บทที่ 116: ทุกอย่างลงตัว ราวกับพรหมลิขิต
เมื่อได้ยินคำพูดประโยคดังกล่าว รอยยิ้มบนใบหน้าของอวิ๋นโม่ก็ค่อยๆ จางหายไป ความรู้สึกหนักอึ้งก่อตัวขึ้นในใจของเธออย่างช้าๆ
แม้ว่าเธอจะมั่นใจในระดับหนึ่งว่าตัวเองทำสอบวัดระดับในครั้งนี้ได้ค่อนข้างดี ทว่าเธอกลับไม่มีความมั่นใจเต็มร้อยเลยว่าจะสามารถทำคะแนนติด 1 ใน 10 ของเมืองได้หรือไม่
ท้ายที่สุดแล้ว เธอเองก็ไม่ได้รู้ถึงความสามารถที่แท้จริงของคู่แข่งคนอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย
ซานเจินเจินเห็นอวิ๋นโม่เอาแต่เงียบกริบก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะออกมาเสียงดัง
“ไม่รู้จักประเมินความสามารถของตัวเองบ้างเลย กล้าฝันเฟื่องว่าจะติด 10 อันดับแรกของเมือง ต่อให้เธอต้องกลับไปเรียนมัธยมปลายใหม่อีก 3 ปี เธอคงไม่มีวันติดอันดับหรอก”
เจิงฟางไม่อยากเห็นเพื่อนสนิทของตัวเองต้องทนฟังคำถากถาง เธอจึงหันไปโต้เถียงกับอีกฝ่าย
“ซานเจินเจิน เธอจะมาทำหน้าตาได้ใจอะไรอยู่ตรงนี้ ถึงอวิ๋นโม่จะไม่ได้ติด 10 อันดับแรกของเมือง แต่คะแนนของเธอต้องดีกว่าคนรั้งท้ายแบบเธอแน่นอน”
“ได้คะแนนดีกว่าฉันแล้วจะทำไม” ซานเจินเจินแค่นเสียงเย็นชา “ตอนนั้นอวิ๋นโม่เป็นคนรับคำท้าพนันกับพวกเราเอง ถ้าเธอไม่ติด 10 อันดับแรก เธอต้องจ่ายเงินให้ฉัน 100 หยวน”
“มีส่วนของฉันด้วย ของฉัน 30 หยวน รู้อย่างนี้ฉันน่าจะลงพนันสัก 100 หยวนก็ดี”
“ของฉัน 50 หยวน ฮ่าฮ่า เงินก้อนนี้ได้มาง่ายดายจังเลย”
เสียงเยาะเย้ยและถากถางจากผู้คนรอบข้างดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เจิงฟางโกรธจัดจนแก้มป่องเหมือนปลาปักเป้า ในทางกลับกัน อวิ๋นโม่ซึ่งเป็นคนกลางในเรื่องนี้กลับแสดงท่าทีสงบเยือกเย็นราวกับเป็นเพียงคนนอกที่ยืนดูเหตุการณ์
ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่ใส่ใจกับคำพูดเหล่านั้นเสียทีเดียว แต่ในเมื่อความสามารถของเธออาจจะสู้คนอื่นไม่ได้จริงๆ เธอก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องหาคำพูดมาแก้ตัว
การประกาศผลคะแนนและอันดับของการสอบวัดระดับจะต้องรอจนถึงวันพรุ่งนี้ถึงจะมีการแจ้งอย่างเป็นทางการ ในยุคสมัยนี้ยังไม่มีระบบคำนวณอัตโนมัติ การรวบรวมคะแนนและจัดอันดับทั้งหมดจึงต้องพึ่งพาแรงงานคนล้วนๆ
ทางสำนักงานการศึกษาก็เพิ่งจะรวบรวมคะแนนของ 10 อันดับแรกเสร็จสิ้นไปเท่านั้น ส่วนอันดับที่เหลือก็กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
พอรู้ตัวว่าตัวเองไม่ติด 10 อันดับแรก อวิ๋นโม่ก็รู้สึกผิดหวังอยู่ลึกๆ ความรู้สึกนี้ทำให้เธอไม่อยากรับประทานอาหารกลางวันเลยด้วยซ้ำ เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงเลิกเรียนในตอนบ่าย เจิงฟางก็ทำตัวลึกลับพร้อมกับยัดซองจดหมายหนาเตอะใบหนึ่งลงในกระเป๋านักเรียนของเธอ
