บทที่ 536: ความมุ่งหวัง
ภายในห้องประชุมใหญ่ เหล่าหัวหน้าแผนกต่างกำลังชั่งใจอย่างหนักในการรายงานตัวเลข เพราะพวกเขากลัวว่าเฉินชิงจะสร้างแรงกดดันที่หนักหน่วงกว่าเดิม
ในขณะที่เฉินชิงเองก็กำลังต่อรองกับบรรดาหัวหน้าแผนกอย่างดุเดือด จนกระทั่งเฮ่อหย่วนที่พาหลานทั้งสองคนมากินข้าวด้วยกันเรียบร้อยแล้ว เฉินชิงก็ยังคงไม่กลับมาเสียที
เสี่ยวอวี้รู้สึกเหี่ยวเฉา “เป็นผู้นำนี่มันเหนื่อยจังเลยนะคะ”
แค่การที่ไม่ได้กินข้าวตรงเวลาก็แย่แล้ว เพราะนี่มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุดในโลกสำหรับเธอเลยทีเดียว
เฮ่อหย่วนอธิบาย “น้าของหนูเพิ่งจะกล่าวสุนทรพจน์เมื่อเช้า แล้วก็ต้องรีบมาเริ่มงานทันที แถมยังเป็นการประชุมครั้งแรกอีก มันก็ต้องยุ่งมากๆ อยู่แล้วน่ะ แต่เดี๋ยวพออะไรๆ เข้าที่ก็น่าจะดีขึ้น”
“อย่างนั้นเหรอคะ” เสี่ยวอวี้ยังคงมีสีหน้าสงสัย
เฮ่อหย่วนพยักหน้า “ใช่ แล้วก็ ถ้าเราทำงานอย่างมีความสุข การกินข้าวมันจะกลายเป็นเรื่องน่ารำคาญไปเลย”
เสี่ยวอวี้ถึงกับตาโต เธอตกใจจนแทบสิ้นสติ ทั้งชีวิตนี้เธอก็คงไม่มีวันรู้สึกว่าการกินข้าวเป็นเรื่องน่ารำคาญแน่ๆ “คุณอาคะ คุณอาก็เป็นแบบนี้บ่อยๆ เหรอคะ”
“ไม่หรอก แค่บางครั้งบางคราวเท่านั้น” เวลาที่เฮ่อหย่วนทำงานอยู่ข้างนอก เขาก็แค่ ‘บางครั้ง’ ที่จะจำได้ว่าต้องกินข้าว
เฮ่ออวี้เสียงลังเลอยู่นานก่อนจะถามขึ้น “ถ้างั้น ถ้าสมมติว่าเราทำธุรกิจได้ ตกลงว่าการเป็นผู้นำกับการหาเงิน อะไรมันดีกว่ากันครับ”
“แล้วเธออยากทำอะไรล่ะ”
“ผมอยากทำธุรกิจครับ แต่ว่าการทำธุรกิจมันง่ายที่จะโดนโค่นล้ม” เฮ่ออวี้เสียงเหลือบมองคุณอาของเขา เพราะครอบครัวของพวกเขามีบรรพบุรุษเป็นนายทุน ซึ่งผลลัพธ์ก็คือคุณอาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมานานหลายปี
เฮ่อหย่วนส่ายหน้า “ไม่หรอก”
“จริงเหรอครับ”
“ตราบใดที่เธอไม่ใจอ่อน แล้วก็เด็ดขาดพอน่ะ”
“แบบนั้นเหรอครับ” เฮ่ออวี้เสียงขมวดคิ้วครุ่นคิดในขณะที่เฮ่อหย่วนไม่ได้พูดอะไรต่อ
โลกทัศน์ของเด็กชายสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ดวงตาของเขามีแววเหม่อลอยเล็กน้อย ที่แท้ถ้าเรายืนอยู่ในจุดที่สูงพอ มันก็มีหนทางที่จะคว้าไว้ได้ทั้งสองอย่าง
เสี่ยวอวี้เกาแก้ม “พี่ชายคิดไปไกลจังเลยค่ะ แล้วอีกอย่าง ตอนนี้เรายังทำธุรกิจไม่ได้ด้วย”
เธอยังคงคิดถึงเรื่องการไปเป็นปัญญาชนในชนบท แบกจอบไปทำงานอย่างขยันขันแข็ง วันหนึ่งต้องทำคะแนนงานให้ได้สิบแต้ม ไม่แน่ว่าพอถึงสิ้นปีตอนที่เขาแบ่งปันธัญพืช เธอยังอาจจะส่งกลับมาให้ที่บ้านได้ด้วยซ้ำ
เฮ่ออวี้เสียงก็รู้สึกว่าตัวเองคิดไปไกลเหมือนกัน “นั่นสินะ ตอนนี้ยังทำธุรกิจไม่ได้”
ทั้งสามคนนั่งคุยกันเล่นอยู่ในห้องทำงาน จนกระทั่งบ่ายสี่โมง เฉินชิงถึงได้กลับมาจากห้องประชุมใหญ่ เธอเห็นทั้งสามคนก็ยิ้มออกมาทันที “อยู่นี่เองเหรอ กินข้าวกันหรือยัง”
“กินแล้ว อากาศมันร้อน ผมเลยไม่รู้ว่าคุณจะประชุมเสร็จกี่โมง เลยไม่ได้เก็บข้าวไว้ให้ มีแค่ซาลาเปาเหลืออยู่ คุณกินรองท้องไปก่อนนะ” เฮ่อหย่วนยื่นซาลาเปาให้เธอ
