บทที่ 60: พ่อของอ่ายเจี่ยวหู่ผู้น่าสงสาร
เสียงแหลมบาดหูของหลี่เหอฮวาดังทะลุความเงียบสงบยามบ่ายของบ้านพักรวม หล่อนยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าประตูบ้านของเฉินชิง ปากก็สาธยายความอัดอั้นตันใจออกมาเป็นชุด
“ไม่รู้ว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใครกันนะ ใจคอโหดเหี้ยมอำมหิต ทารุณกรรมลูกในไส้ของตัวเองยังไม่หนำซ้ำ ยังจะมีหน้ามารังแกลูกชาวบ้านเขาอีก คิดว่าตัวเองหน้าตาสวยสะหน่อยแล้วผู้ชายทั้งโลกจะต้องคุกเข่าสยบแทบเท้าหรือไง”
ภายในห้อง เฉินชิงกำลังนั่งปะชุนเสื้อผ้าอย่างสบายอารมณ์ เสียงด่าทอจากด้านนอกไม่ได้ทำให้สมาธิของเธอไขว้เขวแม้แต่น้อย เธอบอกกับหลานชายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เฮ่ออวี้เสียง ออกไปจัดการให้เรียบร้อยด้วยนะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวน้าจะกลับมาคิดบัญชีกับเธอแทน”
ยังไม่ทันที่เฮ่ออวี้เสียงจะได้เอ่ยปากตอบ อ่ายเจี่ยวหู่เจ้าของเรื่องก็วิ่งถลาเข้าไปเกาะขากางเกงของแม่ตัวเองเสียก่อน เด็กชายพยายามลากผู้เป็นแม่ให้ออกไปจากตรงนั้นอย่างร้อนอกร้อนใจ
“แม่ครับ ผมอาสาจะตักน้ำให้พวกเขาเองนะ”
“แกสติดีอยู่หรือเปล่า บ้านนั้นมันเอายาเสน่ห์อะไรกรอกปากแก แกถึงได้เสียสติไปยอมเป็นขี้ข้าให้คนอื่นแบบนี้”
นับตั้งแต่เหตุการณ์ปะทะคารมกับเฉินชิงครั้งก่อน หลี่เหอฮวาก็ตกเป็นเป้าของวงสนทนามาโดยตลอด ใครๆ ต่างก็พากันซุบซิบว่าหล่อนลุ่มหลงในตัวหยางซิวจิ่นจนหัวปักหัวปำ
ไม่เว้นแม้กระทั่งสามีของหล่อนเองที่มักจะเอ่ยปากแขวะอยู่เป็นประจำ ว่าให้สงบเสงี่ยมเจียมกะลาหัวของตัวเองเอาไว้บ้าง
ความโกรธแค้นที่สั่งสมทำให้หล่อนใช้เวลาว่างในช่วงนี้ไปกับการสร้างข่าวลือเสียหายเพื่อทำลายชื่อเสียงของเฉินชิงอย่างไม่หยุดหย่อน
อ่ายเจี่ยวหู่ผู้ไม่เคยรับรู้ถึงความตึงเครียดรอบตัวยังคงดึงดันที่จะลากแม่ออกไปให้ได้
“แต่ผมชอบทำงานนี่ครับ ผมอยากจะทำ”
“แล้วทำไมงานที่บ้านแกไม่เคยคิดจะทำบ้างล่ะ แม่อุตส่าห์เป็นห่วงว่าแกจะตัวไม่สูง เลยไม่เคยใช้ให้แกไปหาบน้ำสักครั้ง พอตอนเที่ยงแม่ก็รีบกลับมาตักน้ำให้แกก่อน ยังไม่ได้กินข้าวกินปลาเลยด้วยซ้ำ แต่แกกลับมีน้ำใจไปทำงานให้คนอื่น”
หลี่เหอฮวายอมรับอย่างไม่เต็มใจว่าการทะเลาะวิวาทครั้งนั้นหล่อนเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะโดนเฉินชิงวางกับดักเอาไว้ หล่อนทั้งโกรธทั้งเจ็บใจ แต่ก็ต้องยอมจำนนต่อความพ่ายแพ้
แต่การที่หล่อนต้องยอมลดทิฐิเพื่อลูกชายสุดที่รัก แต่ลูกชายกลับหันไปเข้าข้างศัตรูตัวฉกาจ มันเป็นเรื่องที่หล่อนไม่อาจทำใจยอมรับได้จริงๆ
อ่ายเจี่ยวหู่ลูบหน้าท้องกลมๆ ของตัวเอง พลางตอบเสียงอ่อย “ก็ผมได้ยินคนอื่นเขาพูดกันว่าเด็กผู้ชายจะอ้วนเกินไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นโตขึ้นจะหาเมียไม่ได้นะครับ”
บ้านพักรวมแห่งนี้เป็นแหล่งชุมนุมของผู้คนมากหน้าหลายตา ทันทีที่ได้ยินเสียงแหลมดังราวกับนกหวีดของหลี่เหอฮวา บรรดาแม่บ้านพ่อบ้านต่างก็พากันออกมาจากห้องของตนเพื่อรอชมมหรสพฉากใหญ่ ราวกับฝูงแมวที่ได้กลิ่นปลาย่างหอมกรุ่น
ชายคนหนึ่งซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความปากเสียและชอบพูดจาสองแง่สองง่ามก็ตะโกนถามขึ้นด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
“อ่ายเจี่ยวหู่ แล้วทำไมอ้วนถึงจะหาเมียไม่ได้ล่ะ พ่อหนุ่ม”
เด็กชายเกาแก้มยุ้ยๆ ของตัวเองอย่างใสซื่อ ก่อนจะตอบด้วยเสียงดังฟังชัด
“ก็เพราะว่าถ้าตอนเด็กอ้วนเกินไป โตขึ้นจะ ‘ไม่สู้’ นะสิครับ แล้วจะโดนเมียรังเกียจเอา เหมือนที่แม่ชอบบ่นว่าพ่อ ‘ไม่สู้’ อยู่บ่อยๆ นั่นแหละ”
หลี่เหอฮวา “!!!”