“อวิ๋นโม่ เธอค่อยกลับไปเปิดดูที่บ้านนะ”
อวิ๋นโม่รู้สึกขำขันและเอ่ยถามหยอกล้อ
“อะไรกันเนี่ย อย่าบอกนะว่าเป็นเงิน กลัวว่าฉันจะไม่มีเงินไปจ่ายค่าพนันเหรอ”
“เธอฝันไปเถอะ ฉันจะมีเงินที่ไหนมาให้เธอ เอาเป็นว่าเธอค่อยกลับไปเปิดดูที่บ้านก็แล้วกัน”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
เมื่อกลับมาถึงบ้าน อวิ๋นโม่ก็จัดการให้อาหารต้าไป๋และเอ้อร์ไป๋เป็นอันดับแรก เธอไปนั่งพักอยู่ใต้ชายคาพร้อมกับกินลูกท้อไปครึ่งลูก จากนั้นเธอจึงเดินกลับเข้าไปในห้องและหยิบซองจดหมายออกจากกระเป๋านักเรียน
ทันทีที่เห็นของซึ่งอยู่ภายในซองจดหมาย ร่างของอวิ๋นโม่ก็ชะงักค้างไป
สิ่งที่อยู่ด้านในคือรูปถ่ายจากตอนที่พวกเธอออกไปเที่ยวกันเมื่อวันเสาร์ รูปถ่ายปึกหนานี้ล้วนเป็นภาพคู่ของเธอและหลิงชวนทั้งหมด
ประเด็นสำคัญคือ เธอไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ารูปพวกนี้ถูกถ่ายเอาไว้ตั้งแต่ตอนไหน
ภาพทุกใบล้วนเป็นอิริยาบถตอนที่เธอกำลังเลือกและเก็บลูกท้อ ในขณะที่สายตาของหลิงชวนนั้นคอยจดจ้องและติดตามเธออยู่ตลอดเวลา
แม้ว่ารูปถ่ายเหล่านั้นจะไม่ได้มีความคมชัดมากนัก แต่ความรู้สึกรักใคร่และความอบอุ่นที่สะท้อนออกมาจากแววตาของชายหนุ่มก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
หลังจากดูรูปถ่ายจนครบทุกใบแล้ว พวงแก้มของอวิ๋นโม่ก็ร้อนผ่าวราวกับกำลังมีไฟสุม
เธอตัดสินใจเลือกรูปถ่ายที่ดูเป็นปกติมากที่สุดออกมา 3 ใบและเดินตรงไปยังห้องครัวเพื่อส่งมันให้กับหลิงชวนซึ่งกำลังทำอาหารเย็นอยู่
“นี่คือรูปที่เจิงฟางเป็นคนถ่ายเอาไว้ คุณเก็บเอาไว้เถอะค่ะ”
หลิงชวนรับรูปถ่ายมาด้วยท่าทีดีใจอย่างเห็นได้ชัด เขาพลิกรูปถ่ายทั้ง 3 ใบดูไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับว่าดูเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเบื่อ จนกระทั่งอวิ๋นโม่ต้องร้องเตือนว่ากับข้าวในกระทะกำลังจะไหม้ เขาถึงได้รีบลุกลี้ลุกลนเก็บรูปถ่ายยัดใส่กระเป๋าเสื้อของตัวเอง
เมื่ออวิ๋นโม่ได้เห็นท่าทางทะนุถนอมรูปถ่ายของชายหนุ่มราวกับว่ามันเป็นของล้ำค่า ความรู้สึกหดหู่ในใจของเธอก็คลายลงไปได้มาก
หลังรับประทานอาหารเย็นเสร็จ หลิงชวนก็เดินออกจากบ้านไป อวิ๋นโม่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนักเพราะเธอคิดว่าเขาคงออกไปหาหลิงเจียงหรือไม่ก็เติ้งจื้อเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่องการค้าขาย
แต่อวิ๋นโม่คาดเดาผิดไป หลิงชวนไม่ได้ออกไปพบใคร ทว่าเขาเดินทางไปยังร้านถ่ายรูป
เขายอมจ่ายเงินเพื่อนำรูปถ่ายทั้ง 3 ใบที่อวิ๋นโม่ให้มาไปเคลือบแผ่นใสกันรอย อีกทั้งเขายังลงทุนซื้อกรอบรูปสวยงามมาใส่รูปเหล่านั้นเอาไว้อย่างดี
ตอนที่เขาถือกรอบรูปกลับมาถึงบ้าน เขาก็พบกับหลิงเจียงซึ่งเพิ่งจะกลับมาถึงหน้าประตูบ้านเช่นเดียวกัน
“พี่ใหญ่ ทำไมวันนี้พี่ถึงกลับมาดึกจังเลยครับ”
หลิงเจียงส่งยิ้มให้
“พอดีว่าฉันไม่ได้มีธุระอะไรต้องรีบไปทำ ฉันก็เลยไม่ได้นั่งรถมา อาศัยเดินกินลมชมวิวกลับมาเรื่อยๆ นี่แหละ”
เมื่อเขาสังเกตเห็นว่าหลิงชวนถือกรอบรูปมา 3 อัน เขาก็ถามออกไปตามสัญชาตญาณ
“นายซื้อกรอบรูปมาตั้งเยอะแยะเอามาทำอะไรเหรอ”
หลิงชวนหยิบกรอบรูปออกมาส่งให้อีกฝ่ายดู
“นี่เป็นรูปถ่ายตอนที่ผมกับอวิ๋นโม่ไปเที่ยวด้วยกันเมื่อ 2 วันก่อนครับ”
ทันทีที่หลิงเจียงเห็นภาพคู่ของสามีภรรยาที่ดูเหมาะสมกัน เขาก็ยิ้มกว้างจนหุบปากไม่ลง
“ดีมากเลย รูปนี้ถ่ายออกมาได้สวยมากจริงๆ”
ใบหน้าของหลิงชวนปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาเช่นกัน
“ผมกลัวว่าถ้าเก็บไว้นานๆ รูปมันจะชื้นและเสียหาย ผมก็เลยเอารูปไปเคลือบแผ่นใสกันรอยมาครับ”
“ดีแล้ว ทำแบบนี้แหละดีมาก”
หลิงเจียงส่งกรอบรูปคืนให้น้องชายด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มใจ
“พอเห็นนายกับน้องสะใภ้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ ถ้าพ่อกับแม่รับรู้ได้ พวกท่านก็คงจะหมดห่วงแล้วล่ะ”
หลิงชวนไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไป แต่ภายในใจของเขากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดีและความสุข
นับเป็นความโชคดีที่อวิ๋นซื่อเสียนเป็นคนเลือกเขาในตอนนั้น ประจวบเหมาะกับที่เขากำลังต้องการความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายพอดี ทุกอย่างมันช่างลงตัวราวกับพรหมลิขิตจัดสรรมาให้ เธอจะได้กลายมาเป็นภรรยาของเขา และเขาเองก็ถือว่ามีความโชคดีอย่างมากที่ได้แต่งงานกับภรรยาแสนดีเช่นนี้
เมื่อเข้ามาในบ้าน เขาจัดการยกอาหารที่อุ่นทิ้งไว้ในกระทะไปให้หลิงเจียงรับประทาน จากนั้นหลิงชวนก็ถือกรอบรูปกลับเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง
เขานำกรอบรูปอันหนึ่งไปวางไว้บนหัวเตียง ส่วนอีก 2 อันที่เหลือ เขาจัดวางมันไว้บนโต๊ะน้ำชาและโต๊ะกลมอย่างละอัน
แม้ว่าการจัดวางสิ่งของภายในห้องยังคงเหมือนกับวันปกติทั่วไป มีเพียงกรอบรูป 3 อันเท่านั้นที่เพิ่มเข้ามา ทว่าบรรยากาศภายในห้องกลับให้ความรู้สึกแตกต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
การที่มีรูปถ่ายของเธอตั้งประดับอยู่ในห้อง มันทำให้เขารู้สึกเหมือนว่าเธอได้เข้ามาอยู่ในห้องนี้ด้วย อากาศรอบตัวดูเหมือนจะอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานจากตัวเธอ หลิงชวนเอนกายลงนอนบนเตียงพร้อมกับความรู้สึกอิ่มเอมใจและมีความสุขจนหาคำอธิบายไม่ได้
การสอบวัดระดับได้เสร็จสิ้นลงแล้ว อันที่จริงอวิ๋นโม่ไม่จำเป็นต้องทุ่มเทอ่านหนังสืออย่างหนักหน่วงเหมือนช่วงที่ผ่านมา แต่หลังจากได้รู้จากปากของซานเจินเจินว่าเธอไม่ติด 10 อันดับแรกของเมือง มันก็สร้างความกดดันและความรู้สึกพ่ายแพ้ให้กับเธออยู่บ้างไม่มากก็น้อย
ถ้าหากเธอไม่สามารถทำคะแนนติด 10 อันดับแรกของเมืองได้ เรื่องที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยจิงต้าในปีหน้าก็คงเป็นเพียงแค่ความฝัน
อวิ๋นโม่ตัดสินใจที่จะรักษาระดับการทำแบบทดสอบเสริมวันละ 5 ชุดต่อไป ในเมื่อเธอมีน้ำวิเศษอยู่กับตัว หากรู้สึกเหนื่อยล้า เธอก็แค่ดื่มมันเข้าไปเล็กน้อย มันช่วยทำให้สมองของเธอปลอดโปร่งแถมยังช่วยฟื้นฟูเรี่ยวแรงให้กับเธอได้อีกด้วย
ส่วนเมล็ดหูเถาและนมที่หลิงชวนเตรียมไว้ให้ อวิ๋นโม่ก็จัดการกินมันเป็นอาหารว่างก่อนนอน
หลังจากที่หลิงชวนนำเมล็ดหูเถาและนมไปส่งให้ภรรยาเสร็จเรียบร้อย เขาก็สังเกตเห็นว่าห้องของพี่ชายยังมีแสงไฟสว่างไสวอยู่ เขาจึงเดินไปเคาะประตูห้อง
“ชวนจื่อ นายยังไม่นอนอีกเหรอ”
“ยังครับ อวิ๋นโม่ยังอ่านหนังสืออยู่เลยครับ”
พอได้ยินคำตอบ หลิงเจียงก็เหลือบสายตาไปมองทางห้องนอนหลัก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกชื่นชมและห่วงใย
“น้องสะใภ้ก็เหนื่อยไม่เบาเลยนะ ต้องตั้งใจเรียนจนดึกดื่นทุกวัน นายเองก็ต้องคอยดูแลเธอให้ดี อย่าปล่อยให้น้องสะใภ้หักโหมจนร่างกายทรุดโทรมล่ะ”
“ครับ ผมจะดูแลเธออย่างดีครับ”
เมื่อนำมาเทียบกับห้องนอนของอวิ๋นโม่และหลิงชวน ห้องของหลิงเจียงดูเรียบง่ายและธรรมดามากกว่าหลายเท่า
เนื่องจากเขาตัดสินใจย้ายเข้ามาอยู่อย่างกะทันหัน อวิ๋นโม่จึงไม่สามารถเตรียมซื้อเครื่องเรือนใหม่ได้ทันเวลา เธอทำได้เพียงแค่ไปเลือกเอาเครื่องเรือนเก่าที่ขนย้ายมาจากบ้านตระกูลอวิ๋นมาจัดวางเอาไว้แบบเรียบง่าย เพื่อให้ห้องนี้สามารถใช้เป็นที่พักอาศัยได้ชั่วคราวไปก่อน
“พี่ใหญ่ พี่อยู่ที่นี่จนชินหรือยังครับ”
หลิงเจียงหัวเราะออกมาด้วยความรู้สึกขัดเขิน
“ฉันจะไม่ปิดบังนายหรอกนะ ฉันยังไม่ชินเลยจริงๆ ฉันใช้ชีวิตมาเกือบจะ 30 ปีแล้ว ฉันยังไม่เคยอาศัยอยู่ในบ้านที่ใหญ่โตขนาดนี้มาก่อนเลย แถมยังไม่เคยนอนบนเตียงนอนหนานุ่มขนาดนี้ พอตกกลางคืนตอนที่เอนตัวลงนอน ฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันไป มันไม่ค่อยคุ้นชินเท่าไหร่เลย”
หลิงชวนสามารถเข้าใจความรู้สึกของพี่ชายได้เป็นอย่างดี ในตอนแรกที่เขาเพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ เขาก็รู้สึกไม่คุ้นเคยเช่นเดียวกัน ในตอนนั้นเขารู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองเป็นผู้ชายที่ต้องคอยพึ่งพาและเกาะภรรยากิน
“พี่ใหญ่ วันนี้พี่ออกไปดูลาดเลาการตั้งแผงขายของของคนอื่นมา พี่รู้สึกยังไงบ้างครับ”
[จบบท]