บทที่ 519: การประเมินเริ่มต้นขึ้น
ระหว่างที่กำลังพูดคุยกันนั้น สหายหญิงคนอื่นๆ ก็ทยอยกันเดินเข้ามาในห้องเพื่อเข้ารับการประเมิน
ภายในห้องประชุมใหญ่มีการจัดเตรียมตำแหน่งที่นั่งเอาไว้เฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการสมัครในตำแหน่งต่างๆ โดยมีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่าแถวไหน คอลัมน์ไหน สำหรับการคัดเลือกในตำแหน่งอะไร
เติ้งเหม่ยฮวามองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น “นี่มีสหายหญิงเข้าร่วมการประเมินของโรงงานเสื้อผ้าเยอะขนาดนี้เลยเหรอคะ”
เฉินชิงตอบ “เป็นความต้องการของเลขาธิการพรรคของโรงงานเสื้อผ้าเราน่ะค่ะ ฉันก็แค่เคารพความคิดของเขาเท่านั้นเอง”
ทุกครั้งที่เธอโทรศัพท์ไปแจ้งคณะกรรมการโรงงานของโรงงานใหญ่ๆ ว่าจะมีการคัดเลือกเฉพาะผู้นำหญิง
อีกฝ่ายก็มักจะถามคำถามนี้กลับมาเสมอ เฉินชิงจึงเลือกที่จะโยนความรับผิดชอบทั้งหมดไปให้เว่ยเจี้ยนผิงรับแทน
เติ้งเหม่ยฮวาพยักหน้ารับรู้พลางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ส่วนเว่ยเจี้ยนผิงในตอนนี้เหงื่อไหลท่วมแผ่นหลัง เขาจบเห่แน่ คราวนี้เขาต้องเดือดร้อนหนักเพราะลูกชายตัวดีของเขาเป็นแน่แท้
ผู้จัดการโรงงานและเลขาธิการพรรคของโรงงานเครื่องจักรเห็นว่าการประเมินกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว พวกเขาจึงพากันเดินทางกลับบ้านไปก่อน
เว่ยเจี้ยนผิงเพิ่งจะรู้สึกผ่อนคลายและหายใจได้ทั่วท้องขึ้นมาหน่อย แต่ยังไม่ทันจะได้กลืนลมหายใจนั้นลงไปดี เขาก็เหลือบไปเห็นร่างที่คุ้นตาของใครคนหนึ่งเข้า นั่นคืออู๋ชุนฮวา ภรรยาของเขาเอง
ผู้หญิงคนนี้มาที่นี่ได้ยังไง แล้วเธอมาทำอะไรที่นี่กัน
อู๋ชุนฮวากำลังยืนกุมชายเสื้อของตัวเองเอาไว้ด้วยความประหม่า ขณะที่สายตาจับจ้องไปยังเหล่าสหายหญิงที่ยืนยืดอกอย่างมั่นใจทีละคนๆ
เธอก็อดรู้สึกต่ำต้อยขึ้นมาไม่ได้ คนพวกนี้ล้วนแต่เป็นผู้หญิงเก่งกาจมีความสามารถทั้งนั้น แต่เธอเป็นแค่ผู้หญิงบ้านนอกคนหนึ่งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมาทำอะไรในสถานที่แห่งนี้
เว่ยเจี้ยนผิงจึงรีบก้าวเท้าฉับๆ เข้าไปหาภรรยา ก่อนจะคว้าแขนเธอลากออกมายังด้านนอกแล้วกระซิบดุด้วยเสียงต่ำ “คุณเข้ามาได้ยังไง แล้วมาทำอะไร”
“ฉันก็บอกไปสิว่าฉันเป็นเมียคุณ แล้วก็มีธุระด่วนที่บ้าน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของแผนกรักษาความปลอดภัยเขาก็เลยพาฉันเข้ามาน่ะสิ เขายังยืนรอฉันอยู่ตรงโน้นเลย”
อู๋ชุนฮวาเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่ากฎระเบียบของโรงงานเครื่องจักรแห่งนี้จะเข้มงวดถึงขนาดนี้ เธอแค่มาตามหาสามีตัวเองเท่านั้น แต่กลับต้องมีคนมาคอยเฝ้าดูเธอเป็นการเฉพาะด้วย
เว่ยเจี้ยนผิงเหลือบสายตาขึ้นไปมองแวบหนึ่ง ก็เห็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกำลังยืนจ้องมองมาทางนี้จริงๆ เขาจึงรีบก้มหน้าบอกภรรยา “คุณรีบกลับไปเลยนะ”