เฉินชิง “!!!”
บรรดาจีนมุง “!!!”
เจ้าหนูนี่มันพูดเรื่องอะไรออกมากัน
นี่มันเป็นเรื่องที่ชาวบ้านชาวช่องอย่างพวกเขาจะร่วมรับฟังได้ด้วยอย่างนั้นหรือ
อ่ายตงกวาที่บังเอิญเดินผ่านมาพอดีถึงกับหน้าแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู เขาพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อของลูกชายแล้วตวาดลั่น
“แกพูดจาเหลวไหลอะไรของลูก!”
“ผมอยากมีเมียไว้ทำงานให้ ผมจะลดความอ้วน ผมไม่อยาก ‘ไม่สู้’ นี่นา”
อ่ายเจี่ยวหู่ยังคงตะโกนปาวๆ ไม่หยุด
หลี่เหอฮวาที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าบ้านของเฉินชิงเพิ่งจะเรียกสติกลับคืนมาได้ ใบหน้าของหล่อนร้อนผ่าวราวกับถูกไฟลนจนแทบอยากจะมุดแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด
เรื่องลับในมุ้งที่หล่อนเคยปรับทุกข์กับเพื่อนสนิท ทำไมเจ้าเด็กแสบนี่ถึงได้ยินเข้าไปได้
แถมยังจดจำได้อย่างแม่นยำอีกต่างหาก
แล้วแบบนี้จะให้หล่อนเอาหน้าไปไว้ที่ไหน จะสู้หน้าเพื่อนบ้านได้อย่างไร
สายตาของทุกคนที่มองมาเต็มไปด้วยความนัยและความเข้าใจ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ใครๆ ต่างก็ลือกันว่าหลี่เหอฮวาแอบมีใจให้หยางซิวจิ่น ที่แท้ก็เป็นเพราะอ่ายตงกวามัน ‘ไม่สู้’ นี่เอง
การที่อ่ายตงกวาได้ภรรยาตัวสูงมาเชยชม เดิมทีก็เป็นที่รู้กันว่าเขาต้องออกแรงปีนป่ายขึ้นลงเตียงอย่างทุลักทุเลอยู่แล้ว คราวนี้เรื่องมันแดงโร่ออกมาจนได้ ไม่ใช่แค่เรื่องที่ต้องปีนป่ายขึ้นลงเตียงในยามค่ำคืน แต่ยังเป็นเรื่องที่ว่าในช่วงเวลาสำคัญ เขากลับไม่สามารถทำหน้าที่ของสามีได้อย่างสมบูรณ์
“เจ้าหนูอ่ายเจี่ยวหู่นี่มันของจริงว่ะ มีอะไรก็พูดออกมาหมดเปลือกเลย”
“หาบน้ำเพื่อลดความอ้วน สงสัยว่าเด็กคนนี้จะอยากแต่งงานมีเมียจนตัวสั่นแล้ว”
“เขา ‘ไม่สู้’ ล่ะสิ”
“เป็นผู้หญิงจะยอมเป็นแม่ม่ายทั้งที่สามียังมีลมหายใจอยู่ได้ยังไงกัน”
“ไม่เป็นไรน่า ลูกชายบ้านฉันมีตั้งหลายคน รับรองว่า ‘สู้’ ยิบตาแน่นอน บ้านไหนมีลูกสาวสวยๆ มาคุยกับลูกชายฉันได้เลยนะ”
“ไอ้เฒ่าลามก”
…
กลุ่มคนที่ผ่านการสมรสแล้วต่างก็ปล่อยมุกตลกสองแง่สองง่ามกันอย่างครื้นเครง ทุกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะล้วนแฝงไปด้วยความนัยที่รู้กันดีในหมู่ผู้ใหญ่
เฉินชิงที่ปกติแล้วเป็นคนปากคอเราะรายและมีวาทศิลป์เป็นเลิศ ถึงกับรู้สึกว่าตัวเองไร้บทบาทในสถานการณ์นี้ จึงได้แต่ยืนสงบปากสงบคำทำตัวเป็นอากาศธาตุไป
เสี่ยวอวี้ที่ยังคงสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลับจับประเด็นสำคัญได้อย่างน่าทึ่ง “พี่ชายคะ แบบนี้ก็เท่ากับว่าพี่ประหยัดเงินไปได้หนึ่งเหมาเลยสิคะ”
