บทที่ 71: ในฝัน
ปลายนิ้วของเฮ่อหย่วนจิกลงบนฝ่ามืออย่างไม่รู้ตัว
บางทีเขาอาจจะยังไม่สร่างเมาดี
นับตั้งแต่กลับมาจากบ้านของเฉินชิง เฮ่อหย่วนก็เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับรายงานผลการทดลอง ภาพร่างอันซับซ้อนที่วางอยู่ตรงหน้ากลับพร่าเลือนราวกับมีม่านหมอกมาบดบัง ในห้วงคำนึงนั้นเอง ใบหน้าของเฉินชิงก็ซ้อนทับขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม
ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงบ่ายยังคงตามรังควานเขามาจนถึงค่ำคืนนี้ ยิ่งเขาพยายามข่มตาหลับ พลิกตัวไปมาบนเตียงมากเท่าไหร่ ความกระสับกระส่ายก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น
ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะฤทธิ์สุราที่ยังค้างคา หรือเป็นเพราะเหตุผลอื่นใดกันแน่ เฮ่อหย่วนจึงเห็นเฉินชิงปรากฏตัวขึ้นในบ้านของเขา
เธอดูเหมือนเพิ่งจะอาบน้ำมาใหม่ๆ ผิวพรรณที่ยังเจือไออุ่นจากการอาบน้ำดูเปล่งปลั่งราวกับหยกเนื้อดีภายใต้แสงไฟ
ดวงตาคู่คมของเฮ่อหย่วนหรี่ลงเล็กน้อย
“คุณมาที่นี่ได้ยังไง”
“ฉันมารบกวนคุณหรือเปล่าคะ”
แววตาที่ฉายความประหม่าของหญิงสาวตรงหน้า ทำให้หัวใจของชายหนุ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง เขากำผ้าปูที่นอนไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เสียงทุ้มแหบพร่าเล็ดลอดออกมาจากลำคอ
“ไม่เลยครับ”
เธอก้าวเข้ามาใกล้เขามากขึ้น ใบหน้างามซับสีเลือดฝาดแดงระเรื่อ ชุดนอนที่เผยอกเล็กน้อยทำให้เขาได้เห็นผิวขาวนวลเนียนที่ซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์
ดวงตาฉ่ำวาวคู่นั้นจ้องมองมาที่เขาอย่างน่าสงสาร ราวกับกำลังอ้อนวอนร้องขอบางสิ่งบางอย่างจากเขา
ประกายในดวงตาสีนิลของชายหนุ่มค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นแรงปรารถนาอันลึกล้ำที่ยากจะหยั่งถึง
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของเหล้าที่ยังตกค้างในอากาศผสมผสานกับกลิ่นกายหอมละมุนของหญิงสาว ภายใต้แสงไฟสีนวลตาที่สาดส่องลงมา บรรยากาศเริ่มอบอวลไปด้วยความร้อนแรง เสียงลมหายใจของคนทั้งสองหอบกระชั้นและพันเกี่ยวเข้าหากัน
ดวงตาของเธอพร่าเลือน เสียงครางหวานเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปาก
หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย เรือนผมสีดำขลับยาวสลวยทิ้งตัวลงเบื้องหลัง สะบัดไหวเป็นระลอกคลื่นที่งดงามทุกครั้งที่เธอขยับกาย
สองมือของเธอประคองท้ายทอยของเขาไว้แน่น ปลายนิ้วสอดประสานเข้าไปในกลุ่มผมสั้นของชายหนุ่มแล้วขยุ้มมันอย่างแรง
วงแขนแข็งแรงของชายหนุ่มรวบเอวคอดกิ่วของเธอเข้ามาแนบชิด ชุดนอนเนื้อบางเบาถูกบดเบียดอยู่ระหว่างร่างกายของคนทั้งสองจนยับยู่ยี่
แสงแรกของวันใหม่ลอดผ่านช่องว่างของผ้าม่านเข้ามาตกกระทบบนใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเขา
เฮ่อหย่วนลืมตาขึ้นมาพร้อมกับความทรงจำจากค่ำคืนที่ผ่านมาถาโถมเข้ามาในหัว เขาจมอยู่ในภวังค์แห่งความเงียบงันเป็นนานสองนาน
ณ บ้านหลังข้างๆ
เฉินชิงตื่นขึ้นมาในตอนเช้าด้วยความรู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ส่วนเรื่องที่เธอแกล้งหยอกเฮ่อหย่วนเมื่อวานนี้น่ะเหรอ แน่นอนว่าเธอตั้งใจ!
พ่อคุณคนนั้นน่ะ ทั้งที่ไม่ชอบหน้าเธอ แต่กลับทำดีกับเธอแบบงงๆ อยู่เรื่อย พฤติกรรมของเขามันช่างเหมือนเด็กนักเรียนประถมไม่มีผิด เวลาชอบเด็กผู้หญิงคนไหนก็ต้องหาเรื่องแกล้งคนนั้นอยู่เรื่อย
เธอก็แค่อยากจะลองหยั่งเชิงดูสักหน่อย
ถ้าหนุ่มหล่อจะชอบเธอก็ตบมือรับสิ เรื่องดีๆ แบบนี้ใครจะปฏิเสธ แต่ถ้าไม่ใช่ เธอก็ไม่คิดจะเสียเวลาฟูมฟาย ความรักก็ดี แต่ชีวิตโสดก็หอมหวานไม่แพ้กัน
เอาเวลาไปสร้างเนื้อสร้างตัวดีกว่า
วันหยุดสุดสัปดาห์นี้เธอใช้เวลาเที่ยวเล่นมาทั้งวันแล้ว ถึงเวลาต้องกลับมาปั่นงานเสริมต่ออีกสักวัน
ชีวิตการทำงานของเธอที่ควรจะเป็นแปดโมงเช้าเลิกงานห้าโมงเย็น มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ กลับกลายเป็นการทำงานตั้งแต่แปดโมงเช้าจรดสองทุ่ม แถมยังได้หยุดแค่วันเดียวต่อสัปดาห์
สุดท้ายไม่ว่าจะไปเกิดที่โลกไหน เธอก็ยังคงเป็นม้างานอยู่วันยังค่ำ
เฉินชิงได้แต่คร่ำครวญกับชะตาชีวิตของตัวเอง
หารู้ไม่ว่าในวันรุ่งขึ้น ทางโรงงานก็ได้มอบหมายภารกิจใหม่มาให้เธออีกแล้ว
หลิวฉี่หรงดันมาทิ้งงานกลางคันเสียนี่
ภาระหน้าที่ในการจัดเตรียมเวทีจึงตกเป็นของเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ไม่เพียงเท่านั้น ในฐานะพิธีกร เธอยังต้องไปซักซ้อมบทพูดร่วมกับพิธีกรคนอื่นๆ อีกด้วย
“ถ้าฉันเป็นคนคุมงาน จะมีรางวัลพิเศษให้ไหมคะ”
หัวหน้าหลิวทำหน้าเอือมระอา
“ฝันกลางวันไปเถอะ แล้วก็นะ เมื่อเช้าวันจันทร์ในการประชุมคณะผู้บริหาร ท่านผู้นำเน้นย้ำเป็นพิเศษว่าเวทีปีนี้ต้องมีเอกลักษณ์ ไม่ใช่ซ้ำซากจำเจเหมือนปีก่อนๆ ต้องมีความน่าตื่นตาตื่นใจ พอหลิวฉี่หรงลาป่วยปุ๊บ ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงนี้ก็เลยตกมาอยู่ที่เธอ เธอต้องคิดหาวิธีทำให้มันออกมาสวยงาม แล้วก็ต้องผสมผสานความเป็นโรงงานเครื่องจักรของเราเข้าไปด้วย เข้าใจที่พูดไหม”
เฉินชิงขมวดคิ้วมุ่น “เขาเสียสติไปแล้วหรือไงคะ มาทิ้งงานในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้เนี่ยนะ เขาตั้งใจจะแกล้งฉันชัดๆ!”
เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานในห้องทำงานต่างพากันชะเง้อคอมองมาเป็นตาเดียว หัวหน้าหลิวก็โกรธจนควันแทบออกหู
“พูดจาให้มันรู้กาลเทศะหน่อยได้ไหม ไม่รู้จักหรือไงว่าที่ไหนควรพูดอะไร!”
“อ้าว ก็เขาทำได้ ทำไมฉันจะพูดบ้างไม่ได้ล่ะคะ ในเมื่อเขาทิ้งงาน ฉันก็ไม่ทำเหมือนกัน”
“นี่เธอจะเอายังไงกันแน่!”
หัวหน้าหลิวชักจะสงสัยแล้วว่า ถ้าวันหนึ่งเขาต้องจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร สาเหตุคงหนีไม่พ้นเพราะถูกคนพวกนี้ยั่วโมโหจนอกแตกตายนี่แหละ
รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉินชิงค่อยๆ ผลิบาน “ตั๋วเนื้อสัตว์ค่ะ”
หัวหน้าหลิวตวาดลั่น “ฝันไปเถอะ!”
ของมีค่าขนาดนั้น คิดจะขอก็ขอได้ง่ายๆ อย่างนั้นเหรอ หน้าไม่อายจริงๆ
เฉินชิงไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอหยิบปากกายี่ห้อนักรบออกมาเปิดฝา ดึงกระดาษมาแผ่นหนึ่งแล้วลงมือเขียนใบลาพักร้อนทันที
หัวหน้าหลิวเห็นแล้วก็ปวดหัวจี๊ด “เออๆ ให้ก็ได้!”
เฉินชิงทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ “ก็แค่นั้นแหละค่ะ ยังจะให้ฉันเปลืองหมึกอีก”
เธอวางใบลาลงข้างๆ แล้วมุ่งหน้าไปยังแผนกพลาธิการอย่างกระฉับกระเฉง เพื่อขอยืมโทรโข่งหนึ่งตัว พร้อมกันนั้นก็ไม่ลืมที่จะกำชับเจ้าหน้าที่ให้ลงบันทึกเรื่องตั๋วเนื้อสัตว์ของเธอเอาไว้ แล้วอย่าลืมจ่ายให้เธอพร้อมกับเงินเดือนด้วย
เมื่อไปถึงหน้าเวที ก็เห็นคนงานกลุ่มหนึ่งยืนกันอย่างสับสน เคว้งคว้างไร้ทิศทาง เฉินชิงจึงยกโทรโข่งขึ้นจรดปาก
“ใครคือคนรับผิดชอบงานนี้ก่อนหน้าฉันคะ”
หญิงตั้งครรภ์คนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า “ฉันเองค่ะ”
เฉินชิงพยักหน้ารับรู้ “งั้นคุณช่วยเรียกคนงานมาสักหกเจ็ดคน แล้วตามฉันมาเลยค่ะ”
เธอไปหยิบเครื่องมือต่างๆ แล้วกลับมาพร้อมกับตลับเมตรในมือ เริ่มวัดขนาดพื้นที่อย่างคล่องแคล่ว
“มาช่วยฉันหน่อยเร็ว!”
สิ้นเสียงของเธอ คนงานคนอื่นๆ ก็รีบกรูเข้ามาช่วยกันอย่างแข็งขัน
ตลอดสัปดาห์นั้น ภาพที่ทุกคนในโรงงานเครื่องจักรเห็นจนชินตาก็คือการเปลี่ยนแปลงของเวทีที่ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นทุกวันภายใต้การควบคุมของเฉินชิง
หนึ่งวันก่อนการแข่งขันประลองฝีมือจะเริ่มขึ้น แสงแดดยามเที่ยงแผดเผาจนแผ่นเหล็กบนเวทีร้อนระอุ พนักงานหญิงหลายคนกำลังช่วยกันผูกริบบิ้นผ้าสีแดงสดเข้ากับสายเคเบิลของเครนขาสูง
เมื่อสายลมพัดผ่าน ริบบิ้นทั้งสิบสองเส้นก็โบกสะบัดพริ้วไหว งดงามราวกับแขนเสื้อของเหล่านางรำที่กำลังร่ายรำระบำแสดงความภักดี
เฉินชิงยืนอยู่บนนั่งร้านเพื่อแขวนป้ายผ้าผืนใหญ่ที่มีข้อความเขียนด้วยพู่กันว่า
“ประลองฝีมือเชิงช่าง เตรียมพร้อมรบเพื่อประชา”
ลายเส้นที่ตวัดอย่างทรงพลังและเป็นอิสระนั้นช่างเข้ากับบรรยากาศของการแข่งขันที่กำลังจะมาถึงได้อย่างลงตัว
ตัวอักษรบนป้ายผ้าสะท้อนแสงแดดเป็นประกายสีทองแดงระยิบระยับ
เฉินชิงแหงนหน้ามองผลงานของตัวเองแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ ไม่นานนัก ไพ่ใบเด็ดของเธอก็มาถึง
เป็นที่รู้กันดีในหมู่คนงานทั่วประเทศว่า ไม่มีอะไรที่ช่างฝีมือระดับ 8 จะทำไม่ได้ และในครั้งนี้ เฉินชิงก็ได้เชิญช่างเชื่อมระดับ 8 ของโรงงานมาเป็นผู้ช่วยคนสำคัญ
เมื่อเห็นอาจารย์หวังเดินถือกระเป๋าผ้าใบตรงมาแต่ไกล ปากกระเป๋าที่เปิดอ้าอยู่เผยให้เห็นมุมแหลมของฟันเฟืองทองเหลือง เฉินชิงก็รีบวิ่งเข้าไปช่วยถือทันที
อาจารย์หวังเทฟันเฟืองน้อยใหญ่กว่าร้อยชิ้นลงบนพื้น แล้วนั่งยองๆ เริ่มลงมือจัดเรียงอย่างชำนาญ
ลูกศิษย์ระดับ 4 ของเขาสามคนเดินเข้ามาสมทบพร้อมกับหัวเชื่อมในมือ แสงวาบสีน้ำเงินจากหัวเชื่อมสะท้อนบนใบหน้าคมเข้มของเขา ฟันเฟืองแต่ละชิ้นถูกเชื่อมติดเข้ากับโครงเหล็กที่เตรียมไว้ทีละน้อย จนสุดท้ายก็ปรากฏเป็นรูปดาวห้าแฉกอันสมบูรณ์
เมื่อแสงสุดท้ายของวันอาบไล้ฟันเฟืองจนเป็นสีทองอร่าม ริ้วธงสีแดงพลิ้วไสว ดาวห้าแฉกก็ส่องประกายเจิดจรัส
“ว้าว…”
เสียงอุทานด้วยความทึ่งดังขึ้นจากเหล่าคนงานที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์เวทีแห่งนี้
จากบนอาคารสำนักงาน ผู้จัดการโรงงานมองเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจน เขาสัมผัสได้ถึงประสิทธิภาพในการทำงาน ความสามารถในการบริหารจัดการ และรสนิยมทางศิลปะที่ล้ำหน้ากว่าใครของเฉินชิง
ผลงานของเธอไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังแฝงไปด้วยความรักชาติอย่างลงตัว!
ยอดเยี่ยมจริงๆ!
การแข่งขันประลองฝีมือเป็นงานใหญ่ที่ทุกคนในโรงงานต่างตั้งตารอคอย แม้จะยังไม่ถึงเวลาเลิกงาน แต่บรรยากาศก็เริ่มคึกคักเป็นพิเศษ เพราะนี่เป็นวันเดียวในรอบปีที่พนักงานกว่าร้อยละ 80 จะได้หยุดพักผ่อน
เมื่อถึงเวลาเลิกงาน ภาพเวทีที่สวยงามตระการตาประดับด้วยดาวห้าแฉกอันเป็นเอกลักษณ์ ก็ทำให้หัวใจของทุกคนพองโตด้วยความภาคภูมิใจ สมแล้วที่เป็นโรงงานเครื่องจักรของเรา!
ช่างสวยงามอะไรเช่นนี้!
หลังจากตรวจความเรียบร้อยของเวทีเสร็จสิ้น เฉินชิงก็หันไปตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าแข่งขันต่อ ท่ามกลางความวุ่นวายนั้นเอง โฆษกจากสถานีวิทยุก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพร้อมกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบมือหมุนเพื่อทดสอบระบบเสียง ท่วงทำนองเพลงมาร์ชที่ดังกระหึ่มก้องไปทั่วบริเวณทำเอาทุกคนถึงกับมึนศีรษะ
เฉินชิงที่ปกติแล้วจะเผ่นกลับบ้านเป็นคนแรกทันทีที่เสียงออดเลิกงานดังขึ้น วันนี้กลับต้องอยู่ทำงานล่วงเวลาไปอีกชั่วโมงครึ่ง
“ภารกิจสำเร็จลุล่วง!”
เหล่าคนงานที่ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างเวทีต่างโห่ร้องด้วยความยินดี
เฉินชิงเดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข
เสี่ยวอวี้วิ่งต็อกแต็กเข้ามาหาน้าเล็ก พร้อมกับใช้มือน้อยๆ นวดบ่าให้ “คุณน้าคะ หนูได้ยินมาว่าคุณน้าจะได้เป็นพิธีกรด้วยเหรอคะ”
“ใช่แล้วจ้ะ”
หากจะพูดถึงเรื่องที่ทำให้เธอปวดหัวที่สุดในสัปดาห์นี้ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการเป็นพิธีกรนี่แหละ มันน่าเหนื่อยใจยิ่งกว่าการทำงานกลางแดดร้อนๆ เสียอีก
เหตุผลก็เพราะเยวี่ยอวี้จูก็ได้รับเลือกเป็นพิธีกรเช่นกัน ในบรรดาพิธีกรทั้งห้าคน มีถึงสี่คนที่ไม่ลงรอยกับเธอ
วันพรุ่งนี้คงมีศึกหนักให้ต้องรับมือเสียแล้ว!
[จบบท]