“ทำไมฉันต้องกลับด้วย คุณรังเกียจฉันใช่ไหม รังเกียจที่ฉันแก่แล้วพาไปไหนมาไหนด้วยก็อายคน รังเกียจที่ฉันเป็นแค่ผู้หญิงบ้านนอก สู้ดอกไม้ป่าข้างนอกของคุณไม่ได้”
ในเมื่ออู๋ชุนฮวามาถึงที่นี่แล้ว เธอก็ไม่คิดจะสนใจอะไรทั้งนั้น เธอตั้งใจจะมาอาละวาดให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย จะได้เห็นกันไปว่าหน้าไหนมันกล้ามายุ่งกับสามีของเธอ
เธอเป็นคนเสียงดังอยู่แล้ว สหายหญิงที่อยู่ข้างในห้องซึ่งกำลังจะสอบจึงไม่อยากแสดงกิริยาไม่เหมาะสมด้วยการออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่การที่จู่ๆ ก็ถูกเหมารวมกล่าวหาว่าเป็นดอกไม้ป่า ก็ทำให้ทุกคนรู้สึกไม่พอใจอยู่ลึกๆ
เฉินชิงในฐานะผู้นำจึงเดินออกมา เธอหันไปทางอู๋ชุนฮวาแล้วถาม “สหายคะ ไม่ทราบว่าคุณคือใครคะ”
อู๋ชุนฮวามองเฉินชิง นัยน์ตาของเธอสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความประหม่า แต่เธอก็พยายามฝืนทำใจกล้าตอบ “ฉันเป็นผู้หญิงของเว่ยเจี้ยนผิง”
“งั้นคุณชื่ออะไรคะ”
“ฉัน... ฉันชื่ออู๋ชุนฮวาค่ะ”
“สวัสดีค่ะสหายอู๋ ในเมื่อคุณเป็นคู่ชีวิตของสหายเว่ย คุณคงมีธุระด่วนที่ต้องมาตามหาสหายเว่ยถึงที่นี่”
“ถ้าพวกคุณสองสามีภรรยามีเรื่องด่วนจริงๆ ก็สามารถไปขอใช้สถานที่ที่เป็นสัดส่วนโล่งแจ้งคุยกันได้นะคะ เพราะว่าพวกเรากำลังจะต้องทำการประเมินกันแล้ว ที่นี่เลยห้ามใช้เสียงดังค่ะ”
“ฉัน...” อู๋ชุนฮวาอ้ำอึ้ง
เธอเคยเห็นเฉินชิงในหน้าหนังสือพิมพ์มาก่อนแล้วว่าสวยมาก เป็นความสวยในแบบที่เธอไม่เคยพบเห็นมาก่อน
พอมาเห็นตัวจริงในวันนี้ ก็พบว่าสวยกว่าในรูปเสียอีก ทั้งหน้าตาก็ดี รูปร่างก็ดี แถมยังมีตำแหน่งเป็นถึงว่าที่ผู้จัดการโรงงานในอนาคตอีกด้วย
อู๋ชุนฮวาคิดอยากจะใช้นิสัยแบบผู้หญิงปากตลาดที่เธอถนัดเพื่อจัดการกับเฉินชิง แต่พอได้สบตากับอีกฝ่าย เธอกลับรู้สึกอับอายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ยิ่งสัมผัสได้ถึงข้อมือที่ถูกเว่ยเจี้ยนผิงบีบแน่น เธอก็เลยรวบรวมความกล้าถามเฉินชิงออกไป “ท่านผู้นำคะ คือว่า... สามีของฉันเขาต้องมาเจอกับสหายหญิงเยอะแยะขนาดนี้ เขาจะไม่เผลอทำเรื่องไม่ดีใช่ไหมคะ”
เฉินชิงยิ้ม “ไม่หรอกค่ะ สหายหญิงที่มาเข้ารับการประเมินของเราทุกคนล้วนฉลาดและมีความสามารถกันทั้งนั้น”
“พวกเธอสนใจแค่การไต่เต้าขึ้นไปสู่ตำแหน่งเลขาธิการพรรคหรือผู้จัดการโรงงานเท่านั้น ไม่ได้สนใจที่จะเป็นส่วนเกินของใครเลยค่ะ”
พอเหล่าสหายหญิงที่มารอประเมินได้ยินแบบนั้น ต่างก็พากันยืดอกขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง ใช่เลย พวกเธอน่ะเก่งกาจขนาดนั้นแหละ ในแววตาของผู้หญิงทุกคนต่างก็มีประกายของความทะเยอทะยานที่ซ่อนเร้นไว้อยู่
อู๋ชุนฮวาเองก็ตกตะลึงกับคำพูดของเฉินชิงเช่นกัน “พวกคุณ...”
