บทที่ 67: ลูกสาวคือแก้วตาดวงใจของคนเป็นพ่อ
หลี่ลี่ย่อมรู้จักนิสัยใจคอสามีของตัวเองดี หญิงสาวเดาได้ทันทีเลยว่าหลังจากหลิงเจียงรับรู้เรื่องราวของน้องชายตัวเองแล้ว เขาจะต้องรีบกลับมาที่บ้านอย่างแน่นอน วันนี้เธอจึงลงมือทำมื้อเย็นเตรียมเอาไว้ตั้งแต่หัววัน พอหลิงเจียงกลับมาถึงบ้านปุ๊บ เขาก็ได้กินข้าวสวยร้อนๆ พร้อมกับกับข้าวที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ทันที
อาหารที่บ้านต่อให้จะเป็นแค่อาหารธรรมดาทั่วไปไม่ได้หรูหราอะไร ถึงอย่างนั้นก็ยังมีรสชาติอร่อยกว่าข้าวแดงแกงร้อนนอกบ้านเป็นไหนๆ หลิงเจียงก้มหน้าก้มตากินข้าวในชามอย่างตะกละตะกลาม ถึงกระนั้นชายหนุ่มก็ยังไม่ลืมที่จะไถ่ถามเรื่องราวของหลี่จื้อเจี๋ยด้วยความเป็นห่วง
"คุณลองเล่ารายละเอียดให้ฉันฟังหน่อยสิ ตอนนี้สถานการณ์ของจื้อเจี๋ยเป็นยังไงบ้างแล้ว"
หลี่ลี่แสดงอารมณ์ฉุนเฉียวผ่านสีหน้า
"จะให้เป็นยังไงได้อีกล่ะ โดนจับได้คาหนังคาเขาพร้อมของกลางขนาดนั้น ตอนนี้คนก็เลยโดนขังอยู่ในสถานีกักกันฝั่งตะวันออกของเมือง รอแค่เวลาศาลตัดสินรับโทษทางกฎหมายเท่านั้นแหละ"
ชายหนุ่มวางตะเกียบในมือลงพร้อมกับเสนอความคิดเห็น
"ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันจะลองแวะไปเยี่ยมดูลู่ทางที่สถานีกักกันฝั่งตะวันออกของเมืองสักหน่อย เผื่อจะมีหนทางไหนที่พอจะช่วยเหลือเขาได้บ้าง"
หลี่ลี่ตวัดสายตามองค้อนสามีวงใหญ่
"ทางนั้นเขาบอกว่าต้องจ้างทนายความมาช่วยสู้คดี คุณมีเงินไปจ้างให้เขาหรือไง"
ความตั้งใจแรกเริ่มของหลี่ลี่เพียงแค่ต้องการพูดประชดประชันสามีเท่านั้น ใครจะไปคาดคิดว่าหลิงเจียงจะสอบถามรายละเอียดเรื่องนี้อย่างจริงจัง
"แล้วคุณได้ลองไปสืบดูหรือยังล่ะ ค่าจ้างทนายความสักคนต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่"
หลี่ลี่รู้สึกโมโหจนแทบจะพ่นไฟออกมา
"คุณคิดจะจ้างทนายความให้จื้อเจี๋ยจริงๆ งั้นเหรอ คุณสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือเปล่าเนี่ย หรือว่าบ้านเรามีเงินทองเหลือใช้จนเอามาเผาเล่นได้สบายๆ กันล่ะ"
หลิงเจียงรู้สึกไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมภรรยาถึงต้องโวยวายขนาดนี้
"ถึงยังไงเขาก็เป็นน้องชายแท้ๆ ของคุณนะ พวกเราสองคนจะทำเป็นนิ่งดูดายไม่ยอมยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเลย มันก็ดูจะใจดำเกินไปหน่อยไหม"
หญิงสาวสวนกลับทันควัน
"คุณคิดว่าตัวเองมีปัญญาไปจัดการเรื่องพวกนี้หรือไง ถ้าคุณมีเงินก้อนใหญ่เอาไปจ้างทนายความจริงๆ เอาเวลามาคิดหาหนทางส่งเจียเล่อเข้าเรียนในโรงเรียนดีๆ ไม่ดีกว่าเหรอ ข้ามปีนี้ไปเจียเล่อก็จะอายุ 5 ขวบเต็มแล้วนะ"