เฮ่ออวี้เสียงขมวดคิ้วมุ่นเป็นปม เขายังคงประมวลผลเรื่องราวทั้งหมดไม่ทัน ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ใหญ่ทุกคนถึงได้มีสีหน้าท่าทางแปลกประหลาดกันไปหมด เขาตอบกลับไปอย่างงุนงง “ก็คงจะเป็นอย่างนั้นแหละมั้ง”
“อ๊ากกกกกก เจ็บก้น ผมไม่ยอมให้ตีนะ ไม่เอาเด็ดขาด ฮือๆๆๆ แม่ ช่วยผมด้วย พ่อจะตีผมให้ตายอยู่แล้ว”
เสียงร้องไห้โหยหวนของเด็กน้อยดังแว่วมาจากที่ไกลๆ
เฮ่ออวี้เสียงเคยจินตนาการเอาไว้ว่าแม่ของอ่ายเจี่ยวหู่จะต้องมาอาละวาดอย่างแน่นอน แต่เขาก็ไม่คิดว่าเรื่องราวจะจบลงอย่างรวดเร็วและไม่คาดฝันเช่นนี้
“ช่างเถอะ อย่าไปใส่ใจเรื่องของพวกเขาเลย แค่เรามีน้ำใช้เต็มถังก็พอแล้ว”
“นั่นสินะคะ”
งานบ้านที่เสี่ยวอวี้ไม่ชอบทำมากที่สุดก็คือการหาบน้ำ
เพราะช่วงเวลาที่ต้องไปตักน้ำนั้นช่างแสนจะวุ่นวายและเร่งรีบ ถังน้ำก็หนักอึ้ง ต้องแข่งกับเวลาอยู่ตลอด เธอเหนื่อยจนแทบอยากจะแลบลิ้นหอบเหมือนสุนัขตัวน้อยๆ
แต่วันนี้มีคนมาช่วยทำงานให้ ช่างเป็นวันที่ดีจริงๆ
เฮ่ออวี้เสียงสังเกตเห็นว่าน้องสาวไม่มีกะจิตกะใจจะเรียนหนังสือต่อแล้ว เขาจึงลุกไปอุ่นอาหารเย็น แล้วตะโกนเรียกน้าสาวให้มากินข้าว
เพื่อนบ้านที่มุงดูเหตุการณ์อยู่หน้าประตูต่างก็ค่อยๆ สลายตัวกลับเข้าบ้านของตนไปพร้อมกับหัวข้อสนทนาใหม่ล่าสุด ‘เรื่องที่อ่ายตงกวาไม่สู้’
ส่วนเฉินชิงนั้นกำลังจมอยู่ในภวังค์ความคิด เธอสงสัยว่าเด็กอายุเพียง 6 ขวบจะสามารถวางแผนใช้เรื่องราวของผู้ใหญ่มาเป็นเครื่องมือเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตัวเองได้จริงๆ หรือ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง มันจะดูเป็นการกระทำที่เจ้าเล่ห์และเกินวัยไปหน่อยหรือไม่
ระหว่างมื้ออาหารเย็น เฉินชิงเอ่ยปากถามขึ้นพลางเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ “เฮ่ออวี้เสียง โตขึ้นเธออยากได้ภรรยาแบบไหนเหรอ”
“ผมไม่อยากมีภรรยาครับ”
“อ้าว ทำไมล่ะ”
“ก็ถ้าภรรยาของผมเกิดขี้เกียจตัวเป็นขนเหมือนน้า วันๆ เอาแต่สั่งให้ผมทำงานบ้านสารพัดอย่าง แล้วผมจะไปรักเธอลงได้ยังไงล่ะครับ ผมคงได้แต่คิดหาวิธีไล่เธอออกจากบ้านทุกวันแน่ๆ”
การมีอยู่ของน้าสาว ทำให้เฮ่ออวี้เสียงมีอคติต่อผู้หญิงโดยไม่รู้ตัว
เฉินชิงกำตะเกียบในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เธอพยายามข่มความโกรธที่กำลังปะทุขึ้นมาอย่างสุดความสามารถ เพื่ออนาคตทางการศึกษาของหลานชาย เธอจึงแสร้งทำเป็นพูดชักจูงอย่างใจเย็น
“แล้วเธอไม่คิดบ้างเหรอว่า ภรรยาของเธออาจจะขยันขันแข็ง ช่วยเธอทำงานบ้านได้ตั้งหลายอย่าง แบบนั้นเธอก็จะสบายขึ้นไม่ใช่เหรอ”
