บทที่ 534: รู้ใจ
เฮ่ออวี้เสียงเม้มปากแน่น ก่อนจะพูดอย่างดื้อรั้น "ผมยังไม่ได้บอกเลยนะครับ ว่าจะทำอะไร"
เฮ่อหย่วนเองก็ไม่ได้พูดจี้ใจดำเขา เฮ่ออวี้เสียงจึงถามขึ้นอีก "มีอะไรอีกไหมครับ"
“ไม่มีอะไรแล้ว ไปทำธุระของเธอเถอะ” เฉินชิงโบกมือ เฮ่ออวี้เสียงจึงรีบกลับเข้าห้องของตัวเอง เขาเริ่มทบทวนอย่างจริงจังว่าทำไมการค้าขายในตลาดมืดถึงไม่ใช่ผลประโยชน์ระยะยาว
แล้วอะไรกันแน่ที่เรียกว่าผลประโยชน์ระยะยาว เขาเก็บเรื่องนี้ไปคิดต่อในห้องหนังสือ แม้กระทั่งตอนกำลังจะล้มตัวลงนอน เฮ่ออวี้เสียงก็ยังคงครุ่นคิดอยู่กับมัน จนกระทั่งเผลอหลับไปและฝันร้าย
ในความฝันนั้น ดูเหมือนว่าเขากำลังทำธุรกิจอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด ตลาดชี้ว่าอะไรทำเงินได้ เขาก็รีบเอาเงินไปลงทุนทันที โดยไม่ได้คำนึงถึงนโยบายของภาครัฐแม้แต่น้อย
แม้ว่าในช่วงเวลาหนึ่งธุรกิจมันจะเติบโตไปได้ดีมาก แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถตั้งหลักปักฐานหรือขยายกิจการให้มั่นคงได้ สุดท้ายก็เป็นได้แค่หมากตัวหนึ่งที่ถูกเขี่ยทิ้งอย่างไร้ค่า
พอเฮ่ออวี้เสียงตื่นขึ้นมา เขาก็นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ภาพฝันนั้นเลือนรางเต็มทีจนเขาจำรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้แล้ว สิ่งเดียวที่จำได้คือ ธุรกิจไม่ใช่เรื่องที่แค่อยากจะทำก็ทำได้
แต่มันต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงด้วย และทางที่ดีที่สุดคือการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ถึงจะสามารถเติบโตโต้ลมทะยานขึ้นไปได้อย่างมั่นคง
ธุรกิจที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย แม้ว่าจะรุ่งเรืองได้ในชั่วขณะ แต่ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องล่มสลายอยู่ดี ทว่าปัญหามันอยู่ที่... ตอนนี้รัฐไม่อนุญาตให้ทำการค้าขายอย่างเสรีน่ะสิ
เฮ่ออวี้เสียงขยี้ผมตัวเองอย่างหัวเสีย รู้สึกว่าความฝันนี้มันช่างไร้สาระ เขาผลักประตูออกไปและได้เจอกับหม่าอ้ายอิง จึงเอ่ยทักทาย "ป้าหม่าครับ สวัสดีตอนเช้า"
“สวัสดีจ้ะ” หม่าอ้ายอิงรอจนเขาจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย จึงพาเขาไปฝึกซ้อมวิชาการต่อสู้ชุดหนึ่งตามปกติ เฮ่ออวี้เสียงฝึกตามป้าหม่าไป พลางใช้ความคิดครุ่นคิดเรื่องชื่อเล่นของลูกๆ น้าไปด้วย
