บทที่ 61: บทเรียนที่ไม่มีในตำรา
เรื่องเพศศึกษาเป็นประเด็นอ่อนไหวที่สังคมมักจะเลี่ยงไม่พูดถึง สมัยที่เฉินชิงยังเรียนอยู่จนเกือบจะเข้ามหาวิทยาลัย เรื่องพรรค์นี้ก็ไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนาอย่างเปิดเผย
แม้แต่ในห้องเรียน คุณครูก็เลือกที่จะโยนเนื้อหาส่วนนั้นให้นักเรียนไปศึกษาหาความรู้กันเอาเอง
ดังนั้น ประสบการณ์แรกที่ทำให้เธอได้เปิดโลกทัศน์และเข้าใจความสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างชายหญิง ก็คือตอนที่ได้ก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมหญิงล้วนในหอพักมหาวิทยาลัยนั่นเอง
และเมื่อเรียนจบออกมาเผชิญโลกแห่งความเป็นจริง เธอก็ยิ่งตระหนักว่าความรู้เรื่องเพศนั้นสำคัญเพียงใด
เพราะการขาดความเข้าใจในเรื่องนี้ คือช่องโหว่ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ถูกทำร้ายได้ง่ายเหลือเกิน
เฉินชิงพยายามเลือกใช้ถ้อยคำที่นุ่มนวลที่สุด เพื่ออธิบายให้หลานๆ เข้าใจ
“เรื่องของพ่ออ่ายเจี่ยวหู่น่ะ มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา เราไม่ควรไปพูดถึงนะจ๊ะ”
“เหรอคะ” เฮ่ออวี้ถิงถอนใจเบาๆ คางเล็กๆ เกยอยู่บนขอบโต๊ะ ท่าทางห่อเหี่ยวลงไปถนัดตา
อุตส่าห์ว่าจะได้ฟังเรื่องสนุกๆ แท้ๆ
น่าผิดหวังชะมัด
เฉินชิงมองท่าทางนั้นแล้วอดขำไม่ได้ เธอเอื้อมมือไปบีบแก้มกลมๆ ที่เนียนนุ่มของหลานสาวเบาๆ
“เอาอย่างนี้ไหม เดี๋ยวเราทานข้าวกันเสร็จแล้ว มาเล่นเกมสนุกๆ กันดีกว่า”
“ดีค่ะ!”
เพียงเท่านั้น ดวงตาของเฮ่ออวี้ถิงก็กลับมาเป็นประกายสดใสอีกครั้ง เธอยกมือขึ้นสูงแสดงความเห็นด้วยอย่างเต็มที่ ขาเล็กๆ ที่ห้อยไม่ถึงพื้นก็แกว่งไปมาอย่างร่าเริง
ส่วนเฮ่ออวี้เสียงก็ละความสนใจจากเรื่องสมรรถภาพของพ่ออ่ายเจี่ยวหู่ไปโดยสิ้นเชิง ในหัวของเขาตอนนี้มีแต่ภาพของเกมที่น้าสาวสัญญาว่าจะเล่นด้วยกัน
สองพี่น้องต่างพร้อมใจกันเร่งความเร็วในการจัดการอาหารในชามของตัวเอง
เมื่อเฮ่ออวี้ถิงทานข้าวหมดเป็นคนแรก เธอก็รีบคว่ำชามโชว์น้าสาวอย่างภูมิใจ
“คุณน้าคะ ดูนี่สิคะ หนูทานข้าวหมดเกลี้ยงไม่เหลือเลยสักเม็ด”
“เก่งที่สุดเลยจ้ะหลานน้า”
เฉินชิงยกนิ้วโป้งให้เป็นรางวัล
เด็กวัย 4 ขวบก็เป็นแบบนี้ ทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็น่าเอ็นดูน่าชื่นชมไปเสียหมด แค่ทานข้าวได้เรียบร้อยก็ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ สมควรได้รับคำชมเชยอย่างที่สุดแล้ว
เฮ่ออวี้ถิงยกมือป้อมๆ ขึ้นปิดหน้าด้วยความเขินอาย
“รอน้าแป๊บหนึ่งนะจ๊ะ น้าขอไปวาดรูปสองสามแผ่น เดี๋ยวเดียวก็เสร็จ แล้วเราจะมาเล่นเกมกัน”
“ได้เลยค่ะ!”
