บทที่ 58: พิธีกรจำเป็น
"กลับไปสรุปงานกันเถอะ"
เมื่อทั้งสองกลับมาถึงห้องทำงาน บรรยากาศก็เริ่มเงียบสงบลง เป็นสัญญาณว่าเวลาเลิกงานใกล้เข้ามาทุกขณะ เฉินชิงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างไร้เรี่ยวแรง เมื่อไม่มีอะไรให้ทำ เธอก็ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปเรื่อยเปื่อย
แต่แล้วราวกับหัวหน้าหลิวจับเวลาไว้ไม่มีผิดเพี้ยน เสียงฝีเท้าของเขาก็ดังขึ้นหน้าประตู ก่อนที่ร่างของชายวัยกลางคนจะปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับภารกิจใหม่
"อีกไม่นานจะมีนักวิจัยกลุ่มใหม่ย้ายเข้ามา คุณช่วยไปสำรวจบ้านพักสไตล์ตะวันตกหน่อยว่ายังเหลือว่างอยู่กี่หลัง เราจะได้จัดเตรียมให้พวกเขาถูก วันนี้คงไม่ทันแล้ว เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ค่อยไปจัดการเรื่องนี้ก็แล้วกัน”
“แล้วก็...ฝากช่วยแวะไปดูเวทีสำหรับการแข่งขันประลองยุทธ์ด้วยนะ ถ้าเห็นว่าตรงไหนมันขัดหูขัดตา ก็สั่งให้พวกเขาแก้ไขได้เลย บอกตามตรงว่าที่ทำอยู่ตอนนี้มันดูไม่ได้เลยจริงๆ"
"นี่ฉันต้องรับบทนางร้ายอีกแล้วเหรอคะ" เฉินชิงโอดครวญพลางชี้ไปยังเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่เริ่มเก็บของเตรียมตัวกลับบ้าน
"หัวหน้าหลิวคะ ช่วงนี้หัวหน้าใช้งานฉันหนักไปหรือเปล่าคะ ดูสิคะ คนอื่นยังว่างอยู่เลย"
"ก็เพราะเธอเก่งไง คนเก่งก็ต้องทำงานเยอะเป็นธรรมดา"
"แต่ฉันไม่เก่งสักหน่อย ฉันมันคนไร้ค่าค่ะ" เฉินชิงแกล้งทำเป็นหมดอาลัยตายอยาก ฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างน่าเอ็นดู
ความจริงแล้วหัวหน้าหลิวก็ไม่ได้อยากจะรบกวนเธอ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าช่วงที่ผ่านมาผลงานของเฉินชิงนั้นโดดเด่นจนเข้าตา ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานเลี้ยงต้อนรับที่ราบรื่นไร้ที่ติ
การสะสางภารกิจสุดหินของคณะกรรมการปฏิวัติ หรือแม้แต่การเจรจาต่อรองกับเหล่าผู้บริหารระดับสูงอย่างผู้จัดการโรงงาน เธอก็สามารถรับมือได้อย่างชาญฉลาดและมีชั้นเชิง
จนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่เขาจะนึกถึงเธอเป็นคนแรกเมื่อมีงานสำคัญเข้ามา
"เอาล่ะๆ ถ้างั้นเรื่องบ้านพักของนักวิจัยไม่ต้องไปยุ่งแล้ว เธอไปช่วยดูเรื่องเวทีอย่างเดียวก็พอ"
"แล้วฉันลงแข่งด้วยได้ไหมคะ" เฉินชิงรีบยกมือขึ้นถาม ดวงตาเป็นประกาย
โรงงานเครื่องจักรแห่งนี้เป็นโรงงานขนาดมหึมาที่มีพนักงานเรือนหมื่นชีวิต ภายใต้การบริหารงานของผู้จัดการเสิ่นผู้บ้างาน ผลประกอบการจึงพุ่งสูงขึ้นทุกปี
ส่งผลให้สวัสดิการของพนักงานดีเยี่ยมตามไปด้วย โดยเฉพาะการแข่งขันประลองยุทธ์ครั้งนี้ ที่มีรางวัลใหญ่เป็นจักรยานหนึ่งคันแขวนไว้เป็นเดิมพัน
มุมปากของหัวหน้าหลิวกระตุกเล็กน้อยกับคำถามของเธอ "เธอไปเป็นพิธีกรดีกว่านะ"
"แล้วเป็นพิธีกรจะได้อะไรตอบแทนบ้างล่ะคะ" เฉินชิงถามกลับอย่างไม่กระตือรือร้นนัก
หัวหน้าหลิวเองก็ไม่แน่ใจนักว่าตำแหน่งพิธีกรมีรางวัลอะไรเป็นพิเศษ ปกติแล้วหน้าที่แบบนี้ถือเป็นเกียรติยศที่ทุกคนในโรงงานต่างใฝ่ฝันถึง
แค่ใบประกาศเกียรติคุณก็ทำให้คนงานดีใจจนนอนไม่หลับไปหลายคืนแล้ว แต่ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้จะใช้กับเฉินชิงไม่ได้ผลเลย
ทว่าในใจของเขากลับมองว่าเฉินชิงคือคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้ที่สุด ด้วยหน้าตาที่สะสวย วาจาที่ฉะฉาน และน้ำเสียงที่ไพเราะน่าฟังยิ่งกว่าผู้ประกาศข่าวของโรงงานเสียอีก เพื่อโน้มน้าวใจหญิงสาว เขาจึงรีบเปิดดูรายละเอียดของรางวัลสำหรับพิธีกร
"ผู้จัดการโรงงานกับท่านเลขาธิการพรรคจะมอบใบประกาศเกียรติคุณให้ด้วยตัวเองเลยนะ"
เฉินชิงหาวหวอด ก่อนจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะอีกครั้ง ทำท่าเหมือนจะหลับไปเสียให้ได้
ขมับของหัวหน้าหลิวเต้นตุบๆ เขาจึงรีบยื่นข้อเสนอสุดท้าย "แล้วก็...มีตั๋วอุตสาหกรรมสำหรับซื้อพัดลมหนึ่งใบด้วย"
"จริงเหรอคะ" เพียงเท่านั้น เฉินชิงก็เด้งตัวขึ้นมา ดวงตาที่เคยปรือปรอยกลับเบิกกว้างเป็นประกาย
ภาพเด็กน้อยทั้งสองที่นอนหลับไม่สนิทเพราะอากาศร้อนผุดขึ้นมาในหัว ถ้าหากที่บ้านมีพัดลมสักตัว พวกเขาคงจะมีความสุขและนอนหลับสบายกว่านี้ แม้ว่าตอนนี้เธอจะยังไม่มีเงินพอที่จะซื้อมันได้ แต่การมีตั๋วเตรียมไว้ก่อนก็ย่อมดีกว่า
"ฉันจะหลอกเธอไปทำไมกัน ตำแหน่งพิธีกรน่ะ ปกติแล้วต้องผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้นเลยนะ แต่นี่เพราะเราอยู่ในคณะกรรมการโรงงาน ถึงได้มีสิทธิ์พิเศษในการแต่งตั้งคนได้โดยตรง ไม่อย่างนั้นโอกาสดีๆ แบบนี้ไม่มีทางหลุดมาถึงเธอหรอก"
"โธ่ หัวหน้าหลิวคะ ฉันรู้ดีว่าหัวหน้าเอ็นดูฉันที่สุดแล้วค่ะ ในใจฉันยกให้หัวหน้าเป็นคนที่น่าเคารพที่สุดเสมอมาเลยนะคะ หัวหน้าสั่งให้ไปทางไหน ฉันก็พร้อมจะไปทางนั้นอย่างไม่มีเงื่อนไข ฉันจะเป็นผู้ช่วยมือขวาที่รู้ใจหัวหน้าที่สุดเลยค่ะ วางใจได้เลยนะคะ ฉันจะรีบไปดูความเรียบร้อยของเวทีให้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ"
สิ้นคำพูดนั้น เฉินชิงก็รีบวิ่งออกจากห้องทำงานไปอย่างกระตือรือร้น ทิ้งให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ได้แต่อ้าปากค้างกับความสามารถในการพลิกสถานการณ์ของเธอ
มีวาทศิลป์ที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ ต่อให้เจออุปสรรคแค่ไหน เฉินชิงก็คงเอาตัวรอดไปได้เสมอ
หัวหน้าหลิวส่ายหน้าอย่างระอาปนขบขัน
เด็กคนนี้นี่...สงสัยจะตกอยู่ในห้วงแห่งความโลภไปเสียแล้ว