เขาอยากให้ชื่อ 'เฉียงเฉียง' ที่แปลว่าแข็งแกร่ง เพื่อให้ตรงข้ามกับน้องสาว แต่ชื่อเฉียงเฉียงก็ดูเหมือนจะมีความหมายที่จงใจเกินไปหน่อย มันคงไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เฮ่ออวี้เสียงคิดวนไปวนมาอยู่พักใหญ่ แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป
พอฝึกซ้อมเสร็จ เฮ่ออวี้เสียงก็ยืนพักหายใจ เขากวาดตามองไปเห็นเสี่ยวอวี้ที่หัวยุ่งฟูเหมือนรังนกเดินออกมาจากห้องพอดี จึงเอ่ยถามขึ้น "ทำไมไม่หวีผมล่ะ"
“หวีของหนูมันหักแล้วค่ะ” เสี่ยวอวี้โชว์หวีไม้ให้พี่ชายดู ซึ่งซี่ของมันก็หักไปหลายซี่จริงๆ เฮ่ออวี้เสียงจึงรีบไปเอาหวีของตัวเองมาให้น้องสาว
เขาสางผมที่ยุ่งเหยิงของเธอให้เรียบร้อย พอเห็นว่าผมเธอยาวมากก็ลองถาม “อยากตัดผมไหม น้องชอบออกไปวิ่งเล่นข้างนอก เหงื่อออกง่าย ถ้าตัดสกินเฮดไปเลยก็น่าจะสบายตัวดีนะ”
“แต่หนูอยากทำผมสวยๆ นี่คะ ตอนนั้นคุณน้ายังถักเปียให้หนูเลย สวยมากๆ”
“งั้นก็แล้วแต่น้องเถอะ” เฮ่ออวี้เสียงไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะน้องสาวของเขาก็ขยันสระผมอยู่เป็นประจำ เขาหวีผมเธอจนเรียบร้อยและมองดูผลงานอย่างพอใจ ก่อนจะตบหัวเธอเบาๆ
"เดี๋ยวคราวหน้าถ้าไปสหกรณ์การค้าและการตลาด อย่าลืมเตือนพี่ให้ซื้อหวีด้วยล่ะ ส่วนหวีอันนี้พี่ให้น้องใช้ไปก่อนเลย"
ผมของเขาสั้นมากจนไม่จำเป็นต้องใช้หวี ปกติแล้วหวีอันนี้เขาเอาไว้ใช้กับเหมาเหมาเสียมากกว่า เสี่ยวอวี้รับหวีมา พยักหน้าอย่างว่าง่าย แล้วรีบกลับเข้าห้องไปเก็บของให้เรียบร้อย
ในขณะเดียวกัน เฮ่อหย่วนก็ออกมาทำอาหารเช้า เขาทำแพนเค้กไข่ซึ่งทุกคนในบ้านก็กินกันอย่างมีความสุข เมื่อทานเสร็จ เฮ่อหย่วนก็ถามเฉินชิง "วันนี้คุณต้องทำอะไรยุ่งๆ อีกไหม"
“ต้องประสานงานกับคณะกรรมการโรงงานน่ะ ดูว่าต้องเชิญผู้นำคนไหนมาร่วมงานเปิดโรงงานบ้าง แล้วก็ต้องเขียนสุนทรพจน์ จัดที่นั่ง แถมยังต้องทดสอบอุปกรณ์กระจายเสียงของโรงงานเสื้อผ้าของเราด้วย มีแต่งานจิปาถะทั้งนั้นเลย”
ช่วงเวลาต่อจากนี้ งานของเฉินชิงก็คงจะเป็นอะไรทำนองนี้ ทั้งยุ่งเหยิงและจุกจิกไปหมด พอเฮ่อหย่วนว่างจากการดูแลภรรยา
เขาก็มานั่งคิดวางแผนว่าจะทำเตียงเด็ก รถหัดเดิน และอ่างอาบน้ำให้ลูกๆ เขาเดินไปดูของในห้องเก็บของ แล้วหันไปถามเฮ่ออวี้เสียง "อ่างอาบน้ำที่พวกเธอใช้ตอนเด็กๆ อยู่ไหนแล้วล่ะ"
“รื้อไปแล้วครับ... แต่ผมไม่แน่ใจว่าเอาไปทำอะไรต่อ” ในยุคที่ไม้มันมีค่ามากขนาดนี้ ตอนที่แม่ของเขาคลอดเสี่ยวอวี้ยากลำบาก คุณตาเลยรื้ออ่างไม้นั่นทิ้งไปแล้ว
เฮ่ออวี้เสียงจึงถามต่อ "อาจะเอามาทำอะไรเหรอครับ"