ประโยคเตือนสติของภรรยาทำให้หลิงเจียงนึกถึงลูกสาวขึ้นมาได้ หลิงชุนฮวาอายุมากกว่าลูกชายอย่างหลิงเจียเล่อเกือบสองปี ข้ามปีนี้ไปลูกชายจะอายุ 5 ขวบ ถ้าอย่างนั้นลูกสาวของเขาก็ต้องเกือบ 7 ขวบแล้ว ถึงวัยที่ต้องเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาแล้วสิ ความเป็นจริงในปีนี้พวกเขาควรจะส่งหลิงชุนฮวาไปเข้าเรียนชั้นอนุบาลเพื่อเตรียมความพร้อมได้แล้ว แต่พอหลี่ลี่ไม่เคยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาปรึกษา หลิงเจียงซึ่งต้องออกไปทำงานหาเงินนอกบ้านทุกวันจึงหลงลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
เมื่อเห็นว่ากำลังพูดคุยกันเรื่องนี้อยู่ หลิงเจียงจึงตัดสินใจออกคำสั่ง
"อีกไม่นานก็จะถึงช่วงเปิดภาคการศึกษาแล้ว คุณก็ลองไปหาโรงเรียนอนุบาลให้หลิงชุนฮวาเข้าเรียนดูสิ ลูกจะได้ค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ พอถึงเวลาต้องขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จะได้เรียนตามเพื่อนคนอื่นทัน"
ทันทีที่ได้ยินผู้เป็นพ่อพูดถึงเรื่องการไปโรงเรียนของตัวเอง หลิงชุนฮวาผู้กำลังนั่งฟังอยู่ก็รีบเงยหน้าขึ้นมาด้วยความคาดหวัง ดวงตากลมโตสีดำขลับราวกับผลองุ่นกลิ้งกลอกไปมาระหว่างผู้ใหญ่สองคน เด็กในวัยเดียวกันที่อาศัยอยู่ในตรอกนี้ต่างก็พากันไปโรงเรียนอนุบาลกันหมดแล้ว มีเพียงแค่เธอคนเดียวที่ยังไม่ได้ไปเรียน เธอเองก็มีความใฝ่ฝันอยากจะสะพายกระเป๋านักเรียนใบสวยๆ ไปโรงเรียนอนุบาลเหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ ในละแวกนี้บ้าง
หลี่ลี่ปรายตามองลูกสาวด้วยความรู้สึกไม่สบอารมณ์
"คุณนี่พูดจาง่ายดายเหลือเกินนะ การส่งเด็กไปโรงเรียนมันไม่ต้องใช้เงินหรือไง โรงเรียนอนุบาลที่ค่าเล่าเรียนถูกที่สุดในละแวกนี้ แค่เรียนภาคการศึกษาเดียวก็ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนตั้ง 30 หยวนแล้วนะ"
หลิงเจียงลองคำนวณรายรับรายจ่ายในหัวอย่างคร่าวๆ
"ค่าเล่าเรียนภาคการศึกษาละ 30 หยวน ราคานี้ก็ถือว่าไม่ได้แพงอะไรมากมายนักหรอก"
ภรรยาสาวรีบเถียงกลับ
"ถ้าส่งเด็กไปเรียนแค่คนเดียวมันก็ย่อมไม่แพงอยู่แล้วล่ะ แต่เจียเล่อเองก็ต้องไปเรียนโรงเรียนอนุบาลเหมือนกันนะ ถ้าส่งเด็กสองคนไปเรียนพร้อมกัน ค่าเล่าเรียนรวมกันก็ปาเข้าไปตั้ง 80 หยวนแล้ว"
หลิงเจียงยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกสับสน
"เมื่อกี้คุณเพิ่งบอกว่าค่าเล่าเรียนแค่ 30 หยวนไม่ใช่เหรอ เด็กสองคนบวกกันแล้วมันกลายเป็น 80 หยวนได้ยังไง คุณคำนวณตัวเลขผิดไปหรือเปล่า"
หลี่ลี่ยกมือขึ้นลูบศีรษะลูกชายสุดที่รักของตัวเองเบาๆ
"ฉันหาโรงเรียนอนุบาลที่ดีที่สุดในแถบฝั่งตะวันออกของเมืองเอาไว้ให้เจียเล่อแล้ว ค่าเล่าเรียนของที่นั่นตกอยู่ที่ภาคการศึกษาละ 50 หยวน เด็กนักเรียนที่เข้าไปเรียนในโรงเรียนนั้นได้ล้วนแต่เป็นลูกหลานของบ้านที่มีฐานะทางการเงินดีกันทั้งนั้น ถ้าเจียเล่อของเราได้เข้าไปเรียนและผูกมิตรกับเด็กพวกนี้ โตขึ้นมาลูกเราก็จะมีอนาคตที่สดใส เรื่องพวกนี้ฉันอธิบายไปคุณก็ไม่มีทางเข้าใจหรอก"
หลิงเจียงไม่ค่อยเข้าใจตรรกะความคิดของภรรยาตัวเองสักเท่าไหร่
"เจียเล่อยังเด็กมากนะ ให้เขาไปเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลที่เดียวกับหลิงชุนฮวานั่นแหละ สองพี่น้องจะได้คอยดูแลช่วยเหลือกันและกัน เวลาไปโรงเรียนหรือเลิกเรียนก็จะได้เดินทางไปพร้อมกันได้"
หลี่ลี่ตัดสินใจเรื่องนี้เอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว เธอจึงไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของสามีเลยแม้แต่น้อย
"ฉันเอาชื่อเจียเล่อไปสมัครเข้าเรียนพร้อมกับจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าไปเรียบร้อยแล้ว เดือนหน้าลูกก็จะเริ่มไปเรียน คุณก็เตรียมหาเงินกลับมาให้เยอะหน่อยก็แล้วกัน จะได้เอามาจ่ายค่าเล่าเรียนให้เจียเล่อ"
ผู้เป็นพ่อรีบท้วงติง
"แล้วหลิงชุนฮวาล่ะ"
หญิงสาวตอบกลับด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ
"เอาไว้ค่อยว่ากันปีหน้าก็แล้วกัน เด็กผู้หญิงเข้าเรียนช้าไปสักปีสองปีมันจะเป็นอะไรไป ถึงยังไงก็คงเรียนต่อได้อีกไม่กี่ปีหรอก แค่อ่านออกเขียนได้นิดหน่อยก็เพียงพอแล้ว"
หลิงเจียงรู้สึกไม่เห็นด้วยกับความคิดแคบๆ ของภรรยาเอาเสียเลย ตัวเขาและหลิงชวนไม่ค่อยมีโอกาสได้ร่ำเรียนหนังสือ จึงต้องทนลิ้มรสความยากลำบากจากการเป็นคนไร้การศึกษา ทุกวันนี้เขาต้องยอมเหน็ดเหนื่อยแทบเป็นแทบตายเพื่อใช้แรงงานแลกเงินในเขตก่อสร้าง เป้าหมายสูงสุดก็เพื่อให้ลูกๆ ของเขาได้มีโอกาสเข้าไปนั่งเรียนหนังสือในโรงเรียน ได้มีความรู้ติดตัวเยอะๆ เติบโตขึ้นมาจะได้ไม่ต้องเดินตามรอยเท้าอันยากลำบากของเขาอีก
ชายหนุ่มออกคำสั่งเสียงเข้ม
"เรื่องค่าเล่าเรียนฉันจะลองหาวิธีจัดการดูเอง พรุ่งนี้คุณก็ไปจัดการลงชื่อสมัครเรียนให้หลิงชุนฮวาซะ เอาโรงเรียนเดียวกับที่คุณสมัครให้เจียเล่อนั่นแหละ ให้เด็กทั้งสองคนเข้าไปเรียนที่นั่นเหมือนกัน"
หลี่ลี่อ้าปากเตรียมโต้เถียง หลิงเจียงกลับพูดตัดบทขึ้นมาเสียก่อน
"เรื่องนี้ฉันตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ถ้าไม่ให้สองพี่น้องไปเรียนพร้อมกัน ก็ไม่ต้องให้ใครไปเรียนทั้งนั้น ให้อยู่เล่นไร้สาระอยู่ที่บ้านนี่แหละ"
นานๆ ทีหลิงเจียงจะแสดงท่าทีแข็งกร้าวออกมา หลี่ลี่จึงเลือกที่จะปิดปากเงียบไม่ยอมต่อล้อต่อเถียงอะไรอีก ถึงยังไงคนที่ต้องออกไปทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำหาเงินนอกบ้านก็ไม่ใช่ตัวเธออยู่แล้ว เธอจึงไม่จำเป็นต้องเก็บเอาเรื่องพวกนี้มาใส่ใจให้ปวดหัว
หลังจากกินมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อย หลิงเจียงก็หยิบกล้องยาสูบเดินออกไปนั่งสูบอยู่ที่บริเวณหน้าประตูบ้านเพื่อระบายความเครียด เมื่อครู่ตอนอยู่บนโต๊ะอาหารเขาอาจจะพูดจาออกไปอย่างเด็ดเดี่ยว ในความเป็นจริงการจะหาเงินจำนวนนั้นมาให้ได้มันช่างเป็นเรื่องยากลำบากเหลือเกิน
การส่งเด็กสองคนเข้าไปเรียนในโรงเรียนอนุบาล แค่ค่าเล่าเรียนในภาคการศึกษาแรกก็ปาเข้าไป 100 หยวนแล้ว สำหรับคนที่ต้องใช้แรงงานแลกเงินอย่างเขา จำนวนเงินขนาดนี้ย่อมถือเป็นภาระอันหนักอึ้ง หลายปีที่ผ่านมานี้ ถึงแม้เขาและหลิงชวนจะหาเงินมาได้ก้อนหนึ่ง เงินพวกนั้นนอกจากจะเอามาใช้จ่ายเป็นค่าครองชีพภายในครอบครัวแล้ว ส่วนที่เหลือก็ต้องเอาไปชดใช้หนี้สินจนหมดเกลี้ยง ถึงแม้ตอนนี้พวกเขาจะอยู่ในสถานะคนไร้หนี้สินให้ต้องกังวลใจ เงินสดที่เหลือติดตัวก็ไม่ได้มีมากมายอะไรนัก เขาจะไปหาเงินตั้ง 100 หยวนมาจ่ายเป็นค่าเล่าเรียนให้ลูกๆ ได้จากที่ไหนกันนะ
"พ่อคะ"
ในระหว่างที่เขากำลังนั่งจมอยู่กับความเครียด เสียงเรียกของลูกสาวก็ดังก้องมาจากทางด้านหลัง หลิงเจียงรีบสลัดสีหน้าอมทุกข์ทิ้งไป ก่อนจะปรับเปลี่ยนสีหน้าให้กลายเป็นรอยยิ้มกว้างแล้วหันกลับไปมอง
ชายหนุ่มส่งยิ้มอ่อนโยน
"หลิงชุนฮวา ล้างชามเสร็จหมดแล้วเหรอลูก"
เด็กหญิงพยักหน้ารับ
"ค่ะ"
เมื่อเห็นท่าทางฉลาดและรู้ความของลูกสาว หลิงเจียงก็รู้สึกทั้งภูมิใจและปวดใจในเวลาเดียวกัน เขาวางกล้องยาสูบลงบนพื้นที่ว่างด้านข้าง ก่อนจะดึงตัวลูกสาวเข้ามายืนตรงหน้า ฝ่ามือหยาบกร้านลูบไล้ไปตามมวยผมเล็กๆ บนศีรษะของเด็กหญิงด้วยความทะนุถนอม
"ยางมัดผมเส้นนี้สวยดีนะ แม่เป็นคนซื้อให้ลูกเหรอ"
หลิงชุนฮวาส่ายหน้าไปมาด้วยความอารมณ์ดี ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว
"ไม่ใช่ค่ะ คุณอาสะใภ้เป็นคนซื้อให้หนู"
ทันทีที่รับรู้ว่าสิ่งของชิ้นนี้เป็นฝีมือการซื้อของอวิ๋นโม่ หลิงเจียงก็ชะงักไปชั่วครู่ ฝ่ามือหนาลูบศีรษะเด็กหญิงด้วยความเมตตา
"หลิงชุนฮวา พ่อต้องออกไปทำงานนอกบ้านบ่อยๆ คงต้องลำบากให้ลูกคอยช่วยดูแลน้องชายแล้วนะ"
เด็กหญิงตัวน้อยรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
"ไม่ลำบากเลยค่ะ พ่อต้องออกไปทำงานหาเงินนอกบ้าน ลำบากกว่าหนูตั้งเยอะ"
ขณะที่พูด ฝ่ามือเล็กๆ ก็ยื่นออกไปลูบไล้ปลายคางของหลิงเจียงอย่างแผ่วเบา
"พ่อคะ ผิวพ่อคล้ำขึ้น แล้วก็ดูผอมลงด้วยนะคะ"
ลูกสาวเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของคนเป็นพ่อจริงๆ พอได้ยินถ้อยคำแสดงความห่วงใยจากปากลูกสาว หัวใจของหลิงเจียงก็รู้สึกหวานชื่นราวกับเพิ่งดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำ
ชายหนุ่มลูบผมลูกสาว
"เด็กดี ขอแค่ลูกกับเจียเล่อเติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุข ต่อให้พ่อจะต้องทนลำบากมากกว่านี้มันก็คุ้มค่าแล้วล่ะ"
หลิงชุนฮวาก้มหน้าลงไปล้วงเอาลูกอมสองเม็ดออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เม็ดหนึ่งคือลูกอมกระต่ายขาว ส่วนอีกเม็ดคือลูกอมรสข้าวโพด เด็กน้อยยื่นลูกอมทั้งสองเม็ดไปตรงหน้าผู้เป็นพ่อ
"พ่อคะ อันนี้หนูให้พ่อกินค่ะ"
เมื่อเห็นลูกอมที่วางอยู่บนฝ่ามือเล็กๆ ของลูกสาว หลิงเจียงก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เนื่องจากลูกอมพวกนี้ไม่ใช่ของราคาถูก ภรรยาของเขาไม่มีทางยอมควักเงินซื้อของแบบนี้แน่นอน และต่อให้เธอจะยอมซื้อจริงๆ เธอก็ไม่มีทางเอามาให้ลูกสาวกินอยู่แล้ว เขาเข้าใจนิสัยลำเอียงของภรรยาตัวเองดีกว่าใคร
"ลูกไปเอาลูกอมพวกนี้มาจากไหน"
เด็กหญิงพยักหน้าหงึกหงัก
"คุณอาสะใภ้เป็นคนให้หนูมาค่ะ"
หลิงเจียงรับลูกอมมาถือไว้ เขาจัดการแกะเปลือกลูกอมออก แต่กลับยื่นเม็ดลูกอมไปจ่อที่ริมฝีปากของลูกสาวแทน
"หลิงชุนฮวา ลูกกินเถอะ"
พฤติกรรมลำเอียงของภรรยาล้วนตกอยู่ในสายตาของหลิงเจียงมาโดยตลอด ทว่าเขากลับไม่สามารถทำอะไรได้เลย ในเมื่อฐานะการเงินของครอบครัวมันเป็นแบบนี้ ประกอบกับตัวเขาเองก็ต้องออกไปทำงานนอกบ้านอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ไม่สามารถคอยดูแลลูกๆ ได้อย่างทั่วถึง จึงทำได้เพียงแค่แกล้งหลับตาข้างหนึ่งปล่อยผ่านเรื่องพวกนี้ไป น้ำใจของลูกสาวที่ยอมเก็บลูกอมเอาไว้ให้เขากิน แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว เขาจะกล้าแย่งลูกอมของลูกสาวกินลงได้ยังไง
ถึงแม้หลิงชุนฮวาจะเป็นเด็กที่รู้ความมากแค่ไหน ท้ายที่สุดแล้วเธอเองก็ยังเป็นแค่เด็กเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น ย่อมไม่มีทางต้านทานความหอมหวานอร่อยของลูกอมได้อยู่แล้ว พอหลิงเจียงยื่นลูกอมมาป้อนให้ถึงที่ เด็กน้อยจึงยอมอ้าปากรับลูกอมเข้าไปกินอย่างว่าง่าย
เด็กหญิงเคี้ยวลูกอมแก้มตุ่ย
"พ่อคะ หนูจะได้ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลจริงๆ เหรอคะ"
ผู้เป็นพ่อยิ้มรับ
"แน่นอนสิ รอให้ถึงเดือนหน้า ลูกก็เตรียมตัวไปเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลพร้อมกับน้องได้เลย"
หลิงชุนฮวาร้องตะโกนออกมาด้วยความดีใจ
"ไชโย หนูจะได้ไปโรงเรียนแล้ว"
เด็กน้อยกระโดดโลดเต้นหมุนตัวไปมาอยู่กับที่หลายรอบด้วยความตื่นเต้นดีใจ จากนั้นเธอก็รีบหันหลังวิ่งตบเท้าตึกตักกลับเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว
สายตาของหลิงเจียงทอดมองแผ่นหลังของลูกสาวที่กำลังกระโดดโลดเต้นด้วยความสุข รอยยิ้มแห่งความปิติยินดีค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่ม ความกังวลใจเรื่องเงินทองที่อัดอั้นอยู่ในใจเมื่อครู่พลันมลายหายไปจนเกือบหมด
[จบบท]