บทที่ 9: เงินเก็บของเด็กน้อย: สามเหมาหกเฟิน
เฉินชิงรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้า
สายตาไม่ไว้วางใจของเด็กชายที่จับจ้องมา ทำให้เธอรู้ว่าเขาไม่ได้เชื่อเรื่องที่เธอแต่งขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
แต่ในเมื่อละครฉากนี้ได้เปิดม่านขึ้นแล้ว เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสวมบทบาทต่อไปให้ถึงที่สุด
“แต่ไหนๆ พวกเขาก็กล้าหาเรื่องน้าก่อน ต่อไปนี้น้าก็จะไม่ยอมอยู่เฉยๆ แน่ น้าจะหาเงินให้ได้เยอะๆ ให้พวกเขาหมดปัญญามาบีบคั้นเราได้อีก ที่สำคัญคือน้าคิดแผนการออกแล้วด้วย”
“แผนอะไรครับ?”
น้ำเสียงของเฮ่ออวี้เสียงเรียบเฉย สวนทางกับวัยของเขาโดยสิ้นเชิง ในสายตาของเด็กชาย ท่าทางของเฉินชิงดูไม่น่าเชื่อถือเลยแม้แต่นิดเดียว
ภาพความทรงจำอันเลวร้ายตลอดครึ่งปีที่ผ่านมายังคงเด่นชัดในใจเขา การจะให้เชื่อคำพูดสวยหรูของเธอตอนนี้คงเป็นไปไม่ได้
ถึงอย่างนั้น เธอก็เป็นผู้ใหญ่เพียงคนเดียวในบ้าน
เป็นผู้กุมอำนาจทุกอย่าง
ต่อให้ในใจจะไม่เชื่อ แต่เขาก็ต้องแสร้งทำเป็นเชื่อต่อไป
“ครึ่งปีที่ผ่านมาน้าซื้อเสื้อผ้ามาตั้งเยอะแยะ เธอคิดว่าน้าอยากจะไปอวดรวยแข่งกับเถียนเมิ่งหย่าหรือไง”
“แล้วไม่ใช่เหรอครับ?”
“ไม่ใช่สิ น้าแค่อยากจะสำรวจตลาดดูว่าเสื้อผ้าแบบไหนที่ยังไม่มีขายต่างหากล่ะ ต่อไปนี้น้าจะเริ่มตัดเสื้อผ้าเอง เธอคอยดูฝีมือน้าได้เลย”
เฉินชิงเชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้าด้วยความมั่นใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เป็นครั้งแรกที่เฮ่ออวี้เสียงได้เห็นแววตาแบบนั้นจากผู้หญิงคนนี้ จนเขาเผลอจ้องมองอย่างลืมตัวไปชั่วขณะ
เฉินชิงลุกขึ้นยืนแล้วใช้ฝ่ามือลูบศีรษะของเขาเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าห้องไป ทิ้งให้เด็กน้อยทั้งสองคนได้มีเวลาซึมซับเรื่องราวที่เพิ่งได้ฟัง
เพราะเรื่องเล่าที่ดีที่สุด มักจะเป็นเรื่องที่ความจริงและความเท็จผสมปนเปกันอย่างลงตัว
หลายวันก่อน เจ้าของร่างเดิมได้จากโลกนี้ไปจริงๆ หลังจากได้รับเงินเดือน เธอกะจะไปตลาดมืดเพื่อซื้อรองเท้าหนังส้นสูงคู่ใหม่ล่าสุดมาใส่เย้ยเถียนเมิ่งหย่า แต่โชคไม่ดีที่ดันไปเจอกับกลุ่มปลอกแขนแดงเข้าเสียก่อน
ด้วยความกลัวว่าจะถูกจับได้ เธอจึงวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตเข้าไปในบ้านของใครก็ไม่รู้แล้วซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้า จนสุดท้ายก็ขาดอากาศหายใจตายอย่างน่าอนาถ
