บทที่ 524: เฉินชิงรู้ตัวผู้บงการ
เสี่ยวอวี้ทำแก้มป่อง “พี่ชายหลอกหนูว่าทำเงินหายไปสิบหยวนค่ะ ทำเอาหนูไม่กล้าซื้อขนมกินเลยช่วงนี้”
เฉินชิงอดยิ้มไม่ได้ “ตอนนี้เขาใช้ไปตั้ง 300 หยวนแล้วนะ เงินยิ่งน้อยลงไปอีก แล้วขนมของหนูจะทำยังไงล่ะทีนี้”
“ไม่รู้สิคะ งั้นก็คงต้องกินขนมให้น้อยลง แล้วก็กินข้าวให้เยอะขึ้นแทนล่ะมั้งคะ” เสี่ยวอวี้ถอนหายใจออกมาเบาๆ
เฉินชิงหัวเราะพลางยื่นมือไปลูบศีรษะของเสี่ยวอวี้ด้วยความเอ็นดู เธอเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าเฮ่ออวี้เสียงจะคิดถึงเรื่องการซื้อจี้รูปกุญแจอายุยืน แถมยังอุตส่าห์ซื้อมาถึงสองเส้น
เส้นหนึ่งเป็นของเสี่ยวอวี้ ส่วนอีกเส้นเป็นของลูกที่อยู่ในท้องของเธอ แต่ที่น่าแปลกคือเขาไม่ได้ซื้อของตัวเองเลยสักเส้น
เฉินชิงจึงคิดในใจว่าคงต้องรอให้มีโอกาสเหมาะๆ ก่อน แล้วเธอจะซื้อให้เฮ่ออวี้เสียงสักเส้นเป็นการตอบแทน
เสี่ยวอวี้หยิบก้อนหินที่เธอเก็บสะสมไว้ออกมาวางไว้ข้างๆ ก่อนจะหยิบสมุดการบ้านออกมาแล้วเริ่มนั่งทำการบ้านอย่างตั้งใจ เฉินชิงมองดูก้อนหินเหล่านั้นด้วยความสงสัย
“เสี่ยวอวี้จ๊ะ ก้อนหินพวกนี้หนูเอามาทำอะไรเหรอ เอามาเล่นเกมอะไรหรือเปล่า”
“ใช่แล้วค่ะ! ช่วงนี้พวกเรากำลังฮิตเล่นตั้งเตกันอยู่พอดีเลยค่ะ เวลาเล่นเราต้องวางก้อนหินไว้ในช่องแรกก่อน แล้วก้อนหินสามก้อนนี้ก็ได้มาจากการที่หนูไปช่วยคนอื่นทำงานแลกมาค่ะ”
สำหรับเสี่ยวอวี้แล้ว ก้อนหินสามก้อนนี้ถือเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดของเธอในตอนนี้เลยก็ว่าได้ เพราะทุกครั้งที่เธอใช้หินสามก้อนนี้เล่นตั้งเต เธอมักจะเป็นฝ่ายชนะเสมอ!
เฉินชิง “อ้อ อย่างนี้นี่เอง”
สหายเสี่ยวอวี้คนนี้ช่างเป็นเด็กที่ตามกระแสแฟชั่นอยู่ตลอดเวลาจริงๆ สมกับเป็นสาวน้อยสุดอินเทรนด์ตัวจริง
เมื่อเฉินชิงเห็นหลานสาวนั่งทำการบ้านอย่างจริงจัง เธอก็เลยหันกลับมาปรับปรุงคู่มือของตัวเองต่อ
วันต่อมาเป็นวันเสาร์ เฉินชิงจึงบอกกับเสี่ยวอวี้ “น้าไปนัดน้าเถียนของหนูไว้แล้วนะจ๊ะ ว่าจะพาหนูไปเที่ยวเล่นที่ภูเขาแถวชานเมืองด้วยกัน ดีไหม”
“ดีค่ะ!”
