บทที่ 84: เสี่ยวอวี้ปกป้องน้าสุดที่รัก
เฉินชิงกลับมาถึงบ้านหลังจากนำวิกผมไปส่งให้เมิ่งฮวนฮวนเรียบร้อยแล้ว เธอก้าวเข้ามาในห้อง ทิ้งตัวลงนั่งอย่างอ่อนล้า แต่ยังไม่ทันจะได้พักหายใจ สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นภาพที่คุ้นเคยนอกหน้าต่าง เฮ่ออวี้ถิงตัวน้อยกำลังวิ่งหนีสุดชีวิต แต่สุดท้ายก็ไม่พ้นเงื้อมมือของพี่ชายที่ไล่ตามมาติดๆ
เฮ่ออวี้เสียงกุมข้อมือน้องสาวไว้แน่น ในมืออีกข้างถือไม้เรียวอันเล็ก จ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มด้วยแววตาจริงจัง
“พวกเราต้องเรียนหนังสือ ถึงจะมีงานดีๆ ทำในอนาคต น้องไม่อยากทำงานหาเงินเองเหรอ”
อนาคตของเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ขึ้นอยู่กับความพยายามของตัวเอง ถ้าพลาดโอกาสสอบเข้าโรงเรียนอาชีวะไปแล้วจะทำอย่างไรต่อ
เฮ่ออวี้ถิงเม้มริมฝีปากแน่นเป็นเส้นตรง เธอเคยเถียงพี่ชายไปแล้วว่าไม่อยากเรียน อยากวิ่งเล่นสนุกไปวันๆ ผลลัพธ์คือโดนเทศนาไปเสียยืดยาวตลอดทั้งวัน เด็กหญิงจึงเรียนรู้ที่จะสงบปากสงบคำแทน
เฮ่ออวี้เสียงชูสมุดแบบฝึกหัดขึ้นตรงหน้า “บอกพี่มาสิ ว่านี่เลขอะไร”
“5 ค่ะ”
“แล้วตัวที่อยู่ข้างๆ ล่ะ”
“4 ค่ะ”
“พออยู่ด้วยกันแล้วมันคือเลขอะไร”
“5...”
ท่ามกลางสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังของพี่ชาย เฮ่ออวี้ถิงก็เอ่ยคำตอบออกมาเสียงแผ่ว
“8 ค่ะ”
“เฮ่ออวี้ถิง! ในสมองของน้องมันมีอะไรบรรจุอยู่กันแน่” ความอดทนของเฮ่ออวี้เสียงขาดผึง เขาโมโหจนกระทืบเท้าอยู่กับที่ด้วยความขัดใจ
เด็กหญิงก้มหน้างุด บิดนิ้วมือเล็กๆ ของตัวเองไปมาด้วยความรู้สึกผิด ทั้งที่เธอท่องเลข 1 ถึง 30 ได้คล่องปร๋อแล้วด้วยซ้ำ ในขณะที่เหมาเหมายังนับเลขพื้นฐานไม่เป็นเลยแท้ๆ แต่พี่ชายกลับยังตราหน้าว่าเธอโง่อยู่ร่ำไป
ภาพของน้องสาวที่ยืนคอตกไหล่ลู่ด้วยความน้อยใจ ทำให้กำแพงความโมโหของเฮ่ออวี้เสียงพังทลายลง เขารู้สึกใจอ่อนยวบยาบขึ้นมาอีกครั้ง
เฉินชิงซึ่งแอบมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบๆ รู้สึกเจ็บแปลบในใจด้วยความสงสารหลานสาวจับใจ แต่เธอก็เข้าใจดีว่าเฮ่ออวี้เสียงรักและเป็นห่วงอนาคตของน้องสาวมากเพียงใด ในเมื่อตัวเธอเองก็มีภารกิจรัดตัวจนแทบไม่มีเวลาดูแลเด็กๆ การที่เฮ่ออวี้เสียงคอยกวดขันเรื่องการเรียนจึงถือเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง เธอจึงต้องหักห้ามใจไม่ให้ก้าวเข้าไปแทรกแซง เพราะนั่นอาจจะทำลายความสัมพันธ์อันดีของสองพี่น้องได้
