บทที่ 76: คุณอาสนใจอยากลองจีบน้าของหนูดูไหมคะ
เฮ่ออวี้เสียงแทบจะล้มทั้งยืนด้วยความโมโหที่ปะทุขึ้นในอก
ในทางกลับกัน เฉินชิงกลับหัวเราะไม่หยุดจนท้องคัดท้องแข็ง
เด็กหนุ่มสวมวิญญาณคุณพ่อผู้เคร่งครัด ดึงแขนน้องสาวตัวน้อยให้นั่งลงเพื่อทบทวนบทเรียนอีกครั้ง
อีกไม่ถึงเดือนโรงเรียนก็จะเปิดภาคเรียนแล้ว เฮ่ออวี้ถิงจำเป็นต้องนับเลขตั้งแต่ 1 ถึง 100 ให้คล่องปาก
ก่อนหน้านี้เฮ่ออวี้ถิงเคยโหยหาการไปโรงเรียนเหลือเกิน เธอมองว่ามันคือสถานที่ปลอดภัยที่เธอจะหลบหนีจากทุกสิ่งได้ แต่ในวันที่น้าของเธอดีขึ้นมากจนผิดหูผิดตา ความกังวลว่าจะโดนทุบตีก็เลือนหายไปจนหมดสิ้น
เมื่อถูกพี่ชายเคี่ยวเข็ญเรื่องเรียนอย่างหนัก แถมยังโดนต่อว่าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าเธอเป็นเด็กหัวทึบ ความรู้สึกอยากไปโรงเรียนที่เคยมีก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเบื่อหน่าย
เด็กหญิงเอ่ยเสียงอ่อย “หนูรู้แล้วว่านั่นคือเลขสาม”
“ถ้ารู้งั้นพี่จะสอนเลขสี่ต่อ”
เฮ่ออวี้เสียงยังคงไม่ลดละความพยายาม
เฮ่ออวี้ถิงยกมือขึ้นเท้าคางอย่างจนใจ “ก็ได้ค่ะ”
ภาพเด็กน้อยที่แสนจะว่าง่ายและอ่อนโยนตรงหน้า ทำให้หัวใจของเฉินชิงพลันอ่อนยวบลงอย่างห้ามไม่อยู่
เฮ่ออวี้เสียงเหลือบมองน้าสาวด้วยหางตา
“น้าไม่มีงานเย็บผ้าต้องทำเหรอครับ”
“ทำจ้ะ ทำอยู่แล้ว”
เฉินชิงยกสองมือขึ้นเป็นเชิงยอมจำนน
ก่อนจะรีบพลิกตัวกลับเข้าห้องไปสะสางงานของตัวเองต่อ
นับตั้งแต่วันที่เธอรับงานเย็บผ้าจำนวนมากมาจากโรงอาหารของโรงงานเครื่องจักร จนป่านนี้เธอก็ยังจัดการกับมันไม่หมดเสียที ดูท่าว่าจะต้องเร่งมือให้เร็วกว่านี้อีกหน่อยแล้ว
ทว่าเรื่องที่เธอมีอาชีพเสริมพ่วงมาด้วยรายรับก้อนโตนั้น ได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบจากเพื่อนร่วมงานในโรงงานไปเสียแล้ว
ช่วงแรกๆ บรรยากาศยังไม่เลวร้ายเท่าไหร่นัก ใครๆ ก็รู้ว่าเธอมีหนี้สินท่วมหัว ไหนจะหลานอีกสองคนที่ต้องเลี้ยงดู การขวนขวายหาเงินเพิ่มจึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร
ยิ่งไปกว่านั้น อาชีพช่างฝีมืออย่างช่างเย็บผ้า ช่างไม้ ช่างรองเท้า หรือช่างเหล็ก ต่างก็เป็นกลุ่มอาชีพที่สภาแห่งรัฐออกใบอนุญาตพิเศษให้สามารถรับงานส่วนตัวเพื่อสร้างรายได้เสริมได้
ผู้คนมากมายที่ปรารถนาจะก้าวเดินบนเส้นทางสายอาชีพนี้ ล้วนต้องผ่านการฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อร่ำเรียนวิชาจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ
ซึ่งอย่างน้อยที่สุดก็ต้องยอมทำงานรับใช้อาจารย์โดยไม่รับค่าตอบแทนเป็นเวลา 5 ปีเต็ม และหลังจากนั้นก็ยังต้องแสดงความกตัญญูกตเวทีต่ออาจารย์ไปชั่วชีวิต เพื่อแลกกับการถ่ายทอดวิชาความรู้ทั้งหมด
เปรียบได้กับเหล่าเด็กฝึกงานในโรงงานเครื่องจักร ที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการฝากตัวเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ เพื่อหาอาจารย์ระดับสูงมาคอยชี้แนะ
พวกเขาต้องคุกเข่าคำนับเพื่อแสดงความเคารพ และมอบของขวัญปีใหม่ให้ทุกปีไม่เคยขาด เพื่อให้อาจารย์เมตตาสอนสั่งวิชาจนสามารถเลื่อนขั้นเป็นพนักงานประจำได้
แต่เฉินชิงคนนี้ กลับแตกต่างออกไป เธอเรียนรู้ทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง
เธอไม่ได้มีแค่บ้านเป็นของตัวเอง ไม่ได้เป็นเพียงหัวหน้าทีมที่ได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการโรงงาน แต่เธอยังมีทักษะฝีมืออันน่าทึ่งติดตัวอีกด้วย
แล้วแบบนี้จะไม่ให้คนอื่นรู้สึกอิจฉาริษยาได้อย่างไร
อันที่จริงแล้วเฉินชิงอยากจะตะโกนบอกพวกเขาเหลือเกินว่า ฉันใช้เวลาเรียนอย่างจริงจังมาถึง 4 ปีเต็มนะ
แต่คิดอีกทีก็ช่างมันเถอะ
เธอคงไม่บ้าพอที่จะเดินไปกระชากคอเสื้อใครต่อใครแล้วป่าวประกาศว่า
“ฉันเดินทางข้ามเวลามานะ ฉันเรียนมหาวิทยาลัยมาตั้ง 4 ปีเต็ม ต้องรับมือกับความต้องการของลูกค้ามาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันราย ถึงได้มีฝีมือช่ำชองขนาดนี้”
ถ้าทำแบบนั้นจริงๆ คงได้กลายเป็นคนเสียสติในสายตาคนอื่นแน่
เฉินชิงเร่งความเร็วในการปักเข็มลงบนผืนผ้า ความปรารถนาที่จะมีจักรเย็บผ้าเป็นของตัวเองพุ่งสูงขึ้นจนแทบจะทะลุเพดาน
“เสี่ยวชิงอยู่หรือเปล่าจ้ะ”
เสียงทักทายที่คุ้นหูดังขึ้นจากด้านนอก
เฉินชิงชะโงกหน้าออกไปมองนอกหน้าต่าง ก็เห็นว่าเป็นลุงกับภรรยาของเขานั่นเอง เธอจึงรีบวางงานในมือลงแล้วเดินออกไปต้อนรับ “ลุงใหญ่คะ ป้าใหญ่คะ มีธุระอะไรกันหรือคะ”
“พอดีมีเรื่องอยากจะคุยด้วยหน่อย”
ป้าใหญ่ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นรอยย่นรอบดวงตา เธอเดินเข้ามาควงแขนเฉินชิงแล้วพาเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่
เฉินชิงได้แต่ยืนงงเป็นไก่ตาแตก
ภาพของป้าใหญ่ที่เคยแสดงท่าทีเย็นชาใส่เธอมาโดยตลอด กลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนในวันนี้ ความกระตือรือร้นที่แสดงออกมาอย่างกะทันหันนั้นทำให้เธอรู้สึกหวาดระแวงอยู่ลึกๆ
เธอเดินไปรินชามาให้แขกทั้งสองคน
ป้าใหญ่จ้องมองเฉินชิงด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ
“เสี่ยวชิงเอ๊ย เธอก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ น่าจะถึงเวลาคิดเรื่องอนาคตของตัวเองได้แล้ว ถึงพ่อแม่จะไม่ได้อยู่ใกล้ๆ แต่พวกเราที่เป็นเพื่อนบ้านกันจะนิ่งดูดายได้ยังไง”
“โบราณเขาว่าไว้ บ้านไหนมีลูกสาวงาม บ้านร้อยหลังก็หมายปอง เธอทั้งหน้าตาสะสวย นิสัยก็…ดี การงานก็มั่นคง แถมยังได้ลงหนังสือพิมพ์อีกต่างหาก ไม่แปลกเลยที่จะมีหนุ่มๆ สนใจเธอเยอะแยะ คนที่มาไถ่ถามเรื่องเธอจากป้านี่ก็มีไม่น้อยเลยนะ”
“แล้ววันนี้ป้าก็ได้หาหนุ่มโปรไฟล์ดีมากๆ มาให้เธอได้รู้จักคนหนึ่ง”
เพียงเท่านี้เฉินชิงก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดได้ นี่มันคือการนัดดูตัวชัดๆ
“ป้าใหญ่คะ หนูยังไม่รีบร้อนเรื่องนี้ค่ะ”
ป้าใหญ่ส่ายหน้าไม่เห็นด้วย “จะไม่รีบได้ยังไงกัน การแต่งงานถือเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิตนะ ขืนชักช้าเลือกมากไปกว่านี้จะกลายเป็นสาวแก่ขึ้นคาน หาคนดีๆ มาเป็นคู่ชีวิตไม่ได้พอดี”
เฉินชิงยังคงรักษาความสงบเยือกเย็นไว้ได้
เธอยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเนิบนาบ
ป้าใหญ่ยังคงร่ายยาวไม่หยุด “คู่ดูตัวที่ป้าหามาให้เธอน่ะ โปรไฟล์ไม่ธรรมดาเลยนะ เขาทำงานอยู่ในคณะกรรมการปฏิวัติ เป็นถึงหัวหน้าหน่วยเล็กๆ เชียวนะ เหมาะสมกับเธออย่างกับกิ่งทองใบหยก”
หญิงสูงวัยยังคงสาธยายคุณสมบัติของชายหนุ่มไม่หยุดปาก
เฉินชิงรอจนเธอพูดจบจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แล้วหันไปทางลุงใหญ่
“ลุงใหญ่คะ ใกล้จะได้เวลาอาหารเย็นของที่บ้านแล้วใช่ไหมคะ หนูคงต้องขอตัวไม่รบกวนแล้วนะคะ”
ลุงใหญ่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบรับ “อ้อ ใช่ๆ”
ชายชราลุกขึ้นยืนแล้วดึงแขนภรรยาให้เดินตามออกไป
ป้าใหญ่ยังคงรู้สึกหงุดหงิดอยู่ในใจ แต่ก็ไม่วายหันกลับมาพูดกับเฉินชิง
“เอาเป็นว่าวันอาทิตย์นี้ป้าจะพาเขามาที่นี่นะ พวกเธอก็แค่ทำความรู้จักกันไว้เฉยๆ”
เฉินชิงรู้สึกรำคาญใจจนแทบบ้า
เฮ่ออวี้ถิงซึ่งแอบฟังอยู่ตลอด ได้เริ่มบทวิเคราะห์ ‘น้าเขย’ ในอนาคตกับพี่ชายของเธอ “คนนั้นไม่น่าจะเวิร์กนะ ดูท่าทางแล้วอยู่บ้านคงไม่ยอมทำอะไรเลยแน่ๆ ปล่อยให้คุณน้ารับใช้ฝ่ายเดียวแบบนั้น คุณน้าต้องคว้ามีดมาสับเขาเป็นชิ้นๆ แน่”
เฮ่ออวี้เสียงพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง ก่อนจะเอ่ยถาม
“แล้วคู่ดูตัวของน้าอายุเท่าไหร่ล่ะ”
“23”
“ดีเลย งั้นพี่จะสอนให้ว่าเลข 23 เขียนยังไง”
เฮ่ออวี้เสียงจรดดินสอเขียนเลข 23 ลงบนกระดาษ
เฮ่ออวี้ถิงมองตัวเลขตรงหน้าแล้วถึงกับพูดอะไรไม่ออก
เฮ่ออวี้เสียงใช้ข้อนิ้วเคาะที่ศีรษะของน้องสาวเบาๆ
“กลับเข้าร่างได้แล้ว ตั้งใจเรียนต่อ”
เด็กหญิงเบะปากทำท่าเหมือนจะร้องไห้
ถึงอย่างนั้นเธอก็ยอมขยับมือเขียนตามอย่างเชื่อฟัง
ในขณะเดียวกัน ป้าใหญ่ที่เพิ่งเดินกลับมาถึงบ้านพักของตัวเองซึ่งอยู่ติดกัน ก็เริ่มระบายความอัดอั้นตันใจออกมาเป็นชุด
“คนที่ฉันอุตส่าห์หามาให้ก็ดีแสนดี มีพร้อมทั้งหน้าตาทางสังคม ตำแหน่งการงาน เงินเดือน หรือแม้แต่รูปลักษณ์ภายนอก แล้วเธอยังจะไม่พอใจอะไรอีก คิดว่าตัวเองวิเศษวิโสมาจากไหนกันนักหนา แค่ผู้หญิงที่มีลูกติดสองคน”
เฮ่อหย่วนที่เพิ่งเดินกลับมาจากข้างนอกพอดี ได้ยินบทสนทนานั้นเข้าก็ถึงกับขมวดคิ้วมุ่น
ป้าใหญ่ยังคงระบายอารมณ์ไม่หยุด
“วันๆ ก็ไม่เห็นจะขยันทำงานทำการอะไร เอาแต่แต่งหน้าแต่งตัวสวยไปวันๆ ฝ่ายชายเขามีน้ำใจยอมสละเวลามาหาถึงที่บ้านพักของเราในวันอาทิตย์ นี่มันแสดงถึงความจริงใจมากขนาดไหนแล้ว แต่เธอกลับยังเล่นตัวเลือกมากอยู่อีก”
เธอพูดไปก็ใช้ฝ่ามือทุบโต๊ะระบายอารมณ์ไปด้วย
เฮ่อหย่วนจ้องมองการกระทำของป้าใหญ่ด้วยสายตาที่เย็นชา
ลุงใหญ่เห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้ามาห้ามปราม “พอได้แล้วน่า เสี่ยวชิงเขาไปทำอะไรให้เธอเจ็บช้ำน้ำใจนักหนา ไม่ได้ทำหน้าบึ้งตึงใส่ ไม่ได้ลงไม้ลงมือกับเธอสักหน่อย ถ้ายังไม่หยุดพูดจาแบบนี้อีก ฉันจะโกรธจริงๆ แล้วนะ”
เมื่อเห็นสามีแสดงท่าทีจริงจังขึ้นมา ป้าใหญ่ก็เกิดความเกรงกลัวขึ้นมาบ้าง จึงได้แต่เก็บความไม่พอใจไว้แล้วบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ
เฮ่อหย่วนเดินเข้าบ้านไปวางหนังสือพิมพ์ฉบับของวันนี้ลงบนโต๊ะ ก่อนจะเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเย็น
ทันใดนั้นเงาร่างเล็กๆ สายหนึ่งก็เคลื่อนไหวเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบราวกับแมว
“สวัสดีค่ะคุณอา”
เฮ่อหย่วนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เธอมาทำอะไรที่นี่”
“พี่ชายหนูโหดเหมือนปีศาจเลยค่ะ เขาบังคับให้หนูเรียนหนังสือเยอะแยะไปหมด ตอนนี้เขาเข้าไปอุ่นกับข้าวในครัว หนูเลยแอบหนีออกมาสูดอากาศข้างนอกแป๊บนึง”
เฮ่ออวี้ถิงลากม้านั่งตัวเล็กมานั่งลงข้างๆ เขา ใบหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม
เฮ่อหย่วนนึกถึงอุปนิสัยของเฮ่ออวี้เสียงแล้วก็อดรู้สึกเห็นใจเด็กหญิงไม่ได้
“เธอน่าสงสารจริงๆ นั่นแหละ”
“ใช่ไหมล่ะคะ”
เฮ่ออวี้ถิงพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน
หลังจากนั่งพักให้หายเหนื่อยอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็นึกถึงธุระสำคัญที่ตั้งใจมาทำได้
“คุณอาคะ วันนี้ที่บ้านทำเมนูอะไรทานเหรอคะ พี่ชายฝากมาบอกว่าถ้าคุณอายังไม่ได้ทำกับข้าว ก็ให้ไปทานด้วยกันที่บ้านเราได้นะคะ วันนี้เขาจะโชว์ฝีมือทำเมนูเด็ดด้วย”
“เมนูเด็ดอะไรล่ะ”
“เห็ดหูหนูผัดเนื้อค่ะ”
“น่าสนใจ งั้นฉันขอไปดูหน่อยแล้วกัน”
“ได้เลยค่ะ” เฮ่ออวี้ถิงเดินเคียงข้างไปกับเฮ่อหย่วน ดวงตากลมโตของเธอส่ายไปมาอย่างมีเลศนัย ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น “คุณอาคะ คุณอาจะอยู่ที่นี่ไปอีกนานไหมคะ”
“อาจจะนะ”
“จริงเหรอคะ”
แววตาของเฮ่ออวี้ถิงเปล่งประกายขึ้นมา
เฮ่อหย่วนมองท่าทีนั้นแล้วก็รู้สึกขบขัน “เธอมีอะไรหรือเปล่า?”
เฮ่ออวี้ถิงหัวเราะคิกคักพลางยกมือขึ้นปิดปากอย่างมีจริต “คุณอาคิดว่าคุณน้าของหนูสวยไหมคะ คุณน้าของหนูสวยมากเลยใช่ไหม”
เฮ่อหย่วนตอบกลับ “แล้วยังไงต่อ”
“ก็… ก็คุณน้าของหนูสุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะคะ ทั้งใจดี ทั้งเก่ง ตอนอยู่บนเวทีก็ดูโดดเด่นเหมือนมีแสงสว่างในตัวเอง แถมยังเย็บผ้าเก่งอีกต่างหาก การงานก็ดีเลิศ ถูกต้องไหมคะ”
เฮ่ออวี้ถิงจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
เฮ่อหย่วนอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ “อืม”
เฮ่ออวี้ถิงร้องออกมาด้วยความดีใจ ก่อนจะรัวคำถามสุดท้ายใส่เขาทันที
“คุณอาคะ คุณอาสนใจอยากลองจีบคุณน้าของหนูดูไหมคะ”
“เฮ่ออวี้ถิง!” เสียงเฉินชิงตวาดลั่นมาจากในบ้านด้วยความอับอาย
[จบบท]