เฉินชิงมองซาลาเปาสี่ลูกแล้วรวบมันไว้ในมือ “ฉันไม่มีเวลาอยู่กับพวกคุณแล้วนะ พวกคุณเดินเล่นแถวนี้ไปก่อนก็ได้ ถ้าเบื่อก็กลับบ้านกันก่อนได้เลย”
“ฉันยังมีงานต้องทำต่อ ตอนเย็นก็ไม่ต้องเก็บข้าวไว้ให้ฉันนะ คาดว่าน่าจะต้องออกไปกินข้างนอก เอาล่ะ ฉันไปก่อนนะ”
เธอโผล่เข้ามาอย่างรวดเร็ว แล้วก็จากไปอย่างรวดเร็ว
เสี่ยวอวี้ทำปากยื่น เธอยังไม่ได้คุยกับคุณน้าสักคำ คุณน้าก็ไปซะแล้ว
เฮ่อหย่วนถามเด็กทั้งสอง “จะกลับกันเมื่อไหร่”
เฮ่ออวี้เสียงตอบ “รอให้แดดมันอ่อนกว่านี้ก่อนครับ”
“ได้”
ทั้งสามคนอยู่ในห้องอย่างเบื่อๆ ต่างคนต่างก็นั่งเขียนๆ วาดๆ อะไรไปเรื่อย เฮ่ออวี้เสียงเขียนไปได้สักพักก็ต้องหยุดแล้วหันมาบ่นน้องสาว “นี่น้องนั่งบนตะปูหรือไง ทำไมนั่งนิ่งๆ ไม่เป็นเลย”
“ก็หนูไม่รู้นี่คะว่าจะทำอะไร” เสี่ยวอวี้รู้สึกน้อยใจ การนั่งเขียนๆ วาดๆ มันน่าเบื่อจะตาย!
เฮ่ออวี้เสียงเลยมอบหมายงาน ให้เธอคัดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
เสี่ยวอวี้ “...”
แบบนี้มันน่าเบื่อยิ่งกว่าการนั่งเขียนๆ วาดๆ เสียอีก เสี่ยวอวี้ทำหน้าบูดบึ้ง เริ่มคัดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
จนกระทั่งห้าโมงเย็นกว่าๆ พวกเขาก็เตรียมตัวกลับ ซึ่งห้องทำงานของผู้จัดการโรงงานนั้นอยู่ติดกับห้องทำงานของเลขาธิการพรรคพอดี
เว่ยต้าเจียงจึงเหลือบไปเห็นเฮ่อหย่วน เขาเบือนสายตาหนีโดยอัตโนมัติ พร้อมกับความรู้สึกละอายใจที่ผุดขึ้นมาในหัวใจ
เฮ่อหย่วนไม่ได้สังเกตเห็นเว่ยต้าเจียง เขาเพียงแค่กำลังเตือนเสี่ยวอวี้ที่เพิ่งจะสะดุดล้ม “ทำไมช่วงนี้หนูล้มบ่อยจัง”
หัวเข่าของเสี่ยวอวี้แทบจะอาบไปด้วยยาม่วงอยู่แล้ว
เสี่ยวอวี้ลูบหัวเข่า “หนูก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ อยู่ๆ มันก็ล้มไปเอง ทำหนูแพ้เกมไปตั้งสองตาแหนะ”
เฮ่อหย่วน “...”
“เดี๋ยวอาพาไปโรงพยาบาลดีกว่า ไปตรวจดูหน่อยว่าร่างกายขาดอะไรไปหรือเปล่า ทำไมถึงได้ล้มบ่อยขนาดนี้”
“ไม่จำเป็นมั้งคะ...” เสี่ยวอวี้รีบปฏิเสธ
เธอยังไม่ได้เป็นไข้สูงจนเกือบตายนี่นา จะไปโรงพยาบาลทำไม เมื่อเห็นแบบนั้นเฮ่อหย่วนก็ไม่ได้บังคับ เขาจึงเลือกที่จะไปโรงพยาบาลเองเพื่อซื้อยาบำรุงสำหรับเด็กกลับมา
เฮ่ออวี้เสียงรีบสั่งให้น้องสาวกินยาบำรุงทันที เสี่ยวอวี้กินมันเข้าไป มันไม่ได้มีรสชาติอะไร แต่ก็ไม่ได้ขม เธอเลยไม่ได้ต่อต้าน
เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงล้มบ่อย มันเจ็บมากๆ ก้อนกรวดเล็กๆ บนพื้นชอบทิ่มเข้าไปในเนื้อของเธอ เจ็บจนเธอต้องร้องโอดโอย
แต่ถึงแม้ว่าสหายเสี่ยวอวี้จะมีแผลที่หัวเข่า เธอก็ไม่ยอมอยู่บ้านเด็ดขาด เธอยืนกรานที่จะออกไปเล่นข้างนอก เฮ่ออวี้เสียงดูเหมือนจะอยู่ขั้วตรงข้ามกับน้องสาว
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็ไม่ชอบออกไปข้างนอก เอาแต่นั่งทำงานๆๆ แล้วก็เรียนๆๆ อยู่ในบ้าน เขาเป็นเด็กที่ดูเป็นผู้ใหญ่มากๆ
เฮ่อหย่วนหันไปเตรียมของเพิ่มอีกหน่อย เพื่อให้เฉินชิงเอาไปไว้กินที่โรงงานในวันพรุ่งนี้
ทั้งสี่คนในครอบครัวต่างก็ยุ่งอยู่กับเรื่องของตัวเอง จนกระทั่งสองทุ่มครึ่งเฉินชิงถึงได้กลับบ้าน พอกลับมาถึง เธอก็ยังคงดูกระตือรือร้นมากๆ “เฮ่อหย่วน วันนี้ฉันมีความสุขมากเลย!”
เฮ่อหย่วนมองออก ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความชื่นชม “วันนี้คุณเก่งที่สุดเลย”
“ฮ่าๆๆ” เฉินชิงหัวเราะอย่างมีความสุข
“มันรู้สึกมหัศจรรย์มากเลย ก็คือการที่ได้เฝ้ามองเสื้อผ้าทีละตัวๆ ถูกผลิตออกมาเหมือนสายพานการผลิต มันให้ความรู้สึกที่เติมเต็มมากกว่าตอนที่ฉันอยู่ที่โรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สามเสียอีก”
“นี่มันเหมือนกับผลงานชิ้นเอกของฉันเลยนะ มันกำลังจะถือกำเนิดขึ้น แล้วก็จะมีคนชอบมัน แค่คิดฉันก็มีความสุขแล้ว”
เธอชอบเสื้อผ้า เธอชอบของหรูหรา เธอก็เป็นคนที่ทะเยอทะยานแบบนี้แหละ! เพราะตอนเด็กๆ เธอเห็นคนอื่นใส่เสื้อผ้าสวยๆ เธอก็อยากได้มันมากๆ ดังนั้นเธอเลยอยากจะใส่เสื้อผ้าที่สวยมากๆ ตอนที่โตขึ้น
เพียงแต่...เส้นทางมันอาจจะบิดเบี้ยวไปหน่อย เธอไม่ได้ใส่เสื้อผ้าที่สวยมากๆ ด้วยตัวเอง แต่เธอกลับเป็นคนทำให้คนอื่นได้ใส่เสื้อผ้าที่สวยมากๆ แทน ชาติที่แล้วก็เป็นแบบนี้ ชาตินี้ก็ยังเป็นแบบนี้
เฉินชิงยิ้มกว้าง ดวงตาของเธอเป็นประกาย “ฉันว่าที่มันมหัศจรรย์ก็คือ ของที่ฉันเคยอยากได้มากๆ แต่พอได้เห็นคนอื่นมีความสุขเพราะของที่ฉันสร้างขึ้น ฉันก็ยังรู้สึกพอใจอยู่ดี”
ทั้งสามคนมองเธอ รู้สึกเหมือนว่าตอนนี้เธอกำลังเปล่งแสงสว่างออกมา ภายใต้แสงไฟนวลตา เธอดูเหมือนกำลังห่มคลุมไปด้วยเกียรติยศ
เฮ่อหย่วนมองเธอ เขารู้สึกว่าหลังจากที่เขาได้ล้างมลทินให้กับตัวเองแล้ว เขาก็ยังมีแรงผลักดันที่จะก้าวไปข้างหน้า นั่นก็เพราะเขาได้เห็นเธอที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ และเขาก็อยากที่จะยืนเคียงข้างเธอตลอดไป
เสี่ยวอวี้แทบจะละสายตาไปจากคุณน้าไม่ได้เลย ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งหวัง เธอเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าสิ่งที่เธอรับรู้ได้จากตัวคุณน้ามันคืออะไรกันแน่ แต่ภาพที่เห็นในวันนี้ มันได้ส่งผลกระทบต่อตัวเธอไปอีกนานแสนนานในอนาคต
ภายใต้ขนตาของเฮ่ออวี้เสียง ดวงตาสีเข้มของเขาเต็มไปด้วยความชื่นชม เพียงแต่ขนตาที่ทอดลงมานั้นได้บดบังมันเอาไว้เล็กน้อย มันบดบังภาพของเด็กผู้ชายที่กำลังรู้สึกภาคภูมิใจในตัวผู้ใหญ่ที่เขาไว้ใจที่สุด
เฉินชิงเห็นสายตาของทุกคนในบ้านก็หัวเราะออกมา “เอาล่ะๆ ไม่ต้องมองกันแบบนั้น น้าเขินนะ น้าไปอาบน้ำนอนดีกว่า พรุ่งนี้น้ายังต้องไปทำงานหนักต่ออีก!”
[จบบท]