เสี่ยวอวี้ได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งไปหยิบตะกร้าสานมาสะพายหลัง เฮ่ออวี้เสียงที่อยู่ตรงนั้นจึงบอกว่า “ผมไม่ไปด้วยดีกว่าครับ”
เขาอยากใช้เวลาช่วงนี้เร่งฝึกฝนการใช้เครื่องพิมพ์ดีดให้คล่อง
เฉินชิง “ก็ได้ งั้นเธอก็เฝ้าบ้านไปนะ”
พูดจบเธอก็จูงมือเสี่ยวอวี้เดินออกจากบ้านไป
เมื่อไปถึงจุดนัดพบ เถียนเมิ่งหย่ากำลังอุ้มเพ่ยเพ่ยลูกสาวของเธออยู่ โดยมีหลินฉงผิงยืนอยู่เคียงข้าง ภาพครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกที่ดูอบอุ่นและมีความสุขนี้ ทำให้เฉินชิงที่มองอยู่รู้สึกสบายใจไปด้วย
ชีวิตของสามีภรรยาคู่นี้ช่างน่าอิจฉา การงานของพวกเขาก็ไม่ได้หนักหนาอะไร เงินเดือนก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี แถมยังไม่ต้องกังวลเรื่องบ้านหรือของใช้ชิ้นใหญ่ๆ เลยสักนิด
เพราะพวกเขาทั้งคู่ต่างก็มีพ่อแม่ที่คอยสนับสนุนอยู่ ช่างเป็นชีวิตที่ดีจริงๆ เถียนเมิ่งหย่าสังเกตเห็นสายตาของเฉินชิงก็เลยทักขึ้นมา
“เธอมองฉันด้วยสายตาแบบนั้นหมายความว่ายังไง”
“ฉันเปล่านะ”
เฉินชิงรีบละสายตากลับมา ทั้งห้าคนจึงเริ่มต้นออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังชานเมืองด้วยกัน
พอเดินมาถึงตีนเขา ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน พวกเขาก็บังเอิญเจอกับมู่เจี้ยนกั๋วเข้าพอดี
เขาคือคนที่สหายเถียนเมิ่งหย่าเคยแอบชอบในอดีตนั่นเอง สีหน้าของหลินฉงผิงดูไม่ค่อยดีนัก แต่มู่เจี้ยนกั๋วกลับไม่ได้เดินเข้าไปทักทายหลินฉงผิงหรือเถียนเมิ่งหย่า เขาเลือกที่จะเดินตรงมาหาเฉินชิงแทน
“ผมได้ยินมาว่าตอนที่คุณไปงานมหรกรรมการค้ากวางเจาคราวก่อน มีคนจงใจทำลายป้ายโฆษณาของคุณเหรอครับ”
“ใช่ค่ะ แล้วคุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไงคะ”
“เรื่องมันค่อนข้างบังเอิญน่ะครับ คือว่าน้องสาวของผมเพิ่งไปดูตัวมา แล้วผลก็ออกมาดีด้วย ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงพูดคุยเรื่องสินสอดทองหมั้นกัน”
“ผมก็เลยกลับบ้านไปช่วยน้องสาวดูๆ ให้หน่อยน่ะครับ ปรากฏว่าพี่ชายของฝ่ายชายดันเป็นลูกชายของเลขาธิการพรรคในโรงงานเสื้อผ้ากีฬาของคุณพอดี เมื่อวานนี้ครอบครัวของเราสองฝ่ายก็นั่งดื่มด้วยกัน แล้วเว่ยต้าเจียงก็เผลอพูดเรื่องนี้ออกมาตอนที่เขาเมาน่ะครับ”
มู่เจี้ยนกั๋วเองก็รู้สึกว่าทุกอย่างมันช่างน่าเหลือเชื่อ หลังจากที่เขาได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด เขาก็ตัดสินใจไม่ให้น้องสาวของเขาแต่งงานกับครอบครัวนี้อีกต่อไป ครอบครัวแบบนี้มันอันตรายเกินไป
อย่างแรกเลยคือพวกเขามีความเกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัยในคดี และอย่างที่สองคือพวกเขาเป็นพวกปากไม่ดี เก็บความลับไม่อยู่
เฉินชิง “???”
ตอนนี้เธอรู้สึกงงไปหมด เรื่องคนที่ทำลายป้ายโฆษณาที่เธอพยายามสืบหามาตั้งนานแต่ก็ไม่เจอตัวสักที สุดท้ายกลับมารู้ความจริงง่ายๆ แค่เพราะออกมาเที่ยวเล่นเนี่ยนะ!
“แล้วตกลงใครเป็นคนทำลายป้ายโฆษณากันแน่คะ”
“เท่าที่ได้ยินมา น่าจะเป็นผู้จัดการโรงงานคนเก่าของพวกเขานะครับ เหมือนว่าจะแซ่เหลียน เขาเป็นคนส่งคนไปทำลายป้ายโฆษณา ส่วนรายละเอียดว่าทำลายยังไงนั้น”
“เว่ยต้าเจียงเองก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน แต่คุณลองเอาข้อมูลนี้ไปสืบต่อดูได้นะครับ ส่วนผม...”
