บทที่ 550: ผ้าอ้อม
เฮ่อหย่วนเหลือบมองเฉินชิงด้วยความจนปัญญาอย่างที่สุด “คุณอย่าขำสิ”
เฉินชิงตอบกลับ “ฉันห้ามตัวเองไม่ได้จริงๆ นี่นา”
เขาทำสีหน้าราวกับวีรบุรุษผู้กล้าหาญที่กำลังจะสละชีพเพื่อชาติ ดูไปก็คล้ายกับเหล่าผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซานที่ถูกบีบคั้นจนไร้ซึ่งหนทางเลือก ท่าทางแบบนั้นมันช่างน่าสนใจเสียจริง
เฮ่อหย่วนจดจ่ออยู่กับลูกน้อยที่ร้องไห้เสียงดังลั่น เขาไม่มีสมาธิพอจะไปสนใจเฉินชิงที่กำลังขบขันเขาอยู่ได้อีกต่อไป
ชายหนุ่มก้มหน้าก้มตาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกอย่างระมัดระวังที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยขั้นตอนการทำงานอันเคร่งครัดและจริงจังของเขา การเปลี่ยนผ้าอ้อมครั้งแรกในชีวิตก็... สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี!
เฉินชิงปรบมือให้เขาเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยชมจากใจจริง “คุณเก่งมากเลย คุณต้องเป็นพ่อที่ดีที่สุดในโลกอย่างแน่นอน!”
ความรู้สึกภาคภูมิใจพลันผุดขึ้นในใจของเฮ่อหย่วนอย่างท่วมท้น เขายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ “ก็พอไหวน่ะ”
เขาหันไปจัดการเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกอีกคนต่อจนเสร็จสิ้น เมื่อมั่นใจว่าลูกทั้งสองสบายตัวแล้ว
เขาก็รีบตรงไปที่อ่างล้างมือทันที เขาตั้งอกตั้งใจขัดถูมือของตัวเองจนมันเริ่มแดงระเรื่อ จึงยอมเดินกลับมาหาภรรยา
สายตาของเฉินชิงจับจ้องไปที่มือเรียวยาวคู่นั้น “ช่วงนี้อากาศมันเย็น คุณควรระมัดระวังให้มากกว่านี้นะ”
เฮ่อหย่วนพยักหน้ารับคำ
เฉินชิงจึงเร่งให้เขารีบไปนอน “ตอนนี้ลูกๆ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกวนใจแล้วล่ะ เดี๋ยวถ้าพวกเขาร้องไห้ขึ้นมา คุณก็นอนต่อไปเลย ไม่ต้องสนใจ ฉันจะจัดการเอง”
เฮ่อหย่วนพยักหน้ารับอีกครั้ง แล้วล้มตัวลงนอนหลับไปแทบจะในทันที
ราวกับว่าเด็กน้อยทั้งสองจะสัมผัสได้ว่าพ่อของพวกเขาได้หลับไปจริงๆ แล้ว เสียงร้องไห้จึงพลันเงียบลงอย่างน่าอัศจรรย์
เฉินชิงถึงกับต้องยกมือกุมหน้าผากของตัวเอง
เจ้าตัวเล็กสองคนนี้ ช่างรู้งานกันดีเหลือเกิน
เธอนอนเหม่อลอยอยู่บนเตียง พลางครุ่นคิดไปเรื่อยเปื่อยว่าในช่วงที่ต้องพักฟื้นร่างกายหลังคลอดแบบนี้ เธอน่าจะมีเวลามากพอที่จะจัดการอ่านจดหมายกองโตที่รออยู่ทั้งหมด
และตั้งใจเขียนตอบกลับดีๆ สักที เฉินชิงพยายามข่มตาให้หลับเพื่อพักผ่อนตามลูกๆ ไปด้วย แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน เธอกลับนอนไม่หลับเลย
ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างค่อนข้างทุลักทุเล เธอกวาดตามองไปรอบๆ ห้องพักผู้ป่วยในโรงพยาบาลช่างว่างเปล่าและอ้างว้าง ไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลยแม้แต่น้อย
เฉินชิงรู้สึกเบื่อหน่ายจนแทบทนไม่ไหว เธอค่อยๆ พยุงตัวเองก้าวลงจากเตียง เดินช้าๆ ไปหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่าง
เพื่อมองดูต้นไม้ธรรมดาๆ สองสามต้นด้านนอกแก้เบื่ออยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงค่อยๆ เคลื่อนย้ายร่างตัวเองไปหยุดอยู่ข้างเตียงของเฮ่อหย่วน พร้อมกับเอื้อมมือไปจัดผ้าห่มให้เขาเข้าที่
โอ้โห ให้ตายเถอะ
เธอนี่มันเป็นภรรยาที่แสนดีอะไรอย่างนี้
เพิ่งจะเริ่มเจ็บท้องคลอดไปเมื่อคืน กว่าจะคลอดลูกแฝดออกมาได้ก็ปาเข้าไปรุ่งสาง พอถึงเวลาบ่ายสามโมงของวันนี้ เธอก็ยังมีเรี่ยวแรงมากพอที่จะลุกขึ้นมาดูแลสามีได้อีก
เฉินชิงกำลังดื่มด่ำกับความคิดที่ว่าตัวเองเป็นภรรยาที่ดีเลิศอยู่เพลินๆ แต่แล้วก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ท้องขึ้นมาอีกครั้ง เธอจึงต้องรีบประคองตัวเองกลับไปนอนพักที่เตียง
การเป็นแม่ลูกอ่อนนี่มันช่างน่าเบื่ออะไรอย่างนี้ ให้ตายเถอะ ทำไมชีวิตมันถึงได้น่าเบื่อขนาดนี้กันนะ
พอกลับไปถึงบ้านเมื่อไหร่ เธอสาบานเลยว่าจะต้องย้ายวิทยุมาไว้ในห้องนอน จะได้เปิดฟังได้ตลอดเวลาให้สมใจอยาก
เฉินชิงนอนตัวแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ต่อไปอีกประมาณสองชั่วโมงครึ่ง จนกระทั่งเธอเริ่มรู้สึกคัดตึงที่หน้าอก เธอก็เลยไม่รอช้า รีบปลุกลูกสาวให้ตื่นขึ้นมาทันที
ผิงผิงโบกมือเล็กๆ ปัดป่ายไปมาในอากาศ ราวกับกำลังประท้วงการกระทำอันไร้หัวใจของแม่เธอ
เฉินชิงต้องรีบเอ่ยปากเตือน “เร็วเข้าสิจ๊ะ แม่เจ็บไปหมดแล้วนะ”
ผิงผิงจึงยอมจำนนและดูดนมอย่างว่าง่าย
เฉินชิงก้มลงมองลูกสาวที่ใบหน้ายังคงยับยู่ยี่ของตัวเอง พลางใช้นิ้วเขี่ยมือเล็กๆ ที่ขยับไปมาไม่หยุดของลูก
“ลูกคงจะสวยขึ้นในอนาคตใช่ไหม ต่อให้ไม่เหมือนแม่ แต่ถ้าได้ความหล่อของพ่อมาก็ยังดีนะ เราต้องรู้จักเลือกแต่ข้อดีๆ มาสิลูก”
ดูเหมือนว่าโยวโยวเองก็ตื่นขึ้นมาด้วยเหมือนกัน
เฉินชิงหันไปบ่นอุบกับลูกชาย “ลูกนี่เป็นพวกชอบตามกระแสหรือยังไง พี่สาวตื่น ลูกก็ต้องตื่นตามด้วย เดี๋ยวค่อยตื่นทีหลังไม่ได้เหรอ”
โยวโยวเริ่มส่งเสียงร้องครางอิงๆ ในลำคอ