“ความกังวลใจที่คุณมีต่อสหายเว่ย พวกเราก็เข้าใจได้นะคะ ไม่เป็นไรค่ะ นี่เป็นเพราะสหายเว่ยจัดการเรื่องในครอบครัวได้ไม่ดีพอแล้ว”
“เดี๋ยวรอให้พวกเราจัดตั้งสหพันธ์สตรีเสร็จเรียบร้อยก่อน เราจะให้หัวหน้าฝ่ายสตรีไปช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาในครอบครัวของคุณ”
เฉินชิงหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดต่อ “หรือจะไปที่สหพันธ์สตรีของโรงงานเครื่องจักรก็ได้ คุณไปที่นั่นเพื่อเข้าฟังบรรยายดูก็ได้นะคะ บอกไปเลยว่าเฉินชิงเป็นคนแนะนำมา”
อู๋ชุนฮวาพยักหน้าอย่างมึนงง เดี๋ยวก่อนสิ เธอตั้งใจจะมาด่าเฉินชิงไม่ใช่เหรอ แล้วไหงกลายเป็นว่าต้องมาเข้าฟังบรรยายไปได้ล่ะ
เฉินชิงฝากฝังให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพาอู๋ชุนฮวาไปที่สหพันธ์สตรี
อู๋ชุนฮวารีบเดินตามไป เธอก้มหน้าก้มตาพลางจิกนิ้วตัวเองตลอดทาง ก่อนหน้านี้เธอเคยคิดว่าเฉินชิงคงเป็นพวกที่ใช้ผู้ชายไต่เต้าขึ้นมา
แต่พอมองดูแล้ว ต่อให้เฉินชิงจะสวยมากแค่ไหน ก็ดูไม่เหมือนคนประเภทที่ต้องพึ่งพาผู้ชายเพื่อความก้าวหน้าเลยสักนิด
ในใจของอู๋ชุนฮวาเริ่มสั่นคลอน แต่ว่าตัวเธอเองมันแย่ขนาดนี้ เว่ยเจี้ยนผิงไปเจอผู้หญิงดีๆ ข้างนอกตั้งมากมาย
การที่เขาจะทำตัวเหลวไหลมันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ อู๋ชุนฮวาเดินเข้าไปในสหพันธ์สตรีด้วยหัวใจที่ว้าวุ่นสับสน
ส่วนเฉินชิงก็เดินกลับเข้าไปในห้องประชุมใหญ่ เธอมองไปที่สหายหญิงที่นั่งอยู่ด้านล่างก่อนจะกล่าวขึ้น “สวัสดีค่ะทุกคน ดิฉันเฉินชิงนะคะ การที่พวกเราให้เฉพาะผู้หญิงเข้าร่วมการประเมินในครั้งนี้ เหตุผลอาจจะฟังดูไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก”
“แต่ดิฉันเชื่อมั่นว่าด้วยความสามารถของพวกคุณ จะทำให้พวกคุณกลายเป็นผู้นำได้อย่างสมภาคภูมิ”
“ต่อจากนี้ไป ดิฉันก็หวังว่าพวกคุณจะแสดงความสามารถที่มีออกมาอย่างเต็มที่ ตอบคำถามอย่างกล้าหาญ หวังว่าพวกเราจะได้เป็นเพื่อนร่วมงานกันในอนาคตนะคะ”
เสียงปรบมือดังเกรียวกราวจากด้านล่าง
เฉินชิงประกาศ “ตอนนี้เป็นเวลา 8 โมงครึ่งตรงนะคะ เริ่มการสอบได้ค่ะ สิ้นสุดเวลา 10 โมงครึ่งค่ะ”
หลังจากนั้น เฉินชิงและคนอื่นๆ ก็เริ่มแจกกระดาษข้อสอบ แล้วจึงเดินคุมสอบ
เว่ยเจี้ยนผิงเดินวนไปรอบๆ ห้องประชุมใหญ่ ขณะเดียวกันก็นึกถึงท่าทีสงบนิ่งของเฉินชิงตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับภรรยาปากตลาดของเขา เขามัวแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องนั้นจนเผลอใจลอยไปชั่วขณะ
ภรรยาของเขาเคยไปอาละวาดด่าคนอื่นที่โรงงานเสื้อผ้ามาแล้วหลายครั้ง แล้วก็ดูเหมือนว่าจะได้ผลทุกครั้ง แต่ทำไมพอมาเจอเฉินชิงเข้า ถึงกลับใช้ไม่ได้ผลไปซะล่ะ
