บทที่ 569: รถคันงามของเฉินชิง
วันส่งท้ายปีเก่ากำลังคืบคลานเข้ามาแล้ว เช่นเดียวกับวันหยุดยาวที่ทุกคนรอคอย ในช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นชวนให้หัวใจพองโตขนาดนี้
สหายเฉินชิงกลับกำลังจดจ่ออยู่กับภารกิจที่สำคัญที่สุดในชีวิต ด้วยสมาธิแน่วแน่และทัศนคติอันเคร่งขรึม... นั่นคือการวาดรูปรถของเธอ!!!
ในวินาทีที่เฉินชิงเห็นรถคันงามขับเข้ามาจอดเทียบในโรงงาน หัวใจของเธอก็พองฟูจนอยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ ให้สมกับความดีใจ แต่เธอก็ต้องกัดฟันข่มความรู้สึกนั้นไว้ เธอต้องรักษามาดผู้บริหาร ต้องคงไว้ซึ่งภาพลักษณ์อันสง่างามของผู้จัดการโรงงาน!
และในที่สุด เธอก็ได้มีเวลาอยู่กับตัวเองตามลำพังเสียที
ตลอดเวลาที่เฉินชิงกำลังบรรจงวาดภาพรถคันงามอย่างจริงจัง เธอก็ต้องคอยระแวดระวัง หากมีเสียงลูกน้องเคาะประตูเมื่อใด
เธอก็จะรีบซ่อนภาพนั้นไว้ใต้โต๊ะทันควัน พอพวกเขาเดินพ้นประตูไป เธอก็รีบหยิบมันขึ้นมาวาดต่อ พฤติกรรมลับๆ ล่อๆ ที่ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ นี้ ช่างไม่ต่างอะไรกับพวกโจรย่องเบาเลยสักนิด
จนกระทั่งบ่ายคล้อย ผลงานชิ้นโบแดง ‘รถสุดที่รักของเฉินชิง’ ก็เสร็จสมบูรณ์ เธอมองมันด้วยความภาคภูมิใจและตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องนำภาพนี้ไปเข้ากรอบอย่างดีที่สุด
มันช่างงดงามอะไรเช่นนี้
เส้นสายของรถสุดที่รักคันนี้ช่างพลิ้วไหวและไหลลื่นอย่างหาที่ติไม่ได้
เฉินชิงนั่งเท้าคางชื่นชมผลงานของตัวเองอย่างเงียบๆ ประหนึ่งกำลังจ้องมองบุคคลที่งดงามที่สุดในปฐพี
ก็ช่วยไม่ได้จริงๆ ในสายตาของเธอ รถคันนี้คือที่สุด!
และเธอก็ไม่อนุญาตให้ใครหน้าไหนมาสงสัยในความจริงข้อนี้ด้วย!
เธอจ้องมองภาพวาดนั้นด้วยความหลงใหลอย่างที่สุด จนกระทั่งถึงเวลาเลิกงาน
จางเยว่จิ้น คนขับรถของเธอ เอ่ยถามขึ้นอย่างนอบน้อม “ผู้จัดการโรงงานครับ ให้ผมไปส่งที่บ้านไหมครับ”
เฉินชิงทำทีเป็นเกรงใจ “เอ... พวกเราไปเปลืองทรัพยากรของรัฐแบบนั้น มันจะไม่ค่อยดีมั้งคะ”
จางเยว่จิ้นรีบฉีกยิ้มกว้าง “ไม่เป็นไรเลยครับผู้จัดการโรงงาน พอดีผมต้องขับรถไปที่สถานีขนส่งเพื่อเติมน้ำมันอยู่แล้ว ถือว่าทางเดียวกันพอดีเป๊ะเลยครับ”
เฉินชิงส่งสายตาว่า ‘นายมันช่างรู้ความ’ ไปให้ “ถ้าอย่างนั้น ก็คงต้องรบกวนคุณแล้วล่ะค่ะ”
จางเยว่จิ้นรีบตอบรับ “ไม่รบกวนเลยครับผม”
พอได้ขึ้นรถ อารมณ์ของเฉินชิงก็เบิกบานขึ้นมาในบัดดล เธอมองจางเยว่จิ้นวันนี้แล้วรู้สึกว่าเขาดูดีเป็นพิเศษ จึงเริ่มชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ “ว่าแต่... ภรรยาของคุณทำงานอะไรเหรอคะ”
จางเยว่จิ้นตอบอย่างสุภาพ “ส่วนใหญ่เธอก็อยู่บ้านเลี้ยงลูกน่ะครับ ภรรยาผมน่ะเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยชอบออกไปสุงสิงกับใครเท่าไหร่”
เฉินชิง “อ้อ เธอชอบอ่านหนังสือเหรอคะ”
“ก็ประมาณนั้นครับ เธอชอบอ่านพวกหนังสือปกแดงอะไรพวกนี้ เธอบอกว่าอุดมการณ์ทางการเมืองของเธอน่ะสูงส่งมาก” จางเยว่จิ้นอธิบายเสริมภาพลักษณ์ให้ภรรยา
เฉินชิงพยักหน้าเข้าใจ “ก็ดีนะคะ คนเรามีศรัทธาในอะไรสักอย่าง ถือเป็นคนที่มีความสุขที่สุดแล้วล่ะ”
จางเยว่จิ้นยิ้มรับ “นั่นสินะครับ”
เฉินชิงนึกขึ้นได้จึงพูดต่อ “อ้อ แต่คุณลองถามเธอดูได้นะคะ ว่าอยากอ่านหนังสือการ์ตูนเล่มเล็กบ้างหรือเปล่า พอดีที่บ้านฉันมีเก็บไว้เยอะเลย”
จางเยว่จิ้นถึงกับชะงักไปเล็กน้อยกับข้อเสนอที่แปลกประหลาดนี้ แต่ก็ยังยิ้มสู้ “อ่า... ครับ เดี๋ยวผมจะลองกลับไปถามภรรยาดูนะครับ”
“อื้ม ดีค่ะ”
เฉินชิงหันกลับไปมองนอกหน้าต่าง เฝ้ามองปฏิกิริยาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา เมื่อเห็นแววตาตื่นตะลึงและเสียงฮือฮาที่พวกเขามีต่อรถสุดที่รักของเธอ ความรู้สึกอิ่มเอมใจก็พวยพุ่งขึ้นมาจนแทบจะล้นอก
พอรถแล่นมาจอดเทียบที่ปากซอย บรรดาคุณลุงคุณป้าขาประจำที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีก็พากันหันมามองเป็นตาเดียว
เฉินชิงในตอนนั้นอยากจะสวมวิญญาณนางเอกละครก้าวลงจากรถด้วยท่าทางอ่อนช้อยดัดจริตให้สมฐานะเสียเหลือเกิน
ทว่าในความเป็นจริงเธอกลับไม่สามารถเค้นการแสดงใดๆ ออกมาได้เลย สุดท้ายจึงทำได้แค่รีบเปิดประตูลงจากรถไปอย่างรวดเร็ว
“ว้าย ตายแล้ว! เสี่ยวชิง!”
“รถคันนี้มันช่างโก้หรูอะไรอย่างนี้”
“ว่าแต่... เสี่ยวชิง ผู้นำคนไหนมาส่งเธอเหรอ”
เมื่อได้ยินคำถาม จางเยว่จิ้นก็รีบลงจากรถมาตอบแทนเจ้านายอย่างรู้งานทันที “สวัสดีครับคุณลุงคุณป้า นี่คือรถของผู้จัดการโรงงานของเราเองครับ เป็นรถหลวงของโรงงานเสื้อผ้าเราน่ะครับ”
“อะไรนะ! รถของเสี่ยวชิงเหรอ!”
“แม่เจ้าโว้ย! นี่เธอได้เป็นผู้นำระดับสูงจริงๆ แล้วสินะเนี่ย ถึงขนาดมีรถส่วนตัวใช้แล้ว”
แม่เฒ่าฉินเป็นคนเปิดประเด็น “โอ้โห รถคันนี้ดูใหม่เอี่ยมอ่องจังเลยนะเสี่ยวชิง นั่งสบายไหมล่ะ”
เฉินชิงตอบแบบถ่อมตัว “ก็พอไหวค่ะ แต่ข้างในมันอึดอัดไปหน่อย”
ชาวบ้าน “…”
แหม ให้มันได้อย่างนี้สิ!
เฉินชิงแอบยิ้มมุมปาก “งั้น... ฉันขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะ”
“จ้าๆๆ กลับไปเถอะ”
ทุกคนต่างโบกมือไล่
มองแม่คนนี้แล้วมันช่างน่าเหม็นเขี้ยวเสียจริงๆ!
เฉินชิงเดินเชิดอกกลับเข้าบ้านอย่างสง่างาม
เธอเพิ่งตระหนักได้ว่าที่ผ่านมาตัวเองมองโลกแคบไปหน่อย แม้ว่าจะมีข่าวคราวเกี่ยวกับตัวเธอมากมาย แต่เธอกลับมองว่ามันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของงาน ไม่เคยคิดเลยว่าความชื่นชมที่คนอื่นมีให้ จะกลายเป็นแต้มต่อสำคัญในชีวิตของเธอได้
แต่พอเป็นเรื่องจับต้องได้อย่างเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น โบนัสก้อนโต ห้องทำงานส่วนตัว หรือรถยนต์คันโก้... ของพวกนี้กลับทำให้เธอดีใจจนแทบจะลอยได้
เมื่อกี้ตอนที่ถูกถามว่านั่งสบายไหม บอกตามตรงว่าเธอเกือบจะหลุดหัวเราะก๊ากออกมาแล้วตอบไปว่า
“ฮ่าฮ่าฮ่า… รถสุดที่รักของฉันน่ะ นั่งสบายที่สุดในสามโลกเลยล่ะ!”
แต่โชคดีที่สติสัมปชัญญะของเธอยังทำงานได้ดี เธอจึงสามารถสะกดกลั้นความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะอวดอ้างคุณงามความดีของรถคันนี้เอาไว้ได้ทัน
พอมาถึงบ้าน เธอก็กวาดตามองคนในบ้านด้วยสายตาผิดหวัง “เมื่อกี้ทำไมพวกเธอไม่ออกไปยืนรอน้าที่ปากซอยกันเลยหา!”
ถ้าพวกเขาออกไปรอ
ก็จะได้เห็นรถสุดที่รักของเธอจอดเทียบท่าอย่างสง่างามแล้ว
เจ้าหนูโยวโยวที่นอนเล่นอยู่ ชูมือเล็กๆ ขึ้นฟ้า ทำท่ากำแบไปมา
เฉินชิงรีบปรี่เข้าไปอุ้มเขาขึ้นมาฟัดทันที “สหายเฉินจือ! นี่ลูกรู้ด้วยใช่ไหม ว่าแม่เฒ่าคนนี้ของลูกน่ะ มีรถเป็นของตัวเองแล้ว!”
เจ้าหนูโหยวโยวกระพริบตาปริบๆ เขาแค่หิวต่างหาก…
แต่เฉินชิงก็ไม่สนใจ เธอตั้งใจจะอวดเต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อเห็นสีหน้างงๆ ของคนในบ้าน เธอก็ยิ่งต้องขยายความให้มันยิ่งใหญ่ “ฉันหวังว่าทุกคนจะให้เกียรติทำความรู้จักกับฉันใหม่อีกครั้งนะ ต่อไปนี้ ฉันคือหนึ่งในชนชั้นที่มีรถขับ ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ... เฉินชิง!”
เมื่อเห็นว่าทั้งสามหน่อ (เฮ่อหย่วน เสี่ยวอวี้ และเฮ่ออวี้เสียง) ยังคงนิ่งเฉย เฉินชิงก็ถึงกับจิ๊ปากอย่างขัดใจ ก่อนจะสั่งการ “ปรบมือสิ รออะไรกันอยู่ ขอเสียงปรบมือดังๆ ให้ฉันหน่อย ขอบคุณล่วงหน้า”
เสี่ยวอวี้รีบปรบมือแปะๆ ตามคำสั่งอย่างว่าง่าย
เฮ่อหย่วนยิ้มจนตาหยี เขาก็ปรบมือตามไปด้วย “ขอแสดงความยินดีกับผู้จัดการโรงงานเฉินด้วยนะครับ ที่ได้เลื่อนขั้นเป็นหนึ่งในชนชั้นที่มีรถขับแล้ว”
เฉินชิงชี้ไปที่เขา “สหายเฮ่อหย่วน นี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้ฉันรักคุณเข้าแล้วเต็มเปา”
เฮ่ออวี้เสียงเป็นคนแรกที่ทนไม่ไหว “น้าครับ ผมน้าฟูอย่างกับสิงโตแล้วนั่น”
“หือ ว่าไงนะ”
เฉินชิงยังตามไม่ทัน
เสี่ยวอวี้ต้องช่วยชี้ไปที่ผมของน้าสาว “คุณน้า ผมน้าชี้ฟูหมดเลยค่ะ”
เฉินชิงรีบยัดลูกชายใส่มือเฮ่อหย่วน แล้วถลันไปส่องกระจกทันที เมื่อเห็นสภาพหัวตัวเองที่ฟูฟ่องเหมือนดอกทานตะวันบานแฉ่ง เธอก็ถึงกับก้มหน้าลงอย่างจนปัญญา
เสียงหัวเราะดังลั่นมาจากด้านนอก “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า…”
เฉินชิงทุบโต๊ะด้วยความเจ็บใจ ให้ตายสิ มันน่าอายชะมัด!
นี่มันคือช่วงเวลาแห่งชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเธอเลยนะ!
เธอยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเอง ตัดสินใจแล้วว่ารถคันนี้ถือเป็นแค่การซ้อมใหญ่เท่านั้น เธอกจะรอ... รอให้ถึงยุคปฏิรูปและเปิดประเทศเมื่อไหร่ เธอจะซื้อรถเป็นของตัวเองให้จงได้! คราวนี้เธอจะกลับมาเดินอวดอย่างสง่างามอีกครั้ง และที่สำคัญ เธอจะมัดรวบผมให้ตึงเปรี๊ยะเลยคอยดู!
เฉินชิงสูดหายใจลึกๆ ปรับอารมณ์ให้คงที่ แล้วเดินออกมาจ้องเฮ่อหย่วนเขม็ง “คุณนี่มันพึ่งพาอะไรไม่ได้เลยสักนิดเดียว”
เฮ่อหย่วนทำหน้าเหมือนถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม “อ้าว ผมก็ให้ความร่วมมือกับคุณเต็มที่แล้วนะ”
“พอเลยคุณ! คุณตั้งใจจะยืนดูฉันขายหน้าต่อหน้าประชาชีชัดๆ” เฉินชิงรู้สึกหัวใจสลาย เธอชิงตัวลูกชายกลับมาอุ้มแล้วเดินสะบัดกลับเข้าห้องไป
เธอจัดการป้อนนมให้เจ้าตัวเล็กทั้งสองจนอิ่มหนำสำราญ จากนั้นก็หอมแก้มยุ้ยๆ ของเจ้าก้อนแป้งทั้งสองฟอดใหญ่
เจ้าตัวเล็กวัยสองเดือนคู่นี้ช่างน่ารักน่าชัง ดวงตาของพวกเขาเหมือนลูกองุ่นดำเม็ดโต ทั้งกลม ทั้งใสแป๋วเป็นประกาย แถมแก้มก็นุ่มนิ่มน่าฟัดที่สุด
เฉินชิงมักจะอดใจไม่ไหวเผลอ "กัด" แก้มลูกอยู่บ่อยๆ “ผิงผิงจ๋า แม่ป้อนนมให้ลูกอิ่มแล้ว งั้นแม่ขอกัดแก้มหนูหนึ่งทีเป็นการตอบแทนได้ไหมจ๊ะ”
ผิงผิงที่กำลังเพลิดเพลินกับการดูดนิ้วตัวเองอยู่
เธอเตะขาไปมาเบาๆ สองสามที
ดวงตาคู่นั้นทั้งกลมโตและสว่างไสว ลูกตาดำที่กลอกไปมานั้นเกือบจะเต็มพื้นที่ตาขาวอยู่แล้ว ช่างน่ารักน่าเอ็นดูจริงๆ
เฉินชิงแกล้งก้มลงไป "งับ" แก้มเบาๆ หนึ่งที เจ้าหนูผิงผิงที่อิ่มท้องแล้วก็อารมณ์ดี ยอมให้แม่เล่นด้วยแต่โดยดี พอเห็นแม่ยิ้มให้ เธอก็ยิ้มตอบจนตาหยีเป็นพระจันทร์เสี้ยว ร่างกายเล็กๆ นั้นบิดไปมาด้วยความสุข
“โอ๊ย สหายผิงผิงตัวน้อย หนูนี่มันน่ารักเกินไปแล้วจริงๆ แม่ขอให้รางวัลเป็นจ๊วบเหม่งหนึ่งทีนะ”
ส่วนโยวโยวที่ได้กินนมไปก่อนแล้ว ตอนนี้ก็หลับปุ๋ยไปเรียบร้อย แต่ในขณะที่หลับ เขากลับได้ยินเสียงหัวเราะของแม่ เขาจึงเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว มุมปากเล็กๆ นั้นยกสูงขึ้น เผยให้เห็นเหงือกสีชมพูที่ยังไร้ฟัน ใบหน้าของเขาก็ดูสว่างไสวขึ้นมาทันที
เฉินชิงที่กำลังอุ้มผิงผิงอยู่หันมาเห็นพอดี หัวใจเธอก็พลันอ่อนยวบ เธอเอื้อมมือไปหยิกแก้มยุ้ยๆ นั้นเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว แต่ในขณะที่กำลังจะหันหลังเดินจากไป เธอก็เหลือบไปเห็นว่าเจ้าลูกชายตัวดีพลิกตัวอีกรอบ ก่อนจะเอาหัวแม่โป้งยัดเข้าปากไปอย่างสบายอารมณ์
คิ้วของเฉินชิงขมวดเข้าหากันทันที
เธอรีบดึงนิ้วนั้นออกมา
ผลคือ... โยวโยวแผดเสียงร้องไห้ออกมาทันที
เฮ่อหย่วนที่ได้ยินเสียงร้องไห้จึงเดินเข้ามาในห้อง เขาตรงไปที่เตียงเล็กทันทีแล้วค่อยๆ ตบหลังลูกชายเบาๆ เพื่อปลอบโยน
เฉินชิงหันไปถามเฮ่อหย่วน “ทำไมลูกแฝดของเราถึงชอบดูดนิ้วกันนักนะ นี่เราจะทำยังไงกันดีล่ะเนี่ย”
“ผมไปถามคนอื่นมาแล้วล่ะ เขาบอกว่าถ้าเด็กอายุต่ำกว่าหกเดือนดูดนิ้วก็ไม่ต้องไปห้ามเขาหรอก”
“แต่ปัญหาคือห้ามดูดแค่หัวแม่โป้งนิ้วเดียว ผิงผิงน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่น้องชายของเขานี่สิ วันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่ดูดหัวแม่โป้ง” ก่อนหน้านี้เฮ่อหย่วนก็เคยลองดึงออกแล้ว แต่ลูกชายก็ร้องไห้บ้านแตกทุกที
เฉินชิง “แล้วเราควรจะจัดการเรื่องนี้ยังไงดี”
เฮ่อหย่วนถอนหายใจ “ก็คงต้องคอยเช็ดมือให้เขาบ่อยๆ ล่ะมั้ง ที่เขากังวลกันเรื่องการดูดหัวแม่โป้งก็เพราะกลัวว่าโตขึ้นแล้วจะเลิกนิสัยนี้ไม่ได้”
“แต่ผมก็ได้ยินมาอีกว่า พออายุครบหนึ่งขวบส่วนใหญ่ก็จะเลิกไปเอง เราอย่าเพิ่งกังวลไปเลยนะ ไว้รอดูจนกว่านิ้วของเขาจะแดงก่ำนั่นแหละ เราค่อยมาจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังกันอีกที”
[จบบท]