ระหว่างที่เฉินชิงหายเข้าไปเตรียมของ เด็กดีทั้งสองก็จูงมือกันไปล้างชามของตัวเองจนสะอาดเอี่ยม แล้วจึงกลับมานั่งรออย่างเรียบร้อยบนเก้าอี้ในห้องโถง สายตาทั้งสองคู่จับจ้องไปที่ประตูอย่างใจจดใจจ่อ
ไม่นานนัก เฉินชิงก็กลับออกมาพร้อมกับกระดาษวาดเขียนสองสามแผ่นในมือ เธอตัดสินใจลงทุนเปิดไฟในห้องให้สว่างขึ้น ก่อนจะค่อยๆ คลี่ภาพวาดสองแผ่นลงบนโต๊ะตรงหน้าหลานๆ
“เอาล่ะ น้าจะเริ่มอธิบายกติกาแล้วนะ ตั้งใจฟังให้ดีล่ะ ถ้าใครตอบถูกหนึ่งข้อ น้าจะให้รางวัลเป็นเงิน 1 เฟินเลยนะ สนใจกันไหมเอ่ย”
เฮ่ออวี้ถิงร้องออกมาสุดเสียง “สนใจค่า!”
ทางด้านเฮ่ออวี้เสียง แม้จะไม่ได้ส่งเสียงดังเท่าน้องสาว แต่ใบหูที่ขึ้นสีแดงระเรื่อก็บ่งบอกความตื่นเต้นได้เป็นอย่างดี
“สนใจครับ”
“เยี่ยมไปเลย งั้นเรามาเริ่มเกมกัน” เฉินชิงพูดอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับยื่นปากกาสองด้ามให้เด็กทั้งสอง คนละด้าม เป็นสีดำและสีแดง
“ในรูปที่อยู่ตรงหน้าพวกหนูตอนนี้ มีเด็กผู้ชายหนึ่งคนกับเด็กผู้หญิงหนึ่งคน ภารกิจแรกคือ ให้ทุกคนใช้ปากกาสีแดง ระบายลงบนส่วนต่างๆ ของร่างกายเด็กผู้หญิง ที่เราห้ามให้คนอื่นเห็นเด็ดขาด”
เฮ่ออวี้เสียงในวัย 6 ขวบ เริ่มจะพอเข้าใจความแตกต่างระหว่างเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงอยู่บ้างแล้ว เขาจึงจรดปากกาลงบนกระดาษ ระบายสีแดงไปทั่วทั้งตัวของเด็กผู้หญิงในภาพ เว้นไว้เพียงแขนและเท้าเท่านั้น
ในขณะที่พี่ชายลงมืออย่างมั่นใจ เฮ่ออวี้ถิงกลับนั่งนิ่ง เธอยกปลายปากกาขึ้นมาเคาะคางตัวเองเบาๆ พลางจ้องมองภาพเด็กผู้หญิงในกระดาษแล้วขมวดคิ้วมุ่น
ส่วนไหนกันนะที่ห้ามให้คนอื่นดู
ก็มันดูได้ทุกส่วนเลยนี่นา!
เธอมั่นใจว่าความจำของตัวเองดีเยี่ยม เธอจำได้แม่นว่าเมื่อก่อนตอนอาบน้ำ คุณยายของเธอมักจะยกอ่างอาบน้ำไปตั้งไว้ตรงหน้าประตูบ้าน เพื่อที่จะได้อาบน้ำให้เธอไปพร้อมๆ กับคุยกับเพื่อนบ้านที่เดินผ่านไปมา
แบบนั้นก็แสดงว่าทุกคนเคยเห็นร่างกายของเธอหมดแล้วน่ะสิ!
เฉินชิงสังเกตเห็นว่าหลานสาวคนเล็กยังไม่ยอมลงมือเสียที จึงเอ่ยปากเร่ง
“อวี้ถิงจ๊ะ ถ้าหนูยังไม่เริ่มระบายสี เวลาจะหมดก่อนนะ”
“แต่ว่า...คุณน้าคะ ร่างกายของหนูทุกคนก็เคยเห็นหมดแล้วนี่คะ ตอนนั้นคุณยายชอบอุ้มหนูไปอาบน้ำตรงประตูบ่อยๆ ใครเดินผ่านไปผ่านมาก็เห็นกันทั้งนั้นเลย”
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาใสแป๋วเต็มไปด้วยความสงสัย
คำพูดของหลานสาวทำให้เฉินชิงนึกถึงพฤติกรรมของแม่เจ้าของร่างเดิมขึ้นมา ความรู้สึกจุกแน่นตีขึ้นมาในลำคอจนเธอแทบสำลักออกมาเป็นเลือด
จริงอยู่ที่สำหรับคนเฒ่าคนแก่หลายๆ คน ร่างกายของเด็กเล็กๆ จะมีอะไรให้น่าดูกันเชียว ใครกันจะไปมีความคิดอกุศลกับเด็กตัวแค่นี้ได้
แต่ในความเป็นจริง พวกที่มีรสนิยมใคร่เด็กมันมีอยู่ทุกที่
ในโลกยุคใหม่ที่เธอจากมา มีข่าวการล่วงละเมิดเด็กปรากฏให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นโดยเพื่อนบ้าน ญาติสนิท หรือแม้แต่คนแปลกหน้า มันเกิดขึ้นได้เสมอ
เฉินชิงจำได้ว่าเคยอ่านบทความชิ้นหนึ่งที่น่าสลดใจมาก มีคนกลุ่มหนึ่งจงใจเดินทางไปยังพื้นที่ห่างไกล เพื่อตามหาเด็กๆ ที่พ่อแม่ทิ้งให้อยู่ตามลำพัง แล้วใช้ขนมหรือของเล่นเล็กๆ น้อยๆ มาเป็นเครื่องมือล่อลวงให้เด็กหญิงหรือเด็กชายเปิดเผยร่างกาย หรือทำท่าทางบางอย่างแลกกับของที่อยากได้ จากนั้นก็จะมีการถ่ายทอดสดให้พวกที่มีรสนิยมวิปริตเหมือนกันจ่ายเงินเพื่อเข้ามาดู
จำนวนคนที่เข้าชมเว็บไซต์เหล่านั้นมันมากมายมหาศาลจนน่าขนลุก
และคนชั่วพวกนี้ ก็อาศัยความอ่อนแอ เปราะบาง และความไร้เดียงสาของเด็กๆ เป็นเครื่องมือในการทำร้ายพวกเขา
“คุณน้าคะ”
เสียงเรียกของเฮ่ออวี้ถิงดึงสติของเฉินชิงให้กลับมาสู่ปัจจุบัน
“เอ่อ...คือตอนนั้นหนูยังเป็นเด็ก 3 ขวบอยู่เลยจ้ะ นั่นมันไม่นับกัน แต่ตอนนี้หนูโตเป็นสาวน้อยวัย 4 ขวบแล้วนะ เราต้องคิดใหม่แล้วล่ะ ลองนึกดูสิ ว่ามีส่วนไหนในร่างกายของเราบ้าง ที่หนูไม่อยากให้คนอื่นมาจับ”
“หมายถึงจับแบบตีเหรอคะ”
“ไม่ใช่จ้ะ...”
เฉินชิงถึงกับไปต่อไม่ถูก
เฮ่ออวี้เสียงที่นั่งฟังอยู่จึงใช้ข้อนิ้วเคาะหน้าผากน้องสาวเบาๆ
“ยัยโง่เอ๊ย ถ้ามีใครมาตีเราก็ต้องไม่ได้อยู่แล้วสิ ถ้าใครกล้ามาตีน้อง ต้องรีบมาฟ้องพี่เลยนะ พี่จะไปจัดการให้เอง”
ถึงตอนนี้จะยังสู้ใครไม่ได้ แต่เขาสาบานว่าจะจำไว้ พอโตเมื่อไหร่ จะกลับไปเอาคืนให้สาสมเลยคอยดู
เขาเป็นคนจำแม่นเสียด้วยสิ
เฉินชิงฟังแล้วรู้สึกหนาวสันหลังวาบ ราวกับเห็นประตูห้องขังเปิดอ้ารอรับเธออยู่ เธอรีบตั้งสติแล้วอธิบายใหม่
“หมายถึงแค่ส่วนที่เราไม่อยากให้คนอื่นมาแตะเฉยๆ น่ะจ้ะ หนูคิดว่าตรงไหน ก็ระบายตรงนั้นได้เลย”
“อ๋อ...ก็ได้ค่ะ”
เฮ่ออวี้ถิงพยักหน้ารับแบบงงๆ แล้วก็ละเลงสีลงบนกระดาษไปอย่างส่งๆ
เฉินชิงมองผลงานของหลานทั้งสอง ก่อนจะหยิบเงิน 1 เฟินส่งให้เฮ่ออวี้เสียง
“ของพี่ชายถือว่าตอบถูกแบบเฉียดฉิวไปนะ”
เงินเหรียญนั้นหายวับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของเฮ่ออวี้เสียงในพริบตา
เฉินชิงมุมปากกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะบอกให้เฮ่ออวี้ถิงปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้
“เอาล่ะ ทีนี้เราจะมาเข้าสู่บทเรียนอย่างเป็นทางการกัน ว่าส่วนไหนของร่างกายเด็กผู้หญิงที่ห้ามให้ใครมาแตะต้องเด็ดขาด”
“ค่ะ”
เฮ่ออวี้ถิงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง พลางยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะคิกคักอย่างเอียงอาย
ท่าทางนั้นน่าเอ็นดูจนเฉินชิงเผลอยิ้มออกมา เธอหยิบกิ่งไม้เล็กๆ ขึ้นมา แล้วค่อยๆ ชี้ไปที่ร่างกายของหลานสาวทีละส่วน
“ฟังนะจ๊ะ ตรงหน้าอก ก้น แล้วก็ตรงที่หนูใช้ฉี่ สามที่นี้เป็นของสงวน ห้ามให้ใครเห็นหรือจับต้องเด็ดขาดเลย”
เฮ่ออวี้ถิงเอียงคอถามด้วยความสงสัย “ใครก็ไม่ได้เลยเหรอคะ”
“ใช่จ้ะ ใครก็ไม่ได้” เฉินชิงพยักหน้าเน้นย้ำอย่างจริงจัง กลัวว่าหลานจะยังไม่เข้าใจดีพอ จึงสรุปให้ง่ายขึ้น
“จำไว้ง่ายๆ เลยนะ ส่วนไหนที่เสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้นของหนูปิดเอาไว้ ส่วนนั้นก็ห้ามให้คนอื่นดู ต่อให้เขาเอาลูกอมหรือเอาเงินมาให้ หนูก็ห้ามให้เขาดูเด็ดขาด เข้าใจไหม”
เฮ่ออวี้ถิงพยักหน้ารับ แต่แววตาก็ยังคงฉายแววงุนงงอยู่เล็กน้อย
ทว่าเฮ่ออวี้เสียงกลับเข้าใจในสิ่งที่น้าสาวต้องการจะสื่ออย่างถ่องแท้
น้ากำลังกังวลว่าน้องสาวของเขาจะถูกคนไม่ดีรังแก
เขาเพิ่งได้ยินเรื่องที่น่าเศร้ามา เมื่อไม่กี่วันก่อน มีภรรยาของคนงานในโรงงานเครื่องจักรถูกคนลวนลาม จนทนไม่ไหวต้องไปกระโดดน้ำตาย เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนพูดถึงกัน
เมื่อคิดได้ดังนั้น เฮ่ออวี้เสียงจึงรีบหันไปพูดกับน้องสาวด้วยสีหน้าจริงจัง
“อวี้ถิง ฟังพี่นะ ถ้าเกิดมีใครมาบังคับให้น้องเปิดให้เขาดู อย่าไปกลัวนะ ให้หาทางวิ่งหนีออกมาให้เร็วที่สุด แต่ถ้าหนีไม่ได้จริงๆ ก็ต้องพยายามปกป้องตัวเอง อย่าให้เจ็บตัว แล้วรีบกลับมาบอกพี่ ไม่มีอะไรในโลกนี้จะสำคัญไปกว่าชีวิตของน้องอีกแล้ว รู้ใช่ไหม”
เฉินชิงเสริมขึ้นทันที
“พี่ชายของหนูพูดถูกที่สุดเลยจ้ะ”
เฮ่ออวี้ถิงเห็นสีหน้าจริงจังของคนทั้งสอง เธอก็พลอยทำหน้าขรึมตามไปด้วย แล้วตอบเสียงหนักแน่น “ค่ะ หนูเข้าใจแล้ว ถ้ามีใครจะมาจับตรงนี้ หรือมาลูบตรงนี้ของหนู หนูจะรีบกลับมาบอกพี่ชายกับคุณน้าทันทีเลยค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้เฉินชิงและเฮ่ออวี้เสียงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกพร้อมกัน
สุดท้าย เฉินชิงก็หันไปกำชับหลานชาย “สำหรับเด็กผู้ชายก็เหมือนกันนะ ต้องรู้จักดูแลตัวเองด้วย ถ้ามีใครมารังแกหรือทำไม่ดีกับเรา ต้องรีบมาบอกน้านะ น้าเป็นผู้ปกครองของพวกเรา น้าจะปกป้องพวกเธอเอง เข้าใจนะ”
(จบบท)