เหวินเฉียนเคยเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลกเพียงลำพังเป็นเวลาสิบปี นานจนเธอแทบลืมไปแล้วว่าการร้องไห้เป็นยังไง
เมื่อไม่มีพ่อแม่และพี่ชายคอยปกป้อง บ้านของเธอถูกยึด เสบียงถูกปล้น เธอต้องหลบหนีไปทั่ว ไม่เพียงแค่เพื่อเอาตัวรอด แต่ยังต้องหลบเลี่ยงพวกผู้ชายสารเลวที่หวังร้ายต่อเธออีกด้วย
สุดท้าย เมื่อจนมุมไร้ทางหนี เธอจึงต้องจำใจฆ่าคน
เมื่อมีครั้งแรกก็ต้องมีครั้งที่สอง จากตอนแรกที่มือสั่นเทา สู่ความด้านชาที่ไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไป เธอฆ่าคนมากขึ้นเรื่อยๆ และคนที่กล้าหาเรื่องเธอก็น้อยลงเรื่อยๆ เช่นกัน
ท้ายที่สุด เธอกลายเป็นปีศาจหญิงที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวเพียงแค่ได้ยินชื่อ
เหวินเฉียนเงยหน้าขึ้นมองหลี่โม่ที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม เธอเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า ก่อนจะแย้มรอยยิ้มบางและปลอบโยนอีกฝ่ายด้วยเสียงอ่อนโยน
“แม่ ไม่ต้องกังวลนะคะ ไม่มีขโมยเข้าบ้าน หนูก็สบายดี”
“ไม่มีขโมยแล้วนี่มันอะไรกัน? เสี่ยวเฉียน ไม่ต้องกลัว คืนนี้กลับไปนอนกับแม่เถอะ”
หลี่โม่พูดจบก็หันไปตีเหวินฉางหนิงสองครั้งเต็มแรง
“เป็นเพราะคุณนั่นแหละ! ซื้อประตูบ้านให้ลูกสาวแบบไหนกัน? ขโมยถึงเข้ามาได้ง่ายขนาดนี้!”
“โทษผม โทษผม เป็นความผิดของผมเอง!” เหวินฉางหนิงขมวดคิ้วพยักหน้ารับรัวๆ ตอนแรกที่ไม่ซื้อบ้านเดี่ยวก็เพราะกลัวไม่ปลอดภัย แต่นี่เลือกเพนท์เฮาส์แทนก็ยังเจอขโมยอีก
เขาจะหาคนมาติดตั้งระบบไฟฟ้าช็อตที่ประตูทันที! ใครกล้าบุกรุกบ้านเขาอีกลองดู!
เหวินเฉียนเอ่ยขึ้นว่า “ไม่ได้มีขโมยเข้ามาจริงๆ ค่ะ ของที่หายไป หนูเป็นคนย้ายเอง”
เธอยื่นมือไปขัดขวางไม่ให้เหวินร่างโทรแจ้งตำรวจ สายตาจริงจังจ้องมองทั้งสามคนที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะถามว่า
“พ่อ แม่ พี่ เชื่อหนูไหม?”
ทั้งสามคนไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงถามแบบนี้ หลังจากสบตากันครู่หนึ่ง พวกเขาก็พยักหน้าโดยไม่ลังเล
“ถ้าหนูบอกว่า วันสิ้นโลกกำลังจะมาถึง พวกคุณจะยังเชื่อหนูไหม?”
เหวินร่างเลิกคิ้ว “ฝันร้ายหรือเปล่า?”
“ไม่ใช่ค่ะ” เหวินเฉียนหยิบโทรศัพท์ออกมา แล้วเปิดวิดีโอที่เธอบันทึกเมื่อคืน “ดูนี่ค่ะ”
ทั้งสามคนเข้ามาดูใกล้ๆ หลังจากดูจบ แต่ละคนก็แสดงสีหน้าแตกต่างกันไป
เหวินฉางหนิงพูดขึ้นก่อน “พวกตาแก่พวกนี้ทะเลาะกันแรงจริงนะ ไม่แปลกใจเลยที่ตอนเช้าฉันได้ยินเสียงรถตำรวจกับรถพยาบาล”
หลี่โม่พยักหน้า “พวกเขาเล่นไพ่กันทุกวัน อายุเยอะอารมณ์ก็ร้อนแรงตามไปด้วย มีปากเสียงกันบ้างเป็นเรื่องปกติ”
เหวินร่างขมวดคิ้ว “แค่นี้ไม่ได้พิสูจน์อะไรเลย”
เหวินเฉียนสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะพูดต่อ “ถ้าหนูบอกว่า หนูมีมิติพิเศษล่ะ?”
เธอและเหวินร่างสบตากัน พวกเขาห่างกันห้าปี ตั้งแต่เด็กเหวินเฉียนก็เป็นเงาตามตัวพี่ชายมาโดยตลอด
หลี่โม่เคยเป็นศัลยแพทย์ที่ยุ่งจนแทบไม่มีเวลากลับบ้าน ส่วนเหวินฉางหนิงเริ่มต้นจากการขายผลไม้ ก่อนจะขยายธุรกิจไปเปิดร้านอาหาร แล้วสุดท้ายก็ทำโรงเรียนกวดวิชา
งานของเขาหลากหลายมากขึ้น เงินก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่ก็นำมาซึ่งความวุ่นวายจนไม่มีเวลาดูแลลูก
ภายหลังเมื่อฐานะครอบครