บทที่ 81: จุดเปลี่ยน
แววตาของเยวี่ยอวี้จูสั่นระริก คำพูดถากถางที่เธอเคยพ่นใส่เฉินชิงเป็นประจำ บัดนี้มันได้ย้อนกลับมาเสียดแทงตัวเธอเองในวันที่ตกต่ำที่สุด
เธอมองเฉินชิงตาไม่กะพริบ แม้ร่างกายจะถูกเจ้าหน้าที่จากแผนกรักษาความปลอดภัยลากถูลู่ถูกังออกไปจากตรงนั้น แต่สายตาของเธอกลับยังคงตรึงแน่นอยู่ที่ใบหน้าเรียบเฉยของผู้หญิงที่เคยเป็นเบี้ยล่างให้เธอมาตลอด
เฉินชิงระบายลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา คล้ายกับได้ปลดเปลื้องภาระหนักอึ้งที่มองไม่เห็นออกจากบ่า
“เรื่องทั้งหมดจบแล้วใช่ไหม” ผู้จัดการเสิ่นเอ่ยถามขึ้น ทำลายความเงียบที่เข้าปกคลุม บรรยากาศรอบตัวเขาดูไม่สู้ดีนัก
การลดตำแหน่งพนักงานส่งไปใช้แรงงานในถิ่นทุรกันดารถือเป็นเรื่องเสื่อมเสียเกียรติของโรงงานเครื่องจักร เขาจึงไม่มีอารมณ์จะยินดีกับชัยชนะของใครทั้งนั้น
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เฉินชิงก็รู้สึกว่าร่างกายของเธอเบาโหวงขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เธอรับรู้ได้ในทันทีว่าเศษเสี้ยวสุดท้ายของจิตวิญญาณเจ้าของร่างเดิมได้จากไปอย่างสงบแล้ว
เธอกำหมัดเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด พยายามซ่อนฝ่ามือที่ชื้นเหงื่อเอาไว้ เพราะกลัวว่าใครจะทันสังเกตเห็นความประหม่าที่เกิดขึ้นภายในใจ
กลุ่มคนงานที่ยังคงมุงดูเหตุการณ์ด้วยความสนใจ ต่างพากันจับจ้องมาที่เฉินชิงเป็นตาเดียว พวกเขาคาดหวังลึกๆ ว่าเธอจะก่อเรื่องให้วุ่นวายยิ่งกว่านี้ เพื่อที่พวกเขาจะได้มีเรื่องสนุกๆ ไว้ซุบซิบนินทากันในวงเหล้า
เฉินชิงเมินสายตาเหล่านั้นแล้วหันไปเผชิญหน้ากับผู้จัดการโรงงานโดยตรง
“ท่านผู้จัดการคะ โรงงานของเราอยากมีบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นไหมคะ”
สัญชาตญาณของผู้จัดการเสิ่นร้องเตือนเสียงดังว่าอย่าไปหลงคารมผู้หญิงคนนี้เด็ดขาด มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลซ่อนอยู่เบื้องหลังแน่ๆ
แต่ถึงอย่างนั้น ปากของเขากลับขยับสวนทางกับความคิด
“ไหนเธอลองว่ามาสิ มีอะไรก็พูดมา”
“ข้อมูลการวิจัยส่วนใหญ่ในประเทศของเราล้วนเป็นภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษารัสเซียกับภาษาอังกฤษค่ะ”
เฉินชิงเริ่มต้นอธิบายอย่างใจเย็น ในยุคสมัยที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนและสหภาพโซเวียตกำลังตึงเครียด ภาษาอังกฤษจึงเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่สำหรับคนรุ่นก่อนหน้านี้รวมถึงเจ้าของร่างเดิมของเธอ ภาษารัสเซียคือภาษาที่สองที่ทุกคนต้องเรียนรู้