เฉินชิงยื่นนิ้วไปจิ้มที่แก้มยุ้ยๆ ของลูกชาย “ห้ามร้องนะ บอกว่าห้ามร้อง”
แต่ดูเหมือนว่าโยวโยวจะยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิมเสียอีก
เสียงร้องไห้ของลูกทำให้เฮ่อหย่วนตื่นขึ้นมาในที่สุด เขารีบอุ้มลูกชายขึ้นมาแนบอกตามสัญชาตญาณ พลางตบหลังเบาๆ ปลอบโยน
“ไม่ร้องนะครับคนเก่ง ไม่ร้องนะ”
เฉินชิงเงยหน้ามองเขา “คุณยังนอนไม่พอใช่ไหม”
เขาเพิ่งจะได้นอนไปแค่ห้าชั่วโมงเอง
เฮ่อหย่วนเหลือบดูนาฬิกาข้อมือของตัวเอง “พอแล้ว”
ตอนที่เขาเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ เขายังนอนได้น้อยกว่านี้เสียอีก
จู่ๆ เฮ่อหย่วนก็ยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี “ผมเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองเหมาะกับการเลี้ยงลูกอยู่เหมือนกันนะ”
เฉินชิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ”
“ผมอดนอนเก่งนะ ร่างกายก็ถือว่าแข็งแรงดี ความอดทนก็พอมีอยู่บ้าง และที่สำคัญ ผมยังเอาชนะความกลัวเรื่องการเปลี่ยนผ้าอ้อมได้แล้วด้วย”
เฮ่อหย่วนยิ่งสาธยายก็ยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจ สีหน้าของเขาฉายชัดถึงความปลื้มปีติของคนเป็นพ่อมือใหม่
เฉินชิงพยักหน้าอย่างแรงเห็นด้วย
“คุณพูดมีเหตุผลมากเลย ดูเหมือนว่าครอบครัวของเราคงต้องฝากความหวังไว้ที่คุณแล้วล่ะ ส่วนฉันจะฟื้นตัวหลังคลอดได้ดีแค่ไหน ก็คงขึ้นอยู่กับการดูแลของคุณทั้งหมดเลยนะ”
“อื้ม!”
เฮ่อหย่วนรับคำอย่างแข็งขัน เขารู้สึกได้ถึงภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่กำลังแบกอยู่บนบ่าทั้งสองข้าง
เมื่อผิงผิงดูดนมจนอิ่มแล้ว เธอก็หันหน้าไปทางต้นเสียงที่คุ้นเคยของพ่อ
เฮ่อหย่วนจึงสลับลูกกับเฉินชิง เขารับลูกสาวมาอุ้มอย่างทะนุถนอม พลางเอ่ยถามต่อ “เราต้องชงนมผงให้ลูกไหม”
“ไว้ค่อยชงตอนกลางคืนดีไหม”
“ได้ ตกลงตามนั้น”
ระหว่างที่คนเป็นพ่อแม่กำลังปรึกษาหารือกันอยู่นั้น เฮ่ออวี้เสียงกับเสี่ยวอวี้ก็นำอาหารมื้อเย็นเข้ามาส่งให้พอดี
เป็นจังหวะที่ผิงผิงยังคงตื่นอยู่ เสี่ยวอวี้จึงไม่รอช้า รีบเข้าไปหยอกล้อกับน้องสาวทันที เธอลองยื่นนิ้วของตัวเองไปให้มือน้อยๆ นั้นได้ลองคว้าจับ
เมื่อสัมผัสได้ถึงความนุ่มนิ่มอุ่นๆ ที่กำลังกำนิ้วของเธอไว้แน่น เสี่ยวอวี้ก็จ้องมองน้องสาวในอ้อมแขนนิ่งงัน ดวงตาของเธอค่อยๆ ชื้นแฉะด้วยหยาดน้ำ
“คุณน้าคะ ผิงผิงจับมือหนูแน่นเลย!”
เฉินชิงยิ้ม “น้องสาวคงจะชอบหนูน่ะสิ”
เสี่ยวอวี้ยิ้มกว้างจนตาหยี “หนูก็ชอบน้องเหมือนกันค่ะ!”