มู่เจี้ยนกั๋วเหลือบมองไปทางเถียนเมิ่งหย่าแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ “ผมขอไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ดีกว่าครับ ผมขอตัวกลับก่อนนะ”
เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านมาสองปีแล้ว ตอนนี้เสี่ยวหย่าถึงกับมีลูกอยู่ในอ้อมอก ถ้าหากว่าตอนนั้นเขากล้าหาญมากกว่านี้สักหน่อย ผลลัพธ์ในวันนี้มันจะแตกต่างออกไปบ้างไหมนะ
มู่เจี้ยนกั๋วรู้สึกเจ็บปวดในใจ แต่เขาก็รู้ดีว่าตอนจบแบบนี้มันก็ดีที่สุดแล้ว เพราะถ้าหากเสี่ยวหย่าแต่งงานเข้ามาในครอบครัวของเขาจริงๆ การมาเที่ยวแถวชานเมืองแบบนี้คงไม่ได้มาเดินเล่นสบายๆ แต่คงต้องมาเพื่อทำงานหนักเท่านั้น
มู่เจี้ยนกั๋วปรากฏตัวขึ้นมาราวกับสายลม เพียงเพื่อบอกเล่าความลับสำคัญนี้ให้เฉินชิงฟัง ก่อนที่เขาจะเดินจากไปอย่างเงียบๆ
เถียนเมิ่งหย่าโกรธจนแทบระเบิด “ฉันว่าแล้วเชียวว่าผู้จัดการเหลียนต้องไม่ใช่คนดีแน่ๆ แล้วก็ไอ้คนแซ่เว่ยั่นอีกคน ก็คงไม่ใช่คนดีเหมือนกัน กล้าดียังไงมาวางแผนทำลายป้ายโฆษณาของเรา”
“มันจะเจ้าเล่ห์เกินไปแล้วนะ ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเธอเตรียมไฟล์สำรองเอาไว้ ยอดขายรวมของเสื้อผ้าในงานมหรกรรมการค้ากวางเจาครั้งนั้นของเธอ คงไม่มียอดสูงกว่าของเขาแน่ๆ”
“ฉันเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน...”
เฉินชิงเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเธอจะได้รู้ตัวตนของผู้อยู่เบื้องหลัง ในสถานการณ์แบบนี้ และด้วยวิธีแบบนี้
หลินฉงผิงบ่นอุบอิบ “แล้วไอ้คุณมู่เจี้ยนกั๋วอะไรนั่นน่ะ พอรู้ตัวคนร้ายตัวจริงแล้วก็ไม่ยอมรีบไปบอกพวกเธอ ดันรอจนกระทั่งบังเอิญมาเจอถึงค่อยยอมพูดออกมา แบบนี้ก็พิสูจน์ได้เหมือนกันว่าเขาก็ไม่ใช่คนดีอะไรนักหรอก”
เถียนเมิ่งหย่าสวนกลับทันควัน “นี่คุณบ้าไปแล้วเหรอ เรากับเขาก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกันขนาดนั้น เขามีหน้าที่อะไรต้องรีบมาเล่าให้เราฟังด้วย แค่ตอนนี้เขาบอกเราแล้วมันก็จบแล้วไม่ใช่หรือไง”
“เหอะ! นี่คุณเริ่มออกตัวปกป้องเขาแล้วเหรอ แน่ใจนะว่าพวกคุณสองคนไม่ได้แอบติดต่อกันลับหลังผม”
ทั้งสองคนเริ่มเปิดฉากทะเลาะกันทันที เฉินชิงได้แต่ยืนมองตาปริบๆ
เสี่ยวอวี้พยายามห้าม “อย่าทะเลาะกันสิคะ อย่าทะเลาะกันเลย~”
เธอพูดห้ามไปอย่างนั้นเอง แต่ดวงตาของเธอกลับเป็นประกายจ้องมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างสนใจ หลินฉงผิงไม่อยากทะเลาะต่อหน้าเด็กๆ
เขาจึงทำได้เพียงพูดทิ้งท้ายกับเถียนเมิ่งหย่าอย่างคาดโทษ “เอาเถอะ ในใจของคุณยังมีเขาอยู่หรือเปล่า คุณนั่นแหละที่รู้ดีที่สุด”
พูดจบเขาก็เดินกระทืบเท้าปึงปังขึ้นเขาไปเลย
เถียนเมิ่งหย่าหันมาระบายกับเฉินชิง “เขาบ้าไปแล้วหรือไงชอบยกเรื่องมู่เจี้ยนกั๋วขึ้นมาพูดอยู่นั่นแหละ ชอบพูดว่าฉันเคยชอบคนอื่นมาก่อนบ้างล่ะ”
“ชอบพูดว่าตัวเขาเองไม่เคยชอบใครมาก่อนบ้างล่ะ พอฉันไล่ให้เขาไปลองชอบคนอื่นดูบ้าง เขาก็กลับมาด่าว่าฉันบ้า”
“เธอพูดแบบนี้แล้วจะให้ฉันตอบยังไงล่ะเนี่ย”
“เธอก็ต้องช่วยฉันด่าเขาสิ!”