ตอนที่เฉินชิงเข้ามาอยู่ในร่างนี้ เธอต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่นานกว่าจะรู้สึกดีขึ้น
เธอได้แต่หวังว่าเจ้าของร่างเดิมจะไปสู่โลกของเธออย่างมีความสุข แม้เธอจะเป็นเด็กกำพร้า แต่ในบัญชีก็มีเงินเก็บอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว นั่นเป็นเงินที่เธอหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง ทำงานหามรุ่งหามค่ำ
หากเจ้าของร่างเดิมผู้รักการใช้เงินเป็นชีวิตจิตใจได้ไปอยู่ในยุคปัจจุบันแล้วใช้เงินของเธอจนหมดเกลี้ยงก็คงจะดีไม่น้อย เพราะถ้าเงินที่เธออุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตต้องนอนนิ่งอยู่ในบัญชีโดยที่เธอไม่ได้ใช้เอง มันคงเป็นความรู้สึกที่น่าเจ็บใจพิลึก
แต่สิ่งที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่าก็คือ เธอต้องมาตามชดใช้หนี้ที่เจ้าของร่างเดิมก่อเอาไว้นี่สิ
เฉินชิงใช้ฟันกัดปลายด้ายจนขาดสะบั้นด้วยความหงุดหงิด
ขณะเดียวกัน ภายในห้องอีกฟากหนึ่ง เด็กน้อยสองคนกอดกันกลมราวกับลูกนกที่ถูกทอดทิ้งอยู่บนเตียงแคบๆ
เฮ่ออวี้เสียงกระซิบปลอบน้องสาว “ไม่ต้องกลัวนะ พี่ยังอยู่ตรงนี้ จะไม่มีวันทิ้งน้องไปไหนแน่นอน”
เขาทำหน้าขรึมขึง พยายามพูดจาให้ดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัว
เฮ่ออวี้ถิงกอดเข่าแน่น ซบใบหน้าเล็กๆ ลงบนนั้น แล้วพึมพำเสียงอู้อี้ “น้าเกือบตายแน่ะ”
“น้าเขาโกหกน่ะ”
“เรื่องจริงนะ”
“ไม่จริงหรอกน่า อย่าไปใจอ่อนเชื่อคำพูดของเธอง่ายๆ สิ พี่จะบอกความลับให้ฟังนะ วันนี้พี่แอบเก็บผักไว้ให้น้องด้วย เดี๋ยวพอน้าเขาไปทำงาน พี่จะเอามาผัดให้กิน”
เมื่อสองวันก่อนเขาก็แอบซ่อนเนื้อหมูไว้ให้น้องสาวเช่นกัน ทุกอย่างต้องเป็นของน้องสาวเสมอ
“พี่ไปตักน้ำก่อนนะ”
แม้ว่าบ้านพักรวมจะมีก๊อกน้ำประปา แต่สำหรับบ้านหลังเล็กๆ ที่อยู่สุดซอยอย่างพวกเขา การจะใช้น้ำแต่ละครั้งต้องเดินไปตักจากก๊อกรวมที่ตั้งเรียงรายอยู่ปากซอยเท่านั้น
เฮ่ออวี้ถิงขยับตัวลงจากเตียงตามพี่ชายทันที “หนูจะไปด้วย”
“อืม ไปกัน”
น้ำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกกิจกรรมในบ้าน ไม่ว่าจะดื่ม ทำอาหาร ล้างจาน อาบน้ำ หรือซักผ้า ดังนั้นในแต่ละวันพวกเขาจึงต้องเสียเวลาไปกับการตักน้ำเป็นอย่างมาก
ลำดับการตักน้ำยังเป็นเครื่องบ่งบอกสถานะทางสังคมได้เป็นอย่างดี บ้านไหนมีเส้นสายหรือมีอิทธิพล ก็จะได้สิทธิ์ตักน้ำก่อนใครเพื่อน แต่เดิมบ้านของพวกเขามีคิวตักน้ำในช่วงเย็น แต่หลังจากที่เหลือเพียงน้าคนเดียวที่ทำงานในโรงงานเครื่องจักรกลหลินไห่ พวกเขาก็ถูกผลักไปอยู่ลำดับสุดท้ายโดยปริยาย