ผู้จัดการเสิ่นขมวดคิ้ว “แล้วมันเกี่ยวอะไรกัน”
“ทาเลียมีความสามารถทั้งภาษาอังกฤษและรัสเซีย ในช่วงเวลาที่ประเทศของเรากำลังต้องการผู้มีความสามารถอย่างยิ่ง ทำไมเราไม่ลองให้โอกาสเธอได้ใช้ความสามารถในการแปลเอกสารดูล่ะคะ” เฉินชิงเสนอแนวทาง
เหมาเจี้ยนกั๋วซึ่งยืนฟังอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดรีบชิงพูดขึ้น “เรื่องนี้ผมเคยคิดมาก่อนครับ แต่ในอดีตเคยเกิดกรณีที่มีชาวต่างชาติแกล้งแปลข้อมูลวิจัยผิดๆ ให้กับนักวิทยาศาสตร์ของเรา จนสร้างความเสียหายใหญ่หลวงอย่างที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก”
มันไม่ใช่ว่าคนรุ่นหลังไร้หนทาง แต่เป็นเพราะคนรุ่นก่อนได้ทำลายสะพานทิ้งไปจนหมดสิ้นแล้วต่างหาก
เฉินชิงพยักหน้ารับฟังอย่างเข้าใจ “ถ้าการแปลเอกสารวิจัยที่มีความลับสุดยอดมันเสี่ยงเกินไป แล้วถ้าเป็นตำราเรียนล่ะคะ เราน่าจะให้ทาเลียเรียบเรียงพจนานุกรมสำหรับผู้เริ่มต้นขึ้นมาสักเล่ม ก่อนที่จะนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ เราก็ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษารัสเซียหรือภาษาอังกฤษหลายๆท่านช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องก่อนก็ได้”
“วิธีนี้จะทำให้เรามั่นใจได้ว่าเธอไม่ได้ตุกติกอะไร อีกอย่าง การมีพจนานุกรมที่ใช้งานง่ายและค้นหาคำศัพท์ได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยให้นักวิจัยของเราทำงานได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยนะคะ ยิ่งไปกว่านั้น เอกสารที่แปลขึ้นมาใหม่ก็สามารถใช้พจนานุกรมซินหัวเป็นมาตรฐานอ้างอิงได้อีกทางหนึ่งค่ะ”
ข้อเสนอของเฉินชิงทำให้ผู้จัดการเสิ่นถึงกับใจเต้นระรัว
เอกสารการวิจัยส่วนใหญ่ที่พวกเขามีอยู่ ล้วนเป็นมรดกตกทอดมาจากสหภาพโซเวียต ซึ่งการแปลเอกสารเหล่านั้นนับเป็นเรื่องที่ยากลำบากแสนสาหัส สำหรับนักวิจัยหลายๆ คนแล้ว กำแพงทางด้านภาษานี่แหละคืออุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุด
แม้ว่าเขาจะยังไม่สามารถไว้วางใจทาเลียได้เต็มร้อย แต่แนวคิดที่จะให้เธอสร้างเครื่องมืออย่างพจนานุกรมเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับส่วนรวมนั้น ดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ไม่เลวเลยทีเดียว
“เรื่องนี้ฉันคงต้องขอนำไปปรึกษากับคณะผู้บริหารท่านอื่นๆ ก่อน”
“แน่นอนค่ะ” เฉินชิงตอบรับพร้อมรอยยิ้มบางๆ การได้หารือกันนั่นแหละคือสัญญาณของโอกาส
ผู้จัดการเสิ่นหรี่ตามองเธออย่างระแวดระวัง “เธอยังมีเรื่องอะไรอีกไหม”