“ตอนนี้อาพอมีเวลา เลยว่าจะเตรียมของที่ต้องใช้หลังคลอดไว้ให้พร้อม แต่ดูเหมือนที่บ้านเราจะไม่มีอะไรที่เอามาใช้ได้เลย”
เฮ่อหย่วนมองไปรอบๆ และพบว่าไม่มีอะไรที่พอจะเอากลับมาใช้ซ้ำได้ เฮ่ออวี้เสียงจึงบอก
"เรื่องผ้าอ้อม ยังเหลืออยู่สิบกว่าผืนนะครับ ผมเอาไปให้น้าดูแล้ว แต่ผ้าอ้อมของเสี่ยวอวี้ก็ได้มาจากคนอื่นเหมือนกัน แถมยังใช้มาสิบกว่าปีแล้ว น้าเลยไม่อยากได้น่ะครับ"
“งั้นก็ใช้ผ้าฝ้ายแท้แล้วกัน เดี๋ยวอาไปซื้อเอง ว่าแต่เด็กคนหนึ่งต้องใช้ผ้าอ้อมกี่ผืนกันนะ” เฮ่อหย่วนถาม
เฮ่ออวี้เสียงก็ตอบ "เด็กคนหนึ่งก็น่าจะยี่สิบถึงสามสิบผืนมั้งครับ ตอนเสี่ยวอวี้มีตั้งสามสิบผืน เพราะพวกเราเกิดช่วงครึ่งปีหลังกันหมด ซึ่งช่วงนั้นฝนมันตกบ่อย เสื้อผ้าที่ตากไว้ก็แห้งยาก”
“เสื้อผ้ายังพอทนใส่ซ้ำได้ แต่ผ้าอ้อมนี่รอแห้งไม่ไหวแน่ๆ เพราะงั้นแฝดสองคน อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเตรียมไว้สักหกสิบผืนไหมครับ”
เฮ่อหย่วนนวดขมับเบาๆ "นึกภาพตอนเราต้องซักผ้าอ้อมกับตากผ้าอ้อมแล้ว คงจะอลังการน่าดูเลย"
เฮ่ออวี้เสียงคิดตามแล้วก็เห็นด้วย แต่จู่ๆ มุมปากของเขาก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ "นั่นสิครับ"
เฮ่อหย่วนถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนจะเริ่มทยอยเตรียมของทีละอย่าง ซึ่งยังมีอีกสิ่งที่สำคัญมาก นั่นก็คือ ตั๋วปันส่วนนมผง
พนักงานที่มีลูกหนึ่งคน จะได้รับตั๋วปันส่วนแค่เดือนละสองใบเท่านั้น เขากับเฉินชิงรวมกันก็ได้เพียงสี่ใบ แล้วมันจะไปพอให้ลูกแฝดสองคนกินได้ยังไง เพราะฉะนั้น พวกเขาจำเป็นต้องไปจองตั๋วปันส่วนนมผงของคนอื่นไว้ล่วงหน้าด้วย
เมื่อคิดได้ดังนั้น เฮ่อหย่วนจึงไปเอาเงินของเฉินชิง แล้วมุ่งหน้าไปที่ตลาดมืดเพื่อซื้อไม้กองโตกลับบ้าน โดยนัดให้คนขายมาส่งของที่บ้านตอนกลางคืน
กลางดึกคืนนั้น ที่ลานบ้านเล็กๆ จึงมีไม้กองโตมาส่ง เฉินชิงมองดูกองไม้ที่วางอยู่หลังบ้านแล้วขมวดคิ้ว "นี่เอามาทำอะไรเหรอ"
เฮ่อหย่วนตอบ "ว่าจะทำเตียงเด็ก รถหัดเดิน แล้วก็ถังไม้ แล้วก็ของจุกจิกอีกนิดหน่อยน่ะ"
“เออ จริงด้วย ฉันเองก็ต้องเริ่มเตรียมผ้าอ้อมกับผ้าห่อตัวแล้วเหมือนกัน” เฉินชิงยกมือกุมหน้าผาก
“งานช้างชัดๆ เลย” ยิ่งเป็นลูกแฝดสองคน ปริมาณงานก็ยิ่งต้องคูณสองเข้าไปอีก นี่เธอถึงกับคิดอยากจะไปขอแบ่งของจากเถียนเมิ่งหย่า เอาผ้าอ้อมของเพ่ยเพ่ยมาใช้เลยด้วยซ้ำ