เด็กทั้งสองคนอยู่เล่นกับน้องๆ ต่ออีกสักพัก ก็ต้องจำใจพากันกลับไปก่อน
พอเข้าสู่ช่วงเวลากลางคืน เฉินชิงจำเป็นต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนผ้าอนามัยอยู่หลายครั้ง เพราะร่างกายต้องขับเลือดเสียที่ยังคั่งค้างอยู่ออกมา หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าน้ำคาวปลา
ส่วนเฮ่อหย่วนนั้น พอได้ยินเสียงลูกตื่นแม้เพียงนิดเดียว เขาก็จะรีบเข้าไปอุ้มทันที จนกระทั่งพยาบาลที่เข้ามาตรวจดูอาการต้องเอ่ยปากเตือน
“คุณพ่ออย่าอุ้มลูกบ่อยนะคะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะเลี้ยงยากในอนาคต”
พอได้ยินคำแนะนำแบบนั้น สองสามีภรรยาก็ปฏิบัติตามอย่างว่าง่ายในทันที
จริงอยู่ที่พวกเขามีลูกตั้งสองคนให้ต้องเลี้ยง ถ้าสามารถประหยัดแรงไปได้บ้างก็ควรจะทำ
เฉินชิงพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลเพียงสองวันก็ได้กลับบ้าน พอมาถึงบ้านปุ๊บ เฉินชิงก็รู้สึกเหมือนได้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งในทันที
เธอย้ายวิทยุเข้าไปไว้ในห้องนอนของตัวเองตามที่ตั้งใจไว้ แต่ความตั้งใจที่จะเปิดฟังกลับต้องพังทลายลง
เพราะเจ้าตัวเล็กทั้งสองคนเอาแต่นอนหลับกันทั้งวัน ทำเอาเธอรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย
ในที่สุดเฉินชิงจึงตัดสินใจเริ่มลงมืออ่านจดหมายที่กองพะเนินอยู่แทน
แต่เนื่องจากสภาพร่างกายของเธอในตอนนี้ยังไม่สามารถนั่งนานๆ ได้ เธอก็เลยต้องใช้วิธีนอนอ่านสลับกับนั่งอ่านไปเรื่อยๆ
พยายามคัดแยกจดหมายประเภทที่แบ่งปันความรู้หรือเทคนิคต่างๆ ออกมาเป็นกลุ่มๆ
เฮ่อหย่วนเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “คุณทำแบบนี้จะไม่เหนื่อยแย่เหรอ”
“ฉันไม่เป็นไรหรอก สบายมาก”
เฉินชิงรู้ดีว่าร่างกายของเธอยังต้องการการพักฟื้นอย่างเต็มที่ ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่มาตั้งแต่ก่อนคลอดแล้วว่า
ถ้าคนในครอบครัวสามารถพึ่งพาและช่วยเหลือเรื่องการเลี้ยงลูกได้ เธอก็จะไม่พยายามเข้าไปยุ่งเกี่ยวในส่วนนั้นมากจนเกินจำเป็น
เหตุผลข้อแรกคือ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกๆ ติดเธอมากจนเกินไปในอนาคต
ข้อที่สองคือ เธอเกรงว่าสัญชาตญาณความเป็นแม่จะพรั่งพรูออกมามากเกินควบคุม จนทำให้เธอยากที่จะกลับไปทำงานได้อย่างเต็มที่เหมือนเดิม
และเหตุผลข้อที่สามซึ่งสำคัญที่สุด เฉินชิงรู้สึกจากใจจริงว่าการคลอดลูกมันเหนื่อยสายตัวแทบขาด
ราวกับเพิ่งผ่านการผ่าตัดครั้งใหญ่มาก็ไม่ปาน และในเมื่อเธออยู่ในสถานะ "ผู้ป่วย" เธอก็ควรจะต้องพักผ่อนให้เต็มที่ที่สุด
แต่การพักผ่อนก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องนอนอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย ดังนั้นเฉินชิงจึงเลือกที่จะอ่านจดหมายเพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
หลังจากใช้เวลาอ่านจดหมายต่อเนื่องอยู่สามสี่วัน ในที่สุดเฉินชิงก็รวบรวมฉบับที่คัดแยกเสร็จเรียบร้อยไปให้หม่าอ้ายอิง
“พี่อิงคะ รบกวนพี่ช่วยติดต่อหัวหน้าเถี่ยที่แผนกช่างกลให้ทีนะคะ บอกเธอว่าฉันอยากให้เธอช่วยจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเล็กๆ ขึ้นมาสักทีมัน”
“เพื่อตรวจสอบและยืนยันว่าเนื้อหาในจดหมายเหล่านี้เป็นความจริงไหม อ้อ และที่สำคัญที่สุด สมาชิกในทีมนี้ทุกคนจะต้องผ่านการตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยนะคะ!”