“ได้ๆ ฉันก็ว่าเขาขี้หึงเกินไปจริงๆ นั่นแหละ เป็นผู้ชายอะไรกันทำไมถึงได้ใจแคบแบบนี้ ก็แค่เคยชอบคนอื่นมาก่อนในอดีตเอง”
“ไม่ได้ไปทำอะไรเสียหายสักหน่อย เป็นผู้ชายแท้ๆ แต่ใจแคบแบบนี้ แล้วจะมีผู้หญิงที่ไหนเขาอยากจะมาชอบด้วยล่ะ จริงไหม”
“ใช่ไหมล่ะ! เธอก็คิดเหมือนกันใช่ไหม!”
เถียนเมิ่งหย่าดูตื่นเต้นดีใจราวกับว่าเธอได้เจอเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เฉินชิงจึงพยักหน้าเห็นด้วย
หลินฉงผิงที่ยังเดินไปได้ไม่ไกลนักได้ยินบทสนทนาทั้งหมด เขาก็ยิ่งโมโหหนักกว่าเดิม เขาเดินย้อนกลับมาหาเฉินชิง “เดี๋ยวผมจะเอาคำพูดของคุณไปฟ้องเฮ่อหย่วนให้หมดเลย”
เฉินชิงเถียงกลับอย่างมีเหตุผล “เขาก็ส่วนเขา คุณก็ส่วนคุณ พวกคุณสองคนไม่เหมือนกันสักหน่อย อีกอย่าง คุณเป็นถึงครูบาอาจารย์นะคะ ทำไมถึงทำตัวเป็นเด็กขี้ฟ้องแบบนี้ล่ะคะ”
“คนเป็นครูควรจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียนสิ คุณควรจะเข้มงวดกับตัวเองให้มากๆ ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้นักเรียนเห็น เวลาเจอปัญหาอะไร ก็ไม่ควรคิดจะแก้ปัญหาด้วยการไปฟ้องคนอื่นแบบนี้นะคะ”
หลินฉงผิงอ้าปากค้าง “แล้วปัญหาความรักของผมมันเกี่ยวอะไรกับการต้องทำตัวเป็นแบบอย่างให้นักเรียนด้วยล่ะครับ”
เฉินชิง “ก็เพราะว่าผู้ปกครองของนักเรียนคุณ เขาคาดหวังให้คุณเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกๆ ของพวกเขายังไงล่ะคะ”
เถียนเมิ่งหย่าหัวเราะก๊ากออกมาเสียงดัง เฉินชิงจึงหันไปมองเพื่อนด้วยสายตาเย็นชา “ที่ฉันต้องมาเถียงกับเขานี่มันเป็นเพราะใครกันยะ เธอยังมีหน้ามายืนหัวเราะอยู่อีกเหรอ!”
เถียนเมิ่งหย่ารีบหุบปากฉับ ก่อนจะหันไปตอกย้ำสามี “ได้ยินที่เขาพูดไหม ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีหน่อยสิ!”
สถานการณ์สองรุมหนึ่งจบลงด้วยการที่หลินฉงผิงพ่ายแพ้อย่างราบคาบ เขาได้แต่คิดในใจว่า คราวหน้าถ้าจะนัดกันมาเที่ยวทั้งสองครอบครัวอีก
เขาจะต้องรอให้เฮ่อหย่วนอยู่บ้านด้วยถึงจะยอมมาเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น การที่เขาต้องมาต่อปากต่อคำกับผู้หญิงสองคนพร้อมกันแบบนี้ เขาสู้ไม่ไหวจริงๆ
[จบบท]