หกโมงเย็นถึงหกโมงครึ่ง
เป็นเวลาที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีหม่น
สองพี่น้องช่วยกันหิ้วถังน้ำคนละสองใบเดินออกจากบ้าน เมื่อถังใบแรกถูกเติมจนเต็ม พวกเขาก็จะรีบสลับเอาถังอีกใบเข้าไปรอง แล้วรีบหิ้วถังที่เต็มแล้วกลับบ้านไปเทน้ำลงในตุ่มดินเผาใบใหญ่ที่ตั้งอยู่บนม้านั่งเตี้ยๆ พอวิ่งกลับมาอีกที ถังใบที่สองก็เต็มพอดี เป็นวิธีที่ช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลารอคอยโดยเปล่าประโยชน์
เฮ่ออวี้เสียงแข็งแรงกว่าน้องสาว แต่ก็ยังไม่สามารถหิ้วถังน้ำสองใบพร้อมกันได้ เขาทำได้เพียงวิ่งไปกลับให้เร็วที่สุด เพื่อตักน้ำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ป้าอวี๋ที่อาศัยอยู่ปากซอยมองภาพนั้นด้วยความสงสาร แต่เรื่องแบบนี้จะให้ช่วยตลอดไปก็คงไม่ไหว เพราะแต่ละบ้านก็มีภาระของตัวเอง
“เสี่ยวอวี้ คางหนูไปโดนอะไรมา ทำไมทายาม่วงแบบนั้นล่ะ น้าของหนูตีหนูเหรอจ๊ะ”
“เปล่าค่ะ หนูหกล้มเอง”
เฮ่ออวี้ถิงตอบโดยไม่หันหน้าไปมอง เธอใช้ไหล่เล็กๆ ดันด้ามไม้ของถังไว้เพื่อช่วยผ่อนแรง แล้วก้มหน้าก้มตาเดินกลับบ้านต่อไป
เสียงวิพากษ์วิจารณ์น้าสาวลอยมาตามลมอย่างที่คาดไว้ไม่ผิดเพี้ยน แต่วันนี้กลับมีเรื่องอื่นแทรกเข้ามาด้วย เป็นเรื่องของหยางซิวจิ่นกับหลี่เหอฮวา
“นี่เธอว่าเรื่องของสองคนนั้นมันจริงไหม”
“บอกยากนะ ถ้าไม่จริงแล้วสามีของเธอจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนั้นเหรอ”
“แหม ก็หยางซิวจิ่นทั้งหล่อทั้งสุภาพอ่อนโยน จะมีคนมาหลงเสน่ห์ก็ไม่แปลกหรอก แต่สามีของเธอนี่สิ จะเอาอะไรไปสู้กับเขาได้”
“นั่นน่ะสิ ว่าแต่วันนี้เห็นลูกชายของพวกเขาไหม ตัวมอมแมมเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว น่าขยะแขยงมาก”
“ฉันอยู่บ้านพักรวมเดียวกับพวกเขานี่แหละ ไม่อยากจะกลับบ้านเลย สองผัวเมียเอาแต่ตามใจลูก ไม่เคยคิดจะอบรมสั่งสอน ปล่อยให้เพ่นพ่านไปทั่ว”
***
กลุ่มป้าๆ ยังคงทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษา วิจารณ์ชีวิตของทุกคนที่พวกเธอรู้จักอย่างออกรส
ปกติแล้วเฮ่ออวี้เสียงจะไม่เคยใส่ใจคำพูดของคนพวกนี้ แต่ครั้งนี้เขากลับหยุดฟัง
เขายังจำได้ดีว่าตอนที่คุณพ่อเสียชีวิตไปอย่างกะทันหัน คนพวกนี้ก็เคยพูดจาทำร้ายจิตใจคุณแม่ของเขา หาว่าท่านเป็นตัวกาลกิณี ทำให้คุณแม่ของเขาร้องไห้เสียใจอยู่หลายวัน
ตอนนี้เป็นยังไงล่ะ ได้ลิ้มรสชาติของการถูกนินทาว่าร้ายเสียเองบ้างคงจะรู้สึกดีไม่น้อย