“ได้จ้ะ ฉันเข้าใจแล้ว” หม่าอ้ายอิงรับจดหมายกองนั้นมาถือไว้ แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังโรงงานเสื้อผ้าทันที
พอเฉินชิงจัดการเรื่องจดหมายชุดแรกเสร็จเรียบร้อย เธอก็หันมาหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านต่อทันที เธอจำเป็นต้องติดตามนโยบายต่างๆ ของทางการให้ทันอยู่เสมอ
เพราะนี่ก็ใกล้จะสิ้นปีเต็มทีแล้ว เธอมีรายงานอีกหลายฉบับที่ต้องเขียนส่งให้กับหลายหน่วยงาน ถ้ามีเนื้อหาส่วนไหนในหนังสือพิมพ์ที่พอจะหยิบยืมมาใช้อ้างอิงได้ เธอก็จะขอยืมมาใช้เป็นแนวทางเสียหน่อย
เฮ่อหย่วนเห็นว่าภรรยาของเขาไม่ยอมทิ้งเรื่องงานแม้แต่น้อย แม้จะอยู่ในช่วงพักฟื้นหลังคลอดก็ตาม เขาก็เลยทำตามอย่างเธอบ้าง โดยเริ่มลงมือเขียนตำราเรียนชุดใหม่ของเขา
“อุแว้ อุแว้...” เสียงโยวโยวร้องไห้ดังขึ้น
เฮ่อหย่วนอุ้มลูกชายขึ้นมาแนบอกไปพลาง เขียนงานของตัวเองต่อไปพลาง
เขาเพียงแค่จัดท่าทางของลูกให้นอนนิ่งๆ บนแขน ใช้แขนซ้ายโอบประคองแผ่นหลังเล็กๆ นั้นไว้ไม่ให้ลูกตก แค่นี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว
ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมง ผิงผิงก็เริ่มส่งเสียงร้องไห้ขึ้นมาบ้าง
เฮ่อหย่วนค่อยๆ วางโยวโยวลงบนเตียงเด็กอย่างนุ่มนวล แล้วหันมาอุ้มลูกสาวขึ้นมาปลอบแทน เขายังคงก้มหน้าก้มตาเขียนงานของเขาต่อไปอย่างไม่หยุดพัก
เฉินชิง “!!!”
เขาจะทำอะไรของเขาน่ะ
เขาจะมาเลียนแบบเธอทำไมกัน
“เฮ่อหย่วน คุณต้องเลี้ยงลูกพร้อมกันตั้งสองคนนะ แถมยังต้องอดนอนตอนกลางคืนอีก ถ้าคุณยังฝืนทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ พอแก่ตัวไปคุณหัวล้านได้ง่ายๆ เลยนะ รู้ตัวไหม”
ปลายปากกาของเฮ่อหย่วนหยุดชะงักค้าง เขารีบยกมือขึ้นลูบผมของตัวเองอย่างตื่นตระหนก
แล้วหันไปส่องกระจกเพื่อสำรวจความเรียบร้อย โชคยังดีที่ตอนนี้ทุกอย่างยังคงปลอดภัยดีอยู่
“ผมก็แค่รู้สึกว่าการเลี้ยงลูกเฉยๆ มันน่าเบื่อน่ะ”
“แต่นี่คุณเลี้ยงตั้งสองคนเลยนะ”
“ผมไม่ต้องทำงานบ้านนี่นา ส่วนเวลาทำกับข้าว ก็มีเสี่ยวอวี้กับเฮ่ออวี้เสียงคอยช่วยดูลูกให้ เรื่องที่ลูกร้องไห้งอแงมันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา”
“แต่สิ่งที่ทำให้ผมแทบสติแตกที่สุดจริงๆ ก็คือ... กองผ้าอ้อมที่สูงจนแทบจะท่วมหัวนั่นต่างหาก...”
ใช่แล้ว เรื่องการซักผ้าอ้อมนี่แหละ
คือสิ่งที่ทำให้เฮ่อหย่วนอยากจะบ้าตายที่สุด!!
เพราะว่าเด็กทารกในช่วงเดือนแรกนั้นมักจะฉี่บ่อยมากเป็นพิเศษ พอฉี่ปุ๊บก็ต้องรีบเปลี่ยน พอเปลี่ยนเสร็จก็ต้องรีบเอาไปซักทันที!
และทุกครั้งที่เขาก้มหน้าก้มตาซักผ้าอ้อมกองโต เขาก็จะอดคิดไม่ได้ว่า แม้แต่ในช่วงเวลาที่ชีวิตตกต่ำลำบากที่สุดของเขาที่ผ่านมา ก็ยังไม่เคยรู้สึกว่ามันย่ำแย่เท่านี้มาก่อนเลย
[จบบท]