“ไม่เอาครับ” เฮ่ออวี้เสียงปฏิเสธทันควัน
เฉินชิงเริ่มรู้สึกสนุกขึ้นมาบ้างแล้ว
“ทำไมล่ะ หรือเป็นเพราะเธอคิดว่าผู้หญิงเป็นเพศที่บอบบางและต้องการการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ”
เฮ่ออวี้เสียงสวนกลับอย่างเผ็ดร้อน “จะเป็นไปได้ยังไงกันครับ ผู้หญิงสามารถครองฟ้าได้ครึ่งหนึ่งนะ ผมจะไปยอมอ่อนข้อให้เธอทำไม ที่ผมไม่อยากมีภรรยาเป็นเพราะว่าผมจนเกินไปต่างหาก”
“อนาคตก็ไม่รู้ว่าจะหางานทำได้หรือเปล่า บ้านก็แพงแสนแพง ถ้าผมแต่งงานมีภรรยาจริงๆ ก็คงจะต้องอาศัยอยู่กับน้าต่อไป แล้วน้าก็จะฉวยโอกาสอ้างสิทธิ์ให้ภรรยาของผมคอยรับใช้น้าอยู่ดี ไม่มีทางซะหรอกครับ ฝันไปเถอะ”
“นี่เธอ…”
เฉินชิงถึงกับหลุดหัวเราะออกมาด้วยความโมโหปนเอ็นดู
ก็คงจะมีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นแหละ ที่สามารถคิดการณ์ไกลไปได้ถึงขนาดนี้
เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะยิงคำถามเข้าประเด็น
“ถ้างั้นเธอก็บอกน้ามาตามตรงเถอะว่า วันนี้เธอจงใจใช้เรื่องของพ่อแม่อ่ายเจี่ยวหู่ให้เป็นประโยชน์ใช่ไหม”
“ผมเปล่านะครับ” เฮ่ออวี้เสียงมีสีหน้าประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะปฏิเสธเสียงแข็ง
“ผมยังไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำว่าทำไมคนข้างนอกถึงได้หัวเราะกันด้วยท่าทางแปลกๆ แบบนั้น”
“เธอไม่รู้จริงๆ เหรอ” เมื่อเห็นว่าหลานชายไม่ได้มีทีท่าว่าจะโกหก เฉินชิงจึงไม่ได้คาดคั้นอะไรต่อ
แต่ในใจกลับครุ่นคิดอย่างเงียบๆ อ่ายตงกวาทั้งสูงทั้งใหญ่ขนาดนั้น เขาจะ ‘ไม่สู้’ จริงๆ อย่างนั้นหรือ
หากยุคนี้มีโทรศัพท์มือถือ เฉินชิงคงจะรีบพิมพ์ข้อความส่งเข้าไปในกลุ่มแชทของเพื่อนสาว แล้วเปิดประเด็นถกเถียงกันอย่างถึงพริกถึงขิงเป็นแน่
และบทสรุปที่ได้ก็คงจะหนีไม่พ้นข้อความที่ว่า อย่าได้ยอมเสียเปรียบเด็ดขาด จะหาผู้ชายทั้งที ต้องเลือกที่หล่อและดีเท่านั้น
น่าเสียดายที่เจ้าของร่างเดิมมีมนุษยสัมพันธ์กับเพศเดียวกันที่ย่ำแย่เหลือทน ทำให้เฉินชิงในปัจจุบันไม่มีเพื่อนสาวที่สามารถปรับทุกข์หรือซุบซิบนินทาเรื่องชาวบ้านได้เลยสักคนเดียว
เสี่ยวอวี้ผู้รักการฟังเรื่องซุบซิบเป็นชีวิตจิตใจ แต่ครั้งนี้เธอกลับฟังไม่เข้าใจเลยสักนิด ดวงตากลมโตของเธอเหลือบมองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย
“คุณน้าคะ พ่อของอ่ายเจี่ยวหู่ ‘ไม่สู้’ เรื่องอะไรเหรอคะ แล้วทำไมทุกคนต้องหัวเราะเยาะเขาด้วยล่ะคะ คนอ้วนๆก็น่าจะดีออกไม่ใช่เหรอคะ”
เฮ่ออวี้เสียงที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็แอบเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจเช่นกัน
[จบบท]