เฮ่อหย่วนถึงกับวาดแบบร่างของใช้ของเด็กๆ ออกมาด้วย เขาเอาแบบไปให้เฉินชิงดู "เดี๋ยวผมจะไปซื้อสีกลับมา ส่วนคุณก็รับหน้าที่ทาสีแล้วกัน"
“ได้เลย” เฉินชิงรู้สึกว่าการที่สามีภรรยาช่วยกันเตรียมของใช้จำเป็นให้ลูกๆ แบบนี้มันเป็นอะไรที่ดีมากๆ ส่วนลูกๆ จะซึ้งใจไหมเธอไม่รู้หรอก แต่ในตอนนี้เธอรู้สึกซึ้งใจในตัวเขาสุดๆ
เธอเปิดดูแบบร่างที่เฮ่อหย่วนวาดทีละแผ่น จนกระทั่งสายตาไปสะดุดกับนาฬิกาแขวนสองเรือน "นี่คุณจะทำนาฬิกาแขวนไปด้วยเหรอ"
“ใช่ จะเอาไปติดในห้องของเสี่ยวอวี้กับเฮ่ออวี้เสียงน่ะ ผมได้ยินคนอื่นเขาบอกว่า เด็กที่มีนาฬิกาจะปลูกฝังเรื่องการตรงต่อเวลาได้ง่ายกว่า”
“อย่างนั้นเหรอ” เฉินชิงฟังแล้วก็ยังไม่แน่ใจนัก
เฮ่อหย่วน "น่าจะใช่นะ"
“งั้นก็คงใช่แหละ” เฉินชิงพยักหน้า ในเมื่อเธอไม่ใช่คนทำ จะเรื่องมากไปทำไม
“แล้วทำไมคุณไม่คิดจะทำไว้ที่ห้องของเราสักเรือนล่ะ”
“เรามีนาฬิกาข้อมือกันแล้วไม่ใช่เหรอ” เฮ่อหย่วนถามอย่างสงสัย
เฉินชิง "..."
"นั่นสินะ คุณพูดถูก"
เฮ่อหย่วนตรวจนับจำนวนไม้ เมื่อเห็นว่าถูกต้องครบถ้วน เขาก็ไม่ได้สนใจมันอีก โดยตั้งใจว่าพรุ่งนี้ค่อยลงมือทำ
ตลอดหลายวันต่อมา เฮ่อหย่วนจึงรับหน้าที่ประกอบชิ้นส่วนที่ยากๆ ส่วนเฮ่ออวี้เสียงกับเสี่ยวอวี้ก็คอยช่วยกันจัดการในส่วนที่ง่ายๆ
ในบ้านจึงมีเฟอร์นิเจอร์ใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกครั้ง เฮ่อหย่วนเริ่มรู้สึกว่าลานบ้านมันเล็กไปหน่อยเสียแล้ว เขารอวันที่สามารถปรับปรุงบ้านได้เมื่อไหร่ คงจะต้องสร้างเป็นสองชั้นถึงจะเหมาะกับครอบครัวมากกว่านี้
แถมยังต้องปรับพื้นที่สวนหลังบ้านให้เรียบด้วย ขณะเดียวกัน เฮ่ออวี้เสียงก็ชอบบรรยากาศคึกคักในบ้าน พอเห็นว่าในบ้านมีของใช้เพิ่มขึ้นมาอีกหลายอย่าง อารมณ์ของเขาก็ดีตามไปด้วย
ส่วนเฮ่อหย่วนที่เดิมทีตั้งใจจะทำนาฬิกาแขวนแค่สองเรือน ก็ถูกเฉินชิงขอให้ทำเพิ่มเป็นสามเรือนจนได้
เฉินชิงยืดอกบอก "ที่ห้องทำงานของฉันต้องมีสักเรือน คุณไม่รู้หรอกว่าห้องทำงานของฉันมันใหญ่เบิ้มขนาดไหน อลังการสุดๆ เอาไว้ถึงวันเริ่มงานเมื่อไหร่ ฉันจะเชิญคุณไปดูให้เห็นกับตา ให้คุณได้ไปรับบารมีของฉันบ้าง"
นัยน์ตาสีเข้มของเฮ่อหย่วนฉายแววขบขัน "ขอบคุณครับ ผู้จัดการโรงงานเฉิน"
“ฮ่าๆๆๆๆ” เฉินชิงหัวเราะร่า เธอชอบคำเรียกนี้มาก
"เฮ่อหย่วน คุณนี่มันรู้ใจฉันจริงๆ"
เสี่ยวอวี้รีบตะโกนตามทันควัน "ผู้จัดการโรงงานเฉิน หนูไปด้วยค่ะ"
ดวงตาโตใสแป๋วของเธอ กะพริบตาปริบๆ ส่งสัญญาณเหมือนจะบอกว่า 'หนูก็รู้ใจเหมือนกันนะคะ'
[จบบท]