ย่างเข้าสู่ต้นเดือนกรกฎาคม เหลือเวลาอีกเพียงยี่สิบกว่าวันก็จะถึงวันสถาปนากองทัพ 1 สิงหาคม แต่ขั้นตอนการคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันประลองยุทธ์นั้นต้องเริ่มต้นตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ได้สุดยอดฝีมือมาแสดงในวันหยุดพักร้อนของโรงงาน
เวทีประลองถูกสร้างขึ้นชั่วคราวบริเวณลานปราศรัย มีการปูเบาะรองอย่างหนาแน่นเพื่อความปลอดภัย และประดับประดาด้วยของตกแต่งที่ปลุกเร้าจิตวิญญาณนักสู้และปลูกฝังความรักชาติไปพร้อมกัน
การปรากฏตัวของเฉินชิงทำให้หลิวฉี่หรง ชายผู้รับผิดชอบการก่อสร้างเวที ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ เขาเป็นคนคุมงานนี้อยู่แท้ๆ แล้วหญิงสาวคนนี้มายุ่งอะไรด้วย "เจ้าหน้าที่เฉิน คุณมาที่นี่ทำไม"
"แวะมาดูหน่อยค่ะ เห็นว่าพวกคุณทำงานกันแข็งขันดีจังเลยนะคะ" เฉินชิงส่งยิ้มหวานให้
เมื่อเจอรอยยิ้มพิมพ์ใจเข้าไป ความหงุดหงิดของหลิวฉี่หรงก็ลดลง เขาเช็ดเหงื่อที่หน้าผากแล้วตอบกลับ
"แน่นอนสิครับ พวกเราทุ่มเทกันเต็มที่ตั้งแต่เช้าจรดค่ำก็เพื่อเวทีนี้โดยเฉพาะ ทุกอย่างก็ทำตามแบบแผนเดิมที่เคยทำมาทุกปี แต่ดูเหมือนว่าหัวหน้าหลิวจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ใช่ไหมครับ"
"โอ๊ย จะเป็นไปได้ยังไงกันคะ ถ้าหัวหน้าไม่พอใจจริงๆ เขาจะเสียเวลาส่งฉันมาดูทำไมล่ะคะ จริงไหม" เฉินชิงย้อนถามพร้อมกับเลิกคิ้วอย่างมีเลศนัย
ใบหน้ากร้านแดดของหลิวฉี่หรงเผยรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว "ฮ่าๆๆๆ"
แต่แล้วเสียงหัวเราะของเขาก็ขาดห้วงไปดื้อๆ เมื่อตระหนักได้ถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของเธอ "เอ่อ...เจ้าหน้าที่เฉิน ผมไม่ได้ตั้งใจจะหัวเราะเยาะคุณนะครับ"
"ช่างเถอะค่ะ คุณทำงานของคุณต่อไปเถอะ ฉันขอไปหาที่ร่มๆ พักก่อนก็แล้วกัน" เฉินชิงแสร้งทำเป็นงอนแล้วเดินจากไป
หลิวฉี่หรงรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ เขารีบเดินตามไปขอโทษ "เจ้าหน้าที่เฉินครับ ถ้าคุณมีความคิดเห็นอะไรดีๆ ก็เสนอแนะได้เลยนะครับ พวกเราทุกคนทำงานเพื่อโรงงานเหมือนกัน ก็อยากให้งานออกมาดีที่สุด"
"ฉันไม่ใช่กุนซือเทวดาอย่างขงเบ้งเสียหน่อย ที่จะสามารถคิดแผนการดีๆ ออกมาได้ทันทีที่มาถึงน่ะ รอให้ฉันใช้เวลาคิดสักหน่อยเถอะ"
ยังเหลือเวลาอีกตั้งสองสัปดาห์กว่าจะถึงวันคัดเลือกตัวจริง เธอมีเวลาอู้งานได้สบายๆ อย่างน้อยก็หนึ่งสัปดาห์เต็ม
หลิวฉี่หรงเห็นว่าเธอเอาแต่นั่งพักและไม่มีทีท่าว่าจะเข้ามาก้าวก่ายงานของเขา ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา เขาสรุปเอาเองว่าหัวหน้าหลิวคงถูกผู้บริหารระดับสูงกดดันมา เลยต้องส่งคนมาตรวจดูพอเป็นพิธี เพื่อที่จะได้มีคำตอบไปรายงานเบื้องบนได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็เลิกสนใจเธอและหันกลับไปสั่งงานลูกน้องต่อ
ณ ชั้นบนของอาคารสำนักงาน หัวหน้าหลิวกำหมัดแน่นด้วยความโกรธจนมือสั่นระริก เขาน่าจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเฉินชิงไว้ใจไม่ได้
ขณะเดียวกัน ผู้จัดการเสิ่นที่กำลังเดินออกมาสูดอากาศที่ระเบียง ก็มองเห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมดได้อย่างชัดเจน เขายิ้มออกมาเมื่อเห็นเฉินชิงกำลังนั่งพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์อยู่ใต้ร่มไม้
"ดูเธอสิ สบายใจดีจริงๆ"
ผู้ช่วยที่เดินตามมาไม่ได้ออกความเห็นใดๆ
ผู้จัดการเสิ่นยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเห็นเฮ่อหย่วนเดินตรงเข้าไปหาเฉินชิง เขาจึงเปลี่ยนใจจากที่คิดจะลงไปทักทาย แล้วถอยกลับเข้ามาด้านในเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ทั้งสองคนเห็น
ผู้ช่วยมองตามอย่างไม่เข้าใจ
"เรามาพักผ่อนสายตากันสักหน่อยดีกว่า" ผู้จัดการเสิ่นดึงแขนผู้ช่วยของเขาให้ถอยกลับมาด้วยกัน
การได้มองดูหนุ่มหล่อสาวสวยอยู่ด้วยกัน ช่างเป็นภาพที่เจริญหูเจริญตาและทำให้จิตใจเบิกบานได้ดีจริงๆ
ใต้ร่มไม้ที่เย็นสบายด้านล่าง
เฮ่อหย่วนยื่นใบเสร็จให้เฉินชิง "ค่าเปลี่ยนยางรถไม่ต้องจ่ายครับ แต่ผมต้องขับรถไปที่หมู่บ้านเซี่ยสุ่ยเอง เลยมีค่าน้ำมันเกิดขึ้นทั้งหมดแปดหยวน"
"ตกลงค่ะ" เฉินชิงรับใบเสร็จมาเก็บไว้
"เดี๋ยวหลังเลิกงาน ฉันจะเอาร่างต้นฉบับกับเงินไปให้คุณนะคะ"
"ครับ"
เฮ่อหย่วนตอบรับสั้นๆ แล้วทำท่าจะเดินจากไป แต่เมื่อเห็นเธอนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อย่างไม่ทุกข์ร้อน เขาก็อดถามไม่ได้ "ทำแบบนี้...จะไม่ดูไม่ดีเหรอครับ"
"แล้วมีใครว่าอะไรฉันหรือยังคะ" เฉินชิงตวัดสายตาขึ้นมอง
"ยังไม่มีครับ"
"งั้นก็ไม่มีปัญหา" เธอก้มหน้าลงอ่านหนังสือพิมพ์ต่ออย่างไม่ใส่ใจ ในเมื่ออีกไม่นานจะต้องรับหน้าที่พิธีกร การเตรียมความพร้อมด้วยการอ่านข่าวสารและฝึกฝนการพูดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
เฮ่อหย่วนเห็นว่าเธอจมดิ่งอยู่กับโลกของตัวเองแล้ว จึงตั้งใจจะกลับไปรายงานผลภารกิจ แต่หลังจากเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เท้าของเขาก็หยุดชะงักและหันกลับไปมองภาพตรงหน้าอีกครั้งอย่างไม่รู้ตัว
แสงแดดอ่อนๆ ที่ส่องลอดผ่านกลุ่มใบของต้นหวยลงมากระทบเป็นจุดๆ บนเสื้อทำงานสีน้ำเงินของเธอ สร้างลวดลายของแสงและเงาที่ขยับไหวไปมา
หนังสือพิมพ์แผ่นใหญ่บดบังใบหน้าของเธอไปเกือบครึ่ง เผยให้เห็นเพียงแพขนตาหนางอนงามที่ขยับไหวเบาๆ ทุกครั้งที่เปลือกตากะพริบ เสียงใสที่กำลังอ่านทวนข้อความในหนังสือพิมพ์แว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ ทำเอาใบหูของเฮ่อหย่วนร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
ในใจพลันรู้สึกเหมือนมีขนนกมาปัดป่ายให้ยุบยิบ และในชั่วขณะนั้นเอง ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางตลอดสองวันที่ผ่านมาก็พลันมลายหายไปสิ้น
[จบบท]