ถึงแม้ว่าเขาเองก็ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนั้นก็เถอะ ยังไงเฉินชิงก็เป็นผู้หญิงที่แต่งงานมีสามีแล้ว การไปพัวพันกับเธอมันย่อมส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของเขาเอง
แต่ทำไมเฉินชิงถึงดูไม่สะทกสะท้านกับเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย
ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งโดนลูกชายเขาใส่ร้าย แต่เธอกลับสามารถใช้เรื่องนั้นเป็นข้อต่อรอง จนได้มาซึ่งสิทธิ์ในการคัดเลือกผู้นำหญิงจำนวนมาก ตอนนี้พอภรรยาของเขามาอาละวาด เธอก็จัดการส่งภรรยาเขาให้ไปเข้าเรียนซะอย่างนั้น
เว่ยเจี้ยนผิงคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตก พอก้มลงมองกระดาษคำตอบของสหายหญิงที่อยู่ตรงหน้า ในช่องเป้าหมายกลับมีคนเขียนเอาไว้ว่า ‘ก้าวข้ามผู้จัดการโรงงาน นำพาโรงงานเสื้อผ้ากีฬาไปสู่ระดับโลก’
เว่ยเจี้ยนผิงแค่นหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน คนแบบนี้ไม่มีทางผ่านการคัดเลือกไปได้อย่างแน่นอน
เหลยซงเยว่ยกมือขึ้น ก่อนจะโบกมือไปทางเฉินชิงเบาๆ
เฉินชิงจึงเดินเข้าไปหา แล้วกระซิบถาม “มีอะไรเหรอคะ”
เหลยซงเยว่พูดเสียงเบา “ผู้ชายคนนั้นเขาหัวเราะเยาะฉันค่ะ มันรบกวนสมาธิในการทำข้อสอบของฉัน ฉันขอให้เขาอย่ามาเดินวนเวียนอยู่แถวนี้อีกได้ไหมคะ”
เฉินชิงเหลือบไปมองเว่ยเจี้ยนผิงแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ได้ค่ะ คุณทำข้อสอบต่อนะคะ”
เหลยซงเยว่รู้สึกพอใจจนแอบยกมุมปากยิ้ม อ๊า ไอดอลของเธอเข้ามาใกล้เธอด้วยล่ะ เหลยซงเยว่รู้สึกตื่นเต้นอย่างมากอยู่ข้างใน แต่สีหน้ายังคงเรียบเฉย เธอจึงตั้งหน้าตั้งตาทำข้อสอบต่อไปอย่างมีความสุข
หลังจากนั้น เว่ยเจี้ยนผิงก็ไม่ได้มาเดินวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เธออีกเลย
เมื่อหมดเวลาทำข้อสอบ เฉินชิงก็ประกาศแจ้ง
“ถ้าหากพวกคุณผ่านการคัดเลือก ทางโรงงานเครื่องจักรจะติดประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกค่ะ และในขณะเดียวกัน เราก็จะโทรศัพท์ไปแจ้งคณะกรรมการโรงงานของหน่วยงานที่คุณสังกัดอยู่ด้วยค่ะ”
“ขอบคุณมากค่ะสหายเฉิน”
“ลาก่อนค่ะสหายเฉิน”
เหล่าสหายหญิงต่างก็พากันกล่าวลาเฉินชิงก่อนจะทยอยเดินทางกลับ
เว่ยเจี้ยนผิงรู้สึกว่าสถานการณ์มันชักจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่
ตามความเข้าใจที่เขามีต่อสหายหญิงทั้งหลาย พอเห็นเฉินชิงสวยโดดเด่นขนาดนี้ พวกเธอควรจะรู้สึกอิจฉาริษยากันไม่ใช่หรือ
แล้วทำไมแต่ละคนถึงทำท่าทางราวกับกำลังมองสหายชายรูปหล่อ จนสายตาแทบจะกลืนกินเข้าไปอยู่แล้ว
ช่างเป็นกิริยาที่ไม่เหมาะสมเอาเสียเลย
[จบบท]