อดทนไว้เฉินชิง อดทนไว้
แล้วในตอนนั้นเอง เฮ่ออวี้ถิงก็ค่อยๆ ยื่นมือน้อยๆ นุ่มนิ่มของเธอไปเกาะกุมนิ้วของพี่ชายเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พี่อย่าดุหนูเลยนะคะ หนูพยายามตั้งใจเรียนอยู่จริงๆ นะ แต่ถ้าพี่ยิ่งดุ หนูก็จะยิ่งกลัวการเรียนรู้เข้าไปใหญ่”
แววตาของเฮ่ออวี้เสียงอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด “แต่ว่าน้องมันโง่นี่”
“หนูไม่ได้โง่นะคะ หนูเคยถามคุณน้าแล้ว คุณน้าบอกว่าการเรียนรู้ของหนูก็เหมือนกับตอนที่พวกลุงๆ ป้าๆ หัดขี่จักรยานนั่นแหละค่ะ บางคนก็เรียนรู้เร็ว บางคนก็ช้า แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าใครโง่กว่าใครเลยนะคะ มันก็แค่แปลว่าเราต้องใช้เวลาฝึกฝนมากกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง พี่ชายคะ หนูสัญญาว่าจะพยายามให้มากขึ้นค่ะ”
ดวงตากลมโตที่กระจ่างใสราวกับลูกแก้วของเฮ่ออวี้ถิงจ้องมองพี่ชายอย่างแน่วแน่และจริงใจ
เฉินชิงแทบจะยกมือขึ้นกุมหัวใจตัวเองเอาไว้
ให้ตายเถอะ เด็กที่ไหนจะน่ารักน่าเอ็นดูได้ขนาดนี้
หัวใจของเฮ่ออวี้เสียงเองก็อ่อนยวบลงเช่นกัน เขามองแก้มป่องๆ ของน้องสาวด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งเอ็นดูและภูมิใจปะปนกันไป ยิ่งน้องสาวของเขาได้ใช้เวลากับน้ามากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งเติบโตขึ้นมากเท่านั้น ไม่ได้เป็นเพียงซาลาเปาน้อยๆ ที่ใครจะมาบีบขยำได้ง่ายๆ อีกต่อไปแล้ว
“ก็ได้ ต่อไปนี้พี่จะไม่ว่าน้องโง่อีกแล้ว”
“เย้”
เฮ่ออวี้ถิงยิ้มกว้างจนตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เธอแกว่งมือของพี่ชายไปมาเบาๆ ด้วยความดีใจ มุมปากของเฮ่ออวี้เสียงก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างสุดจะกลั้น
เฉินชิงใช้มือเท้าคาง มองภาพสองพี่น้องตรงหน้าด้วยรอยยิ้มอบอุ่นหัวใจ
แสงแดดจ้าในเดือนสิงหาคมสาดส่องลงมา ท้องฟ้าสีครามสดใสไร้เมฆหมอกแม้เพียงก้อนเดียว ลมร้อนพัดเอื่อยๆ ทำให้ราวตากผ้าแกว่งไกวไปมา เสื้อผ้าที่ตากไว้พลิ้วไหวไปตามจังหวะลม ก่อนที่ร่างเล็กๆ ของเฮ่ออวี้ถิงจะปีนขึ้นไปบนม้านั่งแล้วเก็บผ้าลงมาอย่างคล่องแคล่ว
เด็กหญิงแยกประเภทเสื้อผ้าอย่างชำนาญ เธอเอาเสื้อผ้าของตัวเองไปเก็บก่อน ตามด้วยของพี่ชาย และสุดท้ายก็นำเสื้อผ้าของน้าที่พับไว้อย่างเรียบร้อยไปวางไว้ในห้องนอน