สองพี่น้องช่วยกันขนน้ำจนเต็มตุ่มใหญ่ จากนั้นก็ตักเพิ่มอีกสี่ถังเพื่อเตรียมไว้สำหรับต้มน้ำอาบในคืนนี้
เฮ่ออวี้เสียงนำฟางแห้งที่ติดไฟง่ายยัดเข้าไปในเตาก่อน รอจนเปลวไฟลุกโชนแล้วจึงค่อยๆ สอดกิ่งไม้แห้งเล็กๆ เข้าไปตามด้วยฟางอีกสองกำมือ ไม่นานไฟก็ลุกติดกิ่งไม้อย่างง่ายดาย เมื่อเห็นว่าไฟแรงดีแล้ว เขาจึงใส่ท่อนฟืนที่ใหญ่ขึ้นตามเข้าไป
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ต้องทำอะไรอีก แต่เมื่อเฮ่ออวี้เสียงเดินไปตรวจดูฟืนในครัว ก็พบว่ามันเหลืออยู่น้อยเต็มที
จากที่นี่ไปยังภูเขาที่ใกล้ที่สุดต้องเดินทางกว่าสิบกิโลเมตร การไปกลับแต่ละครั้งจึงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยทั่วไปแล้วทุกบ้านจะตกลงแลกเปลี่ยนสิ่งของกับชาวบ้านในละแวกนั้นเพื่อแลกกับฟืน หรือไม่ก็หันไปใช้ถ่านรังผึ้งแทน
ครั้งล่าสุดที่ฟืนหมด น้าเป็นคนสั่งให้เขาไปตัดฟืน เขากับน้องสาวต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำอยู่เกือบครึ่งเดือนกว่าจะได้ฟืนมากองหนึ่ง จนกระทั่งฝนตกหนักติดต่อกันเป็นสัปดาห์ ภารกิจตัดฟืนจึงได้ยุติลงชั่วคราว
ตอนนี้ฟืนกำลังจะหมดอีกแล้ว ไม่รู้ว่าครั้งนี้น้าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร
เฮ่ออวี้เสียงรู้สึกหนักใจ
“พี่คะ นี่ค่ะ หนึ่งเฟิน หนูเพิ่งเอาหลอดยาสีฟันเปล่าไปขายให้คุณปู่ที่ร้านรับซื้อของเก่ามา”
หลอดยาสีฟันในยุคนี้ทำจากดีบุก จึงสามารถนำไปขายต่อได้ในราคาหนึ่งเฟินต่อหนึ่งหลอด
เฮ่ออวี้เสียงรับเงินมาเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ
ความจริงแล้ว ตอนที่ไปซื้อกับข้าว เขาใช้เงินไปเพียงสี่เหมาเท่านั้น และแอบเก็บส่วนต่างไว้หนึ่งเหมา เมื่อรวมกับเงินหนึ่งเฟินที่เพิ่งได้มา ตอนนี้เขามีเงินเก็บทั้งหมดสามเหมาหกเฟินแล้ว
“ตอนนี้เรามีเงินเก็บทั้งหมดสามเหมาหกเฟินแล้วนะ แต่ห้ามใช้มั่วซั่วเด็ดขาด รู้ไหม”
“ค่ะ หนูรู้”
เฮ่ออวี้ถิงพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย เธอรู้ดีว่าเงินจำนวนนี้มีค่ามากแค่ไหน
เฮ่ออวี้เสียงให้น้องสาวคอยดูไฟในเตา ส่วนตัวเขาก็แอบเอาเงินทั้งหมดไปซ่อนไว้ในที่ลับ
ไม่ใช่ว่าเขาไม่ไว้ใจน้องสาว แต่เป็นเพราะเวลายัยตัวเล็กนี่โกหกทีไร ใบหน้าจะแดงก่ำจนดูออกง่ายเกินไป
แถมพักหลังมานี้น้าก็ชอบถามเรื่องเงินอยู่บ่อยๆ ดังนั้นเขาจึงต้องเป็นคนเก็บเงินก้อนนี้ไว้เอง
หลังจากซ่อนเงินเรียบร้อยแล้ว เสียงของน้าก็ดังแว่วมาจากในบ้าน “ยาสีฟันอยู่ไหน”
[จบบท]