบแห้ง ซูม่านม่านมองหญิงชรายายของหยางอี้เหอ ที่กำลังอุ้มลูกชายของเธอโยกตัวไปมา ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ยายชอบลูกชายฉันมากใช่ไหม? ถ้างั้นฉันยกให้ยายเลย”
“อะไรนะ?” ยายของหยางอี้เหอได้ยินไม่ถนัด
ซูม่านม่านสูดหายใจลึกแล้วตะโกนลั่น “ยายชอบไอ้เลือดชั่วนี่มากใช่ไหม! ฉันยกให้ยายเลย!”
“ต่อไปนี้ยายจะเลี้ยงมันเป็นลูกหรือเป็นหลานก็แล้วแต่ยายเลย คราวนี้ได้ยินชัดหรือยัง!”
ความรักใคร่เอ็นดูที่เคยมีให้ลูกในตอนแรก บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความขยะแขยงจนสุดจะทน เธอ... ซูม่านม่าน... กลับไปมีลูกกับสายลับศัตรู!
หญิงสาวเริ่มเก็บข้าวของของตนเอง “ฉันจะกลับบ้านฉันแล้ว ส่วนเด็กคนนี้ยายจะเอาก็เอา ถ้าไม่เอาก็เอาไปโยนทิ้งที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าซะ”
“เดี๋ยวสิ ทำไมเธอถึงใจร้ายขนาดนี้? นี่เธอเป็นแม่แท้ๆ ของเด็กนะ นี่ลูกชายของเธอทั้งคน!”
ยายของหยางอี้เหอเริ่มร้อนใจ หากเด็กคนนี้ไม่มีซูม่านม่านคอยเลี้ยงดู แล้วจะทำเช่นไรต่อไป
ซูม่านม่านยังพอมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง “ฉันจะโอนตำแหน่งงานของฉันให้สามียายแล้วกัน เขาก็ยังกลับไปทำงานต่อได้นี่”
“ตอนนี้เขาก็เพิ่งจะหกสิบกว่าๆ เอง แค่ให้ทางโรงงานเครื่องจักรช่วยอนุโลมให้หน่อย มันก็ไม่ใช่ว่าจะทำงานไม่ไหว”
ยายของหยางอี้เหอมีท่าทีลังเล แต่ตาของหยางอี้เหอกลับตอบตกลงทันที “ตกลง!”
การตัดสินใจนี้ทำให้ลุงและป้าสะใภ้ของหยางอี้เหอไม่พอใจอย่างมาก หากตากับยายมัวแต่เลี้ยงลูกคนอื่น แล้วเมื่อไหร่จะบีบบังคับให้หยางอี้เหอยกบ้านหลังนี้ให้พวกเขาสักที
ตาของหยางอี้เหอแซ่เหอ เขาตัดสินใจให้ลูกชายของหยางซิวจิ่นเปลี่ยนชื่อแซ่ใหม่เป็น เหอเย่าจู่ และนับแต่นี้ เด็กคนนี้คือหลานชายของเขา
ซูม่านม่านไม่สนใจรายละเอียดเหล่านั้น วันรุ่งขึ้นเธอก็ไปทำเรื่องโอนตำแหน่งงานให้ตาเหอจนเสร็จสิ้น แล้วจึงกลับบ้านของตนไป
ตาเหอจัดการไล่ญาติๆ ออกจากบ้านจนหมด แล้วทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการเลี้ยงดูเหอเย่าจู่และหยางอี้เหอ
หยางอี้เหอไม่แน่ใจว่านี่คือเรื่องดีหรือเรื่องร้าย แต่การที่น้าชายกับน้าสะใภ้จากไป ก็ทำให้บ้านเงียบสงบลงไปกว่าครึ่ง อย่างน้อยที่สุด ก็ไม่มีใครมาคอยทุบตีเธอหรือจ้องจะแย่งห้องนอนของเธออีก
ตาเหอบอกกับหลานสาว “เสี่ยวเหอ ที่ตาทำทั้งหมดนี่ก็เพื่อหนูนะ”
“แม่ของหนูไม่มีพี่ชายน้องชายคอยหนุนหลัง ถึงได้ต้องมาเจอเรื่องน่าเศร้าแบบนั้น ต่อไปนี้หนูมีน้องชายแล้ว รับรองว่าจะไม่มีใครกล้ามารังแกหนูอีก”
เขาก็เจ็บปวดกับการจากไปของลูกสาวเช่นกัน ลูกสาวของเขาจากไปเร็วเกินไป เขาเกลียดหยางซิวจิ่นจนเข้ากระดูก
แต่ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป เสี่ยวเหอคือตัวแทนของลูกสาวที่จากไป เขาต้องเลี้ยงดูเธอให้ดีที่สุด จะไม่ยอมให้เธอต้องซ้ำรอยเดิมของแม่เด็ดขาด
แม้สายตาของตาเหอจะดูอ่อนโยน แต่หยางอี้เหอกลับไม่เข้าใจ
เด็กหญิงรวบรวมความกล้าพูดความในใจออกไป “แต่ถ้าแม่รู้ว่าตาเลี้ยงลูกของคนที่ฆ่าแม่ แม่ต้องเกลียดตาแน่ๆ เลยค่ะ ตาคะ เราไม่เลี้ยงน้องชายคนนี้ได้ไหมคะ?”
แววตาของตาเหอแปรเปลี่ยนไปในพริบตา “น้องชายของหนูเป็นลูกของฆาตกร แล้วตัวหนูล่ะเป็นลูกใคร?!”
“หนู...”
“ถ้าไม่ใช่เพราะหนู ลูกสาวของตาก็คงไม่ตาย! และถ้าไม่ใช่เพราะหนูตอนนี้ พวกเราสองตายายก็คงไม่ต้องมาเลี้ยงลูกของไอ้สารเลวที่มันฆ่าลูกสาวตา!”
“ที่พวกเราทำทุกอย่างก็เพราะหนู แต่หนูยังจะมากล่าวโทษกันอีก! เสี่ยวเหอ นี่หนูเพิ่งจะ 8 ขวบเองนะ คิดจะทิ้งน้องชายแล้วเหรอ ทำไมบนโลกนี้ถึงมีเด็กใจร้ายอย่างหนูได้นะ หนู... หนูถอดแบบมาจากพ่อของหนูชัดๆ!”
ตาเหอสะบัดประตูเดินออกไป ทิ้งให้หยางอี้เหอนั่งนิ่งอยู่บนเตียง
ยายของหยางอี้เหอยังคงอุ้มเหอเย่าจู่ไว้ ตบหลังเขาเบาๆ โดยไม่แม้แต่จะหันมามองหลานสาวของตนเลย
[จบบท]