เฉินชิงที่นั่งทำงานจนเมื่อยคอไปหมด ขยับคอไปมาเล็กน้อยเพื่อคลายความเมื่อยล้า ก่อนจะโผเข้าไปอุ้มร่างเล็กที่นำเสื้อผ้ามาส่งให้แล้วหอมแก้มยุ้ยๆ นั่นฟอดใหญ่ ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันพลันมลายหายไปสิ้น
หลังจากวางเฮ่ออวี้ถิงที่กำลังหัวเราะคิกคักลงบนพื้น เฉินชิงก็เปิดตู้เสื้อผ้าที่ถูกจัดระเบียบเสียใหม่จนน่ามอง แล้วเริ่มครุ่นคิดถึงเสื้อผ้าที่จะใส่ในวันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้เธอมีนัดไปซื้อของกับเฮ่อหย่วน ซึ่งคงจะต้องใช้แรงไม่น้อย การใส่กระโปรงคงจะไม่สะดวกนัก งั้นก็ตัดสินใจเป็นเสื้อเชิ้ตลายตารางสีแดงกับกางเกงขายาวสีดำก็แล้วกัน
เป็นอันว่าเรียบร้อย
ค่ำคืนนั้นเฉินชิงหลับใหลอย่างเป็นสุข เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้าจึงรู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าเป็นพิเศษ
เธอยื่นเงินห้าเหมาให้เฮ่ออวี้เสียงสำหรับค่ากับข้าวในวันนี้
“อย่าลืมซื้อผักอย่างอื่นมาด้วยนะ ไม่เอามะเขือยาว”
“มันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผมหรอกครับ พนักงานจัดซื้อของสหกรณ์ฯ เขาเอาอะไรมาขาย เราก็ต้องซื้อตามนั้นแหละ” เฮ่ออวี้เสียงรับเงินมาเก็บใส่กระเป๋า ก่อนจะเอ่ยถาม
“แล้วน้าจะไปไหนเหรอครับ”
“ว่าจะไปร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าและฮาร์ดแวร์น่ะ”
“ที่นั่นต้องนั่งรถเมล์ไปใช่ไหมครับ” เฮ่ออวี้เสียงเคยได้ยินชื่อร้าน แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ไปสักที
เฉินชิงขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อืม ก็น่าจะใช่นะ”
เจ้าของร่างเดิมไม่เคยมีความสนใจในร้านค้าประเภทนี้มาก่อน ในความทรงจำของเธอจึงไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้เลย
“งั้นน้าไปก่อนนะ พวกเธอๆ อยู่บ้านกันดีๆ ล่ะ”
“ครับ/ค่ะ”
เฮ่ออวี้ถิงโบกมือเล็กๆ ทั้งสองข้างลาผู้เป็นน้า ในแววตาของเธอมีความตื่นเต้นและความคาดหวังซ่อนเร้นอยู่
วันนี้คุณน้าจะไปเที่ยวกับคุณอาเฮ่อหย่วนด้วยล่ะ
คิกคิก
ดีใจจังเลย
พอคล้อยหลังเฉินชิงไป เฮ่ออวี้ถิงก็หมุนตัวไปรอบๆ ด้วยความสุขใจ ก่อนจะเดินฮัมเพลงไปยังหลังบ้านเพื่อให้อาหารไก่ด้วยท่าทีที่อ่อนโยนกว่าทุกวัน
เฮ่ออวี้เสียงมองตามน้องสาวแล้วก็ได้แต่ส่ายหัว เขาชักจะเชื่อจริงๆ แล้วว่าอนาคตของน้องสาวคงจะหนีไม่พ้นการเป็นเจ้าแม่แห่งวงการซุบซิบนินทาประจำซอยเป็นแน่ เพราะเรื่องราวของชาวบ้านน่ะจำได้แม่นยำทุกกระเบียดนิ้ว แต่พอเป็นเรื่องเรียนทีไรกลับต้องท่องจำกันแทบเป็นแทบตายกว่าจะเข้าใจได้สักนิด
เขาจัดการซักผ้าจนเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะตะโกนเรียกน้องสาว
“พี่จะไปตลาดแล้วนะ น้องจะไปด้วยกันไหม”
“ไปค่ะ”
เฮ่ออวี้ถิงกระโดดโลดเต้นตามพี่ชายออกจากบ้านไปอย่างร่าเริง
แต่ทันทีที่สองพี่น้องก้าวพ้นธรณีประตู ก็ต้องชะงักเมื่อเผชิญหน้ากับป้าใหญ่ที่ยืนทำหน้าบูดบึ้งรออยู่
“น้าของพวกเธอออกจากบ้านไปแล้วใช่ไหม”
เฮ่ออวี้ถิงพยักหน้าตอบรับอย่างใสซื่อ “ใช่ค่ะ”
สีหน้าของป้าใหญ่ยิ่งดูมืดครึ้มลงไปอีก “แล้วไปที่ไหน”
เฮ่ออวี้เสียงรีบก้าวออกมาขวางหน้าน้องสาวแล้วตอบแทน “ไม่ทราบครับ”
“คงจะไปเที่ยวอ่อยผู้ชายอีกตามเคยล่ะสิ” ป้าใหญ่แค่นเสียงหัวเราะเยาะ
ลุงใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ทนไม่ไหวอีกต่อไป ใบหน้าของเขาดำคล้ำด้วยความโกรธ
“ปกติเธอจะบ่นพึมพำอะไรฉันก็ไม่เคยว่า แต่นี่เธอพูดจาเหลวไหลอะไรต่อหน้าเด็กๆ”
“แล้วฉันพูดอะไรผิดล่ะ นังเด็กนั่นรับปากเรื่องนัดดูตัวเป็นมั่นเป็นเหมาะ แต่สุดท้ายกลับเบี้ยวนัดเอาดื้อๆ แล้วจะให้ฉันเอาหน้าไปไว้ที่ไหน อีกฝ่ายเขาเป็นถึงคนของคณะกรรมการปฏิวัตินะ พอเธอหนีไปแบบนี้แล้วฉันจะทำยังไง”
“แล้วใครใช้ให้เธอไปรับปากเขากันเล่า ฉันบอกเธอไปกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าเสี่ยวชิงเป็นผู้หญิงที่มีความคิดเป็นของตัวเอง เรื่องในบ้านเสี่ยวชิงเป็นคนจัดการเองทั้งหมด ไม่ใช่เธอ”
ความดันโลหิตของลุงใหญ่พุ่งสูงปรี๊ด เขาต้องใช้มือยันกำแพงเอาไว้เพื่อพยุงตัวไม่ให้ล้มลงไป
หลายปีที่ผ่านมาเขาต้องทนรับตำแหน่งลุงใหญ่ผู้ดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านพักรวมแห่งนี้ ตำแหน่งเล็กๆ ที่ทางสำนักงานเขตไม่ได้ให้เงินเดือนแม้แต่หยวนเดียว ปีที่แล้วเขาตั้งใจว่าจะลาออก แต่ก็ถูกคนในครอบครัวรบเร้าให้ทำต่อ เขาเกษียณแล้ว ต้องพึ่งพาลูกๆ ในการดำรงชีวิต จึงไม่มีทางเลือกอื่น
แต่ภรรยาของเขากลับหลงระเริง คิดว่าตำแหน่งเล็กๆ นี้ยิ่งใหญ่ราวกับเป็นผู้นำประเทศ เที่ยววางอำนาจไปทั่วทั้งบ้านพัก ใครก็ตามที่ไม่เคารพเธอ ไม่ทำตามใจเธอ ก็จะถูกตำแหน่งลุงใหญ่ผู้ดูแลบ้านพักของเขาข่มขู่คุกคาม
ป้าใหญ่สังเกตเห็นว่าบรรดาเพื่อนบ้านเริ่มทยอยกันออกมามุงดูเหตุการณ์ ก็รู้สึกเสียหน้าอย่างแรง “นี่คุณจะเข้าข้างนังเฉินชิงไปถึงไหนกัน เธอมันก็แค่นังจิ้งจอกเก้าหาง อ่อยเด็กหนุ่มไม่พอ ยังไม่เว้นแม้กระทั่งคนแก่อย่างคุณอีก...โอ๊ย ใคร ใครมันปาก้อนหินใส่ฉัน”
เฮ่ออวี้ถิงยืนอยู่ด้านหลังพี่ชาย กำหมัดน้อยๆ ไว้แน่น ดวงตากลมโตจ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว “หนูเอง หนูจะไปแจ้งเรื่องนี้กับสหพันธ์สตรี ป้ามาใส่ร้ายคุณน้าของหนู ทำลายความสงบสุขของชุมชน แล้วยังมาบีบบังคับสหายหญิงในเรื่องการแต่งงานอีก”
น้ำเสียงของเด็กหญิงอาจจะไม่ดังนัก แต่ทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นและชัดเจน ทำเอาผู้ใหญ่หลายคนถึงกับใจอ่อนยวบ อดคิดไม่ได้ว่าอยากจะมีลูกสาวที่กล้าหาญและฉลาดหลักแหลมแบบนี้บ้าง
และในขณะเดียวกัน สายตาทุกคู่ก็หันไปมองป้าใหญ่ด้วยความรู้สึกประณามหยามเหยียด
ปกติเรื่องซุบซิบนินทาเล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดาของชาวบ้าน แต่การที่คนแก่มารังแกเด็ก พูดจาเหลวไหลไร้สาระต่อหน้าเด็กๆ มันเป็นเรื่องที่เกินจะรับได้จริงๆ
ลุงใหญ่รู้สึกอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี “เธออยากจะเป็นแม่สื่อแม่ชักนักใช่ไหม งั้นก็ตามใจเธอเลย ฉันไล่เธอกลับบ้านนอกไม่ได้ แต่ฉันจะกลับไปเอง”
“นี่คุณจะทำบ้าอะไรของคุณ”
ป้าใหญ่เริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา
ถ้าสามีของเธอล้มเลิกตำแหน่งผู้ดูแลบ้านพักรวมไป แล้วเธอจะเอาอำนาจบาตรใหญ่ที่ไหนไปข่มคนอื่นได้อีก
ลุงใหญ่กุมหน้าอกหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน
“ฉันแค่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสักหน่อยก็เท่านั้น”
พูดจบเขาก็หันหลังเดินกลับเข้าห้องไปเพื่อเก็บข้าวของทันที
ป้าใหญ่เหลือบมองซ้ายขวาอย่างร้อนรน แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะลงไม้ลงมือกับเฮ่ออวี้ถิงจริงๆ เลยได้แต่แค่นเสียงพูดอย่างเย็นชา
“ฉันว่าเธอคงจะถูกน้าของเธอล้างสมองไปหมดแล้วสินะ”
ป้าอวี๋ซึ่งเพิ่งจะกลับมาจากการเดินทางอันยาวนานที่บ้านนอก ก็รีบกระโจนเข้าร่วมวงสนทนาด้วยทันที “เสี่ยวอวี้จ๊ะ เด็กผู้หญิงน่ะอย่าทำตัวดุร้ายเกินไปนักเลยนะจ๊ะ ไม่อย่างนั้นโตขึ้นจะไม่มีใครอยากได้ไปเป็นภรรยาหรอกนะ”
ป้าใหญ่รีบพูดเสริมด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ใช่แล้วล่ะ แต่ก็นะ เสี่ยวอวี้น่ะหน้าตาสะสวย โตขึ้นก็คงจะเรียนรู้นิสัยสำส่อนรักสนุกมาจากน้าของเธอนั่นแหละ”
[จบบท]