เฉินชิงฉีกยิ้มกว้างขึ้น “มีอีกแค่นิดเดียวค่ะ”
“ว่ามาให้หมด”
“เหมาเหมาเป็นเด็กที่มีสายเลือดจีนนะคะ แทนที่เราจะปล่อยให้เขาเติบโตขึ้นมาภายใต้การดูแลของทาเลียเพียงลำพัง ทำไมเราไม่ดึงเขาเข้ามาอยู่ในสายตาของสังคม ให้เขาได้รับการศึกษาในแบบของเราล่ะคะ อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าการศึกษาสามารถหล่อหลอมแนวคิดและอุดมการณ์ของคนได้”
สายตาของผู้จัดการเสิ่นเลื่อนไปมองเด็กชายลูกครึ่งที่กำลังนอนดิ้นอยู่บนพื้น แววตาของเขาฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง
“เด็กในประเทศของเราควรจะได้รับการปฏิบัติอย่างไร ก็ให้เป็นไปตามนั้น”
คำประกาศนั้นทำให้ทุกคนในที่นั้นถึงกับส่งเสียงฮือฮาออกมาพร้อมกัน
เด็กคนนี้มีดวงตาสีฟ้า ไม่ใช่คนจีนเต็มตัวเสียหน่อย
ทั้งเหมาเจี้ยนกั๋วและทาเลียต่างหันไปมองหน้าผู้จัดการเสิ่นด้วยความรู้สึกที่เหลือเชื่อ
ผู้จัดการเสิ่นโบกมือเป็นเชิงให้ทุกคนแยกย้าย
“เอาล่ะ ก็ตามนี้แหละ กลับไปทำงานทำการกันได้แล้ว”
ก่อนจะหันหลังเดินจากไป เขาก็หยุดชะงักแล้วพูดทิ้งท้าย
“ส่วนเรื่องที่ว่าทาเลียจะสามารถทำประโยชน์อะไรให้โรงงานได้บ้าง เฉินชิง เธอไปศึกษาข้อมูลแล้วเขียนรายงานสรุปมาให้ฉันหนึ่งฉบับ เราจะเอาเข้าที่ประชุมคณะผู้บริหารในวันจันทร์หน้า”
“รับทราบค่ะ ท่านผู้จัดการ” เฉินชิงตอบรับเสียงใส
เหมาเจี้ยนกั๋วและทาเลียยังคงยืนนิ่งราวกับถูกสาป
ส่วนชาวบ้านที่มุงดูก็ได้แต่งุนงงสับสนไปตามๆ กัน
เดี๋ยวนะ มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมสถานการณ์มันถึงได้พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ขนาดนี้
หัวหน้าหลินเดินเข้ามาหาเฉินชิง ดวงตาของเธอทอประกายชื่นชม
“เสี่ยวชิงจ้ะ สนใจจะย้ายมาทำงานที่สหพันธ์สตรีกับฉันไหมจ๊ะ”
ผู้หญิงคนนี้ทั้งฉลาด เด็ดขาด ช่างสังเกต แถมยังสู้คนและมีวาทศิลป์เป็นเลิศ เรียกได้ว่าเกิดมาเพื่อทำงานนี้โดยเฉพาะ
“เฉินชิง กลับขึ้นไปทำงานบนตึกเดี๋ยวนี้!” เสียงตะโกนอันเกรี้ยวกราดของหัวหน้าหลิวดังแทรกขึ้นมา
เฉินชิงถึงกับหน้านิ่ว “โธ่หัวหน้าคะ ฉันอุตส่าห์สร้างภาพลักษณ์มาตั้งนาน อย่ามาทำลายบรรยากาศตอนนี้สิคะ”
“เร็วเข้า” หัวหน้าหลิวเร่ง
“ค่า ทราบแล้วค่า” เฉินชิงขานรับอย่างเสียไม่ได้
เธอหันไปยิ้มแหยๆ ให้หัวหน้าหลิน “ต้องขอโทษด้วยนะคะหัวหน้าหลิน ฉันต้องรีบกลับไปทำงานแล้ว ถ้ามีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้ ก็เรียกใช้ได้ตลอดเลยนะคะ”
“ได้เลยจ้ะ”
หัวหน้าหลินมองตามแผ่นหลังของเฉินชิงที่รีบวิ่งแจ้นจากไป ในใจเต็มไปด้วยความเอ็นดูและชื่นชม
เธอหันไปจัดการไล่กลุ่มจีนมุงที่เหลือให้สลายตัว ก่อนจะเดินเข้าไปหาทาเลียแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เฉินชิงเป็นคนดีกับเธอมากจริงๆนะ”
สถานการณ์เมื่อครู่นี้เปรียบเสมือนการเดินไต่บนเส้นลวด หากเฉินชิงพูดอะไรพลาดไปแม้แต่คำเดียว อนาคตของเธออาจจะดับวูบลงได้เลย
หัวใจของทาเลียที่เคยห่อเหี่ยวและบีบคั้นมาตลอดนับตั้งแต่เฉินชิงปรากฏตัว บัดนี้เมื่อทุกอย่างคลี่คลายลงในทิศทางที่ดีที่สุด เธอก็สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อสะกดกั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอ “ค่ะ ฉันทราบดี”
เหมาเหมาเกาหัวแกรกๆ แล้วเงยหน้าถามแม่ “ต่อไปถ้าผมได้ไปโรงเรียน ผมจะได้เล่นกับพี่อวี้เสียงแล้วก็น้องอวี้ถิงใช่ไหมครับ”
หัวหน้าหลินยิ้มกว้าง พยักหน้ารับแล้วอุ้มเด็กชายขึ้นมากอดพลางลูบผมนุ่มของเขาเบาๆ
“ใช่แล้วจ้ะ เธอต้องตั้งใจเรียนให้ดีนะ อย่าทำให้ความตั้งใจดีของน้าเฉินชิงต้องเสียเปล่าล่ะ”
เหมาเหมาพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
แม้ร่างกายจะอ่อนล้าจนแทบยืนไม่ไหว แต่จิตใจของเหมาเจี้ยนกั๋วกลับตื่นตัวอย่างถึงขีดสุด
“ทาเลีย คุณได้ยินใช่ไหม เรามีความหวังแล้วนะ เหมาเหมาจะได้ไปโรงเรียนแล้ว ส่วนคุณก็อาจจะได้ออกจากบ้านไปทำงานเหมือนคนอื่นเขา”
ทาเลียปรายตามองสามีอย่างเย็นชา “ทั้งหมดเป็นเพราะสหายเฉินต่างหาก”
เหมาเจี้ยนกั๋วชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะระบายยิ้มออกมา “นั่นสินะ”
ไม่ว่าจะเป็นเพราะใครก็ตาม แค่เธอได้มีชีวิตที่ดี ได้มีอิสระที่จะก้าวเท้าออกจากบ้าน มันก็ดีเกินพอแล้วสำหรับเขา
ณ ที่ทำการแผนกชั้นบน
หัวหน้าหลิวแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมาเป็นไฟ “นี่เธอไปรู้จักกับทาเลียมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ถึงได้ทุ่มสุดตัวขนาดนี้ ทั้งจัดการส่งเยวี่ยอวี้จูไปอยู่ชนบท ดันให้เหมาเหมาได้เข้าโรงเรียน แถมยังหาเรื่องจะให้ทาเลียมาเรียบเรียงพจนานุกรมอีก เธอรู้ตัวไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่ เธอเพิ่งจะสร้างศัตรูกับตระกูลเยว่ แล้วถ้าแม่ลูกคู่นั้นไปก่อเรื่องอะไรขึ้นมา คนที่จะต้องเดือดร้อนก็คือเธอ”
“ฉันทราบดีค่ะ”
“ทราบแล้วยังจะทำอีก”
“บางทีเรื่องของความรู้สึกมันก็ยากที่จะควบคุมนี่คะ”
“เธออยากจะให้ฉันอกแตกตายเลยใช่ไหม นี่เธอคิดว่าตัวเองเป็นพระเอกละครหรือไง ถึงได้หาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวเพื่อผู้หญิงสวยๆ คนหนึ่ง”
หัวหน้าหลิวโกรธจัดจนอยากจะส่งตัวเธอไปให้สหพันธ์สตรีดูแล จะได้ไม่ต้องมาเห็นหน้าให้เสียสุขภาพจิต
เฉินชิงแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “ก็อาจจะใช่อย่างที่หัวหน้าว่าก็ได้นะคะ ก็ทาเลียสวยจริงๆ นี่นา”
“นังเด็กคนนี้”
หัวหน้าหลิวก้มลงมองหาอาวุธใกล้มือเพื่อจะใช้สั่งสอนคนปากดี
แต่เฉินชิงไวกว่า เธอรีบวิ่งหนีออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
เหตุผลที่เธอยอมเสี่ยงออกหน้าในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากความรู้สึกส่วนตัวของเธอเอง การได้ชำระแค้นให้กับเจ้าของร่างเดิม ทำให้เศษเสี้ยวความรู้สึกสุดท้ายของอีกฝ่ายได้จางหายไปโดยสมบูรณ์
บัดนี้ ร่างกายนี้ได้ตกเป็นของเธออย่างแท้จริงแล้ว
ในตอนแรก เธอไม่ได้คาดหวังว่าข้อเสนอเรื่องเหมาเหมาจะได้รับการตอบรับ แต่ก็คาดไม่ถึงว่าผู้จัดการเสิ่นจะเปิดใจกว้างกว่าที่คิด
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เธอก็ต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถของทาเลีย เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าความไว้วางใจที่ได้รับมานั้นไม่ใช่เรื่องสูญเปล่า
ความจริงใจต้องเกิดจากความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย
เฉินชิงยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ
ข่าวคราวเรื่องของเยวี่ยอวี้จูแพร่สะพัดไปทั่วทั้งโรงงานเครื่องจักรราวกับไฟลามทุ่ง
“นี่เธอหลงรักรองหัวหน้าเหมาจริงๆ น่ะเหรอ ถึงได้กล้าไปทำลายชีวิตคู่ของคนอื่นเขา”
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก ฉันได้ยินมาว่าเธอเป็นสายลับต่างหาก ที่เข้ามาก็เพื่อจะขโมยความลับของโรงงาน”
“อย่าพูดจาไร้สาระหน่อยเลย ครอบครัวเยว่ยังอยู่ดีมีสุข เยวี่ยอวี้จูก็แค่ผู้หญิงทะเยอทะยานคนหนึ่งที่อยากจะกลับเข้าไปทำงานในแผนกสถาบันนักวิจัยก็เท่านั้นแหละ”
“แค่ตำแหน่งงานตำแหน่งเดียว มันจะอะไรกันนักกันหนา”
…
แน่นอนว่าถ้าเป็นแค่ตำแหน่งงานธรรมดาคงไม่ทำให้เธอต้องทุ่มสุดตัวถึงเพียงนี้ แต่เป็นเพราะมีใครบางคนคอยชักใยอยู่เบื้องหลังต่างหาก เธอจึงไม่มีทางเลือกอื่น
ณ สถานีตำรวจ เยวี่ยอวี้จูเผชิญหน้ากับพ่อและแม่ของเธอที่กำลังซักฟอกเธอด้วยแววตาที่เจ็บปวดและผิดหวัง เธอก้มหน้านิ่ง ไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
เธอรู้ดีว่าอีกไม่นานพ่อกับแม่คงจะประกาศตัดขาดความเป็นพ่อแม่ลูกกับเธอแน่นอน เธอจึงต้องสงบปากสงบคำเอาไว้ เพื่อรอคอยวันที่หยางซิวจิ่นจะส่งเงินมาช่วยเหลือตามที่ได้ตกลงกันไว้
[จบบท]