บทที่ 547: การคลอดที่ปลอดภัย
เด็กทั้งสองคนต่างก็มีนิสัยดื้อรั้นไม่แพ้กัน เมื่อเห็นว่าคงห้ามปรามไม่ได้แน่แล้ว
เฮ่อหย่วนจึงไม่ได้พยายามพูดเกลี้ยกล่อมอะไรต่อ ลึกๆ แล้วเขาแค่กลัวว่าภาพการคลอดลูกอันเจ็บปวดของเฉินชิงจะกลายเป็นบาดแผลฝังลึกในใจของเด็กๆ ทั้งสอง
แต่เมื่อลองไตร่ตรองดูอีกครั้ง การที่พวกเขาได้มารับรู้ถึงความยากลำบากแสนสาหัสของการให้กำเนิดชีวิตหนึ่ง ก็อาจจะเป็นประโยชน์ต่อการเลือกคู่ครองของพวกเขาในอนาคตก็ได้
เสี่ยวอวี้เงยหน้ามองคุณอาของเธอที่ตอนนี้มีเหงื่อท่วมไปทั้งตัว แม้จะยังอยู่ในช่วงฤดูที่อากาศค่อนข้างเย็นสบายก็ตาม เธอจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“คุณอาคะ คุณอาอุ้มคุณน้ามาโรงพยาบาลตลอดทางเลยเหรอคะ เหนื่อยมากใช่ไหม”
ความจริงแล้วการเดินทางด้วยจักรยานอาจจะสะดวกกว่า แต่แรงกระแทกจากการกระเด้งกระดอนบนอานจักรยานจะทำให้เฉินชิงรู้สึกไม่สบายตัวยิ่งขึ้น
เฮ่อหย่วนจึงตัดสินใจอุ้มเธอมาตลอดเส้นทาง และนั่นคือสาเหตุของเหงื่อที่ท่วมตัวเขาอยู่ตอนนี้ เฮ่ออวี้เสียงรีบชิงตอบแทนอาของเขา
“ไม่ใช่หรอก ตอนที่มาถึงโรงพยาบาลแรกๆ อายังไม่ค่อยมีเหงื่อเลยนะ”
“แต่พอน้าเริ่มร้องเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เหงื่อของอาก็ยิ่งออกเยอะขึ้นๆ ยังมีหน้ามาว่าพวกเราอีก ที่แท้ตัวเองก็ตื่นเต้นไม่ต่างกันนั่นแหละ”
เฮ่อหย่วน “…”
เด็กคนนี้นี่ช่างสังเกตจริงๆ! แต่ถึงอย่างนั้นเฮ่อหย่วนก็ไม่มีเรี่ยวแรงเหลือพอจะไปต่อปากต่อคำกับเฮ่ออวี้เสียงแล้ว
สมาธิทั้งหมดของเขาจดจ่ออยู่กับเสียงที่ดังมาจากหลังประตูบานนั้น เมื่อได้ยินเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดระลอกใหม่ของเฉินชิงดังเล็ดลอดออกมาจากประตูห้องคลอด
หัวใจของเฮ่อหย่วนก็บีบรัด เขาควบคุมตัวเองไม่อยู่จริงๆ เขารีบเดินไปขอร้องคุณหมอที่เดินผ่านไปมาอีกครั้งเพื่อที่จะเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนเธอ
คุณหมอปฏิเสธเสียงแข็ง “ไม่ได้ค่ะ”
เฮ่อหย่วนแย้งกลับทันควัน “ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ นี่มันยุคสมัยใหม่แล้ว เรากำลังต่อต้านความเชื่องมงายไร้สาระ”
“เรื่องที่ว่าห้องคลอดเป็นสถานที่ไม่เป็นมงคลอะไรนั่น มันไม่มีเหตุผลเลยสักนิด”
คุณหมอถอนหายใจกับความดื้อรั้นนี้ “แล้วคุณจะเข้าไปทำอะไรข้างในไม่ทราบคะ”
“อยู่เป็นเพื่อนเธอครับ”
จากการยืนกรานอย่างหนักแน่นของคุณพ่อมือใหม่ ในที่สุดคุณหมอก็ใจอ่อนยอมแพ้ เฮ่อหย่วนจึงสมหวังได้เข้าไปในห้องคลอดเพื่ออยู่เคียงข้างเฉินชิง ภาพแรกที่เฮ่อหย่วนเห็นเมื่อก้าวเข้ามาในห้อง
คือเฉินชิงที่นอนอยู่บนเตียงคลอด ผมหน้าม้าที่ระหน้าผากเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบไปกับผิวหนัง ใบหน้าของเธอซีดเซียว
เธอกำลังเผชิญกับการบีบตัวของมดลูกที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่องราวกับคลื่นยักษ์ในทะเลคลั่ง ความรุนแรงของมันหนักหน่วงจนแทบจะฉีกร่างของเธอให้เป็นชิ้นๆ
เฉินชิงกำแขนของเขาไว้แน่นราวกับเป็นที่ยึดเหนี่ยวเดียวของชีวิต “ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตายเลย”
นี่ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย เฉินชิงรู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ห่างจากความตายเพียงแค่คืบกั้น มันเจ็บปวดทรมานเกินกว่าจะบรรยายได้
เจ็บปวดจนเธออยากจะหมดสติสลบไปเสียเดี๋ยวนั้น เฮ่อหย่วนตกใจจนใบหน้าซีดเผือด ขอบตาของเขาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“เฉินชิง ถ้าคุณเป็นอะไรไป ผมก็จะไปกับคุณด้วย”
เฉินชิงเบิกตากว้าง แม้จะเจ็บจนแทบสิ้นสติ “นี่คุณเข้ามาในห้องคลอดเพื่อขู่ฉันเหรอ!”
เฮ่อหย่วนพยักหน้ารับอย่างจริงจัง
“ฉันยอมคุณเลยจริงๆ ตอนนี้ฉันเจ็บแทบจะขาดใจตายอยู่แล้ว คุณยังจะหาเรื่องมากวนประสาทฉันอีกเหรอ”
เหล่าหมอและพยาบาลเมื่อเห็นว่าเฉินชิงยังพอมีแรงโต้เถียงอยู่บ้าง ก็พอจะประเมินได้ว่าเธอยังมีกำลังวังชาดีอยู่ จึงบอกให้เธอพยายามตั้งสติและปรับลมหายใจให้ดี
เพราะเด็กใกล้จะคลอดออกมาเต็มทีแล้ว เฉินชิงรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองสั่นเทิ้มไปหมด แต่โชคดีที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเฮ่อหย่วนบำรุงร่างกายให้เธออย่างดี
ทำให้เธอยังพอมีเรี่ยวแรงเหลืออยู่ เธอสามารถรับรู้ถึงความคืบหน้าได้ในทุกครั้งที่ออกแรงเบ่ง
ราวกับว่าความเจ็บปวดนั้นกลายเป็นมาตรวัดความก้าวหน้า ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น ไม่มีคำว่าชินชาเลยแม้แต่น้อย!
ยาระงับปวด ตอนนี้เธอต้องการยาระงับปวดแบบฉีดเข้าไขสันหลัง!
เธอคิดอย่างจริงจังจากก้นบึ้งของหัวใจเลยว่า การฉีดยาระงับปวดเข้าไขสันหลังจะต้องเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติอย่างแน่นอน
ถ้าหากนวัตกรรมนี้สามารถเดินทางข้ามเวลามาอยู่เคียงข้างเธอในตอนนี้ได้ก็คงจะดี เธอล่ะอยากจะขอบคุณผู้คิดค้นมันจริงๆ
เมื่อรับรู้ได้ถึงสัญญาณว่าลูกน้อยกำลังจะคลอดออกมา เฉินชิงก็เกิดความกังวลขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“แย่แล้ว แย่แล้ว ฉันอยู่ๆ ก็ตื่นเต้นขึ้นมา ลูกของเราจะชอบฉันไหม”
“ชอบสิ!”
“คุณจะไปรู้ได้ยังไง!”
“ต้องชอบแน่นอน ลูกๆ จะรักคุณ แล้วก็จะภูมิใจในตัวคุณมากๆ ด้วย”
เฮ่อหย่วนใช้นิ้วเกลี่ยเช็ดเหงื่อบนหน้าผากให้เธออย่างแผ่วเบา สายตาของเขาเต็มไปด้วยความรักและความเจ็บปวดใจที่อยากจะรับไว้แทน
พริบตานั้น ความเจ็บปวดระลอกใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิมก็ถาโถมเข้ามา เฉินชิงขบกรามแน่น เปล่งเสียงครางในลำคอ
กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายทำงานประสานกันอย่างเต็มที่ เหงื่อเม็ดโตไหลลงมาจากขมับ แต่ในที่สุดความเจ็บปวดทรมานนี้ก็นำมาซึ่งความรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด พร้อมกับเสียงร้องไห้ที่ดังลั่นไปทั่วห้องคลอด
คุณหมออุ้มทารกน้อยขึ้นมาแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “คนแรกเป็นลูกสาวนะคะ”
เฮ่อหย่วนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น “นี่ยังมีอีกคนเหรอครับ”
คุณหมอตอบกลับมาสั้นๆ “ใช่ค่ะ”
เฮ่อหย่วนหันไปมองหน้าเฉินชิงอย่างรู้สึกผิดสุดหัวใจ “ผมผิดไปแล้ว”
เฉินชิงไม่รู้ว่าควรจะโกรธหรือควรจะขำกับท่าทางนั้นดี เธออยากจะมองหน้าลูกสาวตัวน้อยใจจะขาด แต่ก็มองไม่เห็น
เพราะพยาบาลกำลังอุ้มเด็กไปทำความสะอาดอยู่ ยังไม่ทันจะได้พักหายใจให้เต็มปอด ความเจ็บปวดระลอกที่สองก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้เธอจะมีประสบการณ์แล้ว เฉินชิงรู้ดีว่าปลายทางของความเจ็บปวดนี้คืออะไร เธอกัดฟันทำตามคำสั่งของหมออย่างเคร่งครัด
สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วออกแรงเบ่งสุดกำลัง รู้สึกถึงพลังแห่งชีวิตอีกหนึ่งดวงที่กำลังเคลื่อนผ่านร่างกายของเธอเพื่อลืมตาดูโลก
เมื่อเสียงร้องไห้ครั้งที่สองดังขึ้น เฉินชิงก็แทบจะหมดสติ ร่างกายของเธออ่อนปวกเปียกจนล้มตัวลงนอนแผ่บนเตียง
ดวงตาเหม่อลอยไร้จุดโฟกัส เฮ่อหย่วนรีบถามคุณหมอด้วยความกังวล
“ตอนนี้เธอเป็นยังไงบ้างครับ”
“สบายดีค่ะ คุณแม่เก่งมากที่คลอดลูกแฝดสองคน ถ้าฐานะทางบ้านของคุณพอไหวก็แนะนำให้พักฟื้นอยู่ที่นี่สักสองคืนนะคะ เด็กๆ ทั้งสองคนก็แข็งแรงดีมากค่ะ”
“ครับ”
เฮ่อหย่วนเองก็รู้สึกราวกับเรี่ยวแรงทั้งหมดถูกสูบออกไปจนหมดเช่นกัน เขากึ่งคุกเข่าลงข้างเตียงคลอด กุมมือของเฉินชิงไว้แน่น พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เฉินชิง เรามีสมาชิกใหม่ในครอบครัวเพิ่มอีกสองคนแล้วนะ”
เฉินชิงค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา เธอหันไปมองเขาช้าๆ “ยินดีกับเราสองคนด้วยนะ”
“อืม ผมอุ้มลูกมาให้คุณดูนะ”
เฮ่อหย่วนเดินไปอุ้มลูกสาวมาให้เธอดูก่อนเป็นคนแรก เฉินชิงเตรียมใจมาไว้ระดับหนึ่งแล้วว่าเด็กแรกเกิดส่วนใหญ่มักจะดูไม่จืด
แต่เธอก็ไม่คาดคิดว่าจะดูไม่จืดได้ขนาดนี้ ผิวหนังเหี่ยวย่น ตัวแดงๆ ดูไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ต่างดาวตัวน้อยเลย
แต่ถึงอย่างนั้น เฉินชิงก็ยังคิดว่าลูกของเธอน่ารักอยู่ดี เป็นความน่ารักในแบบที่ขี้เหร่ปนๆ กันไป
เฮ่อหย่วนพูดด้วยความตื่นเต้น “นี่ลูกสาวของเรา ร้องเสียงดังที่สุดในห้องเลย หมอบอกว่าหนัก 5 จินแน่ะ”
จากนั้นเขาก็ไปอุ้มลูกชายมาให้เธอดูต่อ “ส่วนนี่ลูกชาย หนัก 4 จินครึ่ง”
“ก็โอเคนะ แค่แข็งแรงก็ดีแล้วล่ะ”
ในยุคสมัยนี้ เด็กแรกเกิดน้ำหนัก 4-5 จินถือว่าเป็นเกณฑ์ปกติ ไม่ได้ถือว่าเบาเกินไป เฉินชิงรู้สึกพึงพอใจอย่างมาก
หลังจากนั้นเธอจึงถูกย้ายไปยังห้องพักฟื้นทั่วไป เฮ่อหย่วนได้ไปไหว้วานขอความช่วยเหลือจากผู้จัดการหลิวและเลขาธิการเติ้งเป็นการส่วนตัว
เพื่อให้ช่วยจัดหาห้องพักฟื้นแบบห้องเดี่ยวให้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เฉินชิงสามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีใครรบกวน
เฮ่ออวี้เสียงกับเสี่ยวอวี้เดินตามเข้ามาติดๆ เสี่ยวอวี้รีบปรี่เข้าไปเกาะขอบเตียงแล้วถามคุณน้าของเธอ
“คุณน้าคะ มันเจ็บมากเลยใช่ไหมคะ”
“เจ็บสิ” เฉินชิงเพิ่งจะตอบได้คำเดียว เสี่ยวอวี้ก็ปล่อยโฮร้องไห้ออกมาเสียงดังลั่น
เฉินชิงอดหัวเราะออกมาไม่ได้ “โอ๋ๆ อย่าร้องไห้สิ น้าบอกว่าเจ็บก็เพราะมันเจ็บจริงๆ นั่นแหละ”
“แต่น้าโชคดีมากๆ เลยนะรู้ไหม คราวนี้ได้ทั้งลูกชายแล้วก็ลูกสาวเลย เสี่ยวอวี้มีทั้งน้องชายแล้วก็น้องสาวแล้วนะ ดีใจไหม”
“ก็งั้นๆ ค่ะ หนูแค่อยากให้คุณน้าไม่ทรมานก็พอแล้ว” เสี่ยวอวี้พูดพลางสะอื้น
เฉินชิงมองหลานสาวด้วยสายตาที่อ่อนโยน “ตอนแรกน้าก็ทรมานมากเลยนะ แต่พอได้ยินเสี่ยวอวี้พูดแบบนี้ น้าก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมาทันทีเลย ความทรมานมันลดลงไปเยอะเลยล่ะ”
ดวงตาของเสี่ยวอวี้เป็นประกายขึ้นมา “จริงเหรอคะ”
เฮ่ออวี้เสียง “โกหกชัดๆ!”
เฉินชิง “…”
เด็กคนนี้นี่มันน่ารำคาญจริงๆ เฮ่ออวี้เสียงจ้องหน้าน้าสาวของเขาเขม็ง
“ถ้าเจ็บก็พักผ่อนไปเถอะครับ”
เสี่ยวอวี้ได้ยินดังนั้นก็รีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองทันที เฉินชิงยิ้มออกมาบางๆ
“เฮ่ออวี้เสียง ยินดีด้วยนะ เธอก็มีน้องชายกับน้องสาวเพิ่มขึ้นมาแล้ว ดีใจไหม”
เฮ่อออวี้เสียงเม้มริมฝีปากแน่น ผ่านไปครู่หนึ่งเขาถึงยอมพูดออกมา “ดีใจมากครับ”
เฉินชิงยิ้มกว้าง ก่อนที่เปลือกตาจะค่อยๆ ปิดลงแล้วเธอก็หมดสติไป มันทั้งเจ็บปวดและเหนื่อยล้าเกินกว่าจะทนไหวจริงๆ
เธอแค่อยากจะนอนหลับพักผ่อน เฮ่อหย่วนตกใจแทบสิ้นสติรีบวิ่งไปเรียกหมออีกรอบ
แต่หลังจากคุณหมอตรวจดูอาการแล้วก็บอกว่าไม่มีปัญหาอะไร เธอแค่เหนื่อยมากเท่านั้น เดี๋ยวอีกสักพักก็คงจะตื่นขึ้นมาเพราะความเจ็บปวดอีก
คำพูดของคุณหมอทำให้ทั้งสามชีวิตตระกูลเฮ่อต่างพากันพูดไม่ออกไปตามๆ กัน เฮ่ออวี้เสียงขยับเข้าไปอุ้มน้องสาวตัวน้อยขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว
“พี่เป็นพี่ชายใหญ่นะ ต่อไปนี้พี่จะดูแลน้องอย่างดีเอง เพราะฉะนั้นห้ามร้องไห้ล่ะ”
เสี่ยวอวี้ก็รีบชะโงกหน้าเข้ามาดูน้องอีกคนบ้าง “ส่วนพี่เป็นพี่สาวนะ พี่เสี่ยวอวี้ที่รักน้องมากๆ เลย ต่อไปนี้น้องต้องเรียกพี่ว่าพี่เสี่ยวอวี้นะ รู้ไหม”
ขณะที่เด็กๆ กำลังทักทายน้องใหม่ เฮ่อหย่วนก็เริ่มลงมือเตรียมอาหารสำหรับทารกน้อยทั้งสอง
หม่าอ้ายอิงยังไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องตัวเด็กทารก พอเห็นเฮ่ออวี้เสียงอุ้มได้อย่างมั่นคง เธอก็รีบร้องขอความช่วยเหลือ
“เฮ่ออวี้เสียง เธอมาสอนป้าหน่อยสิ ป้าอุ้มไม่เป็นเลย”
“ป้าหม่าลองอุ้มน้องขึ้นมาก่อนสิครับ แล้วเดี๋ยวผมช่วยปรับท่าทางให้” เฮ่ออวี้เสียงแนะนำ
หม่าอ้ายอิงมองเด็กน้อยที่นอนอยู่บนเตียง ยังไม่ทันจะได้ตัดสินใจว่าจะทำยังไงต่อ เสี่ยวอวี้ก็ชิงอุ้มเด็กอีกคนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“ฮึบ! พี่คือพี่สาวที่รักน้องนะ พี่เสี่ยวอวี้ไง ต่อไปนี้น้องต้องเรียกพี่ว่าพี่เสี่ยวอวี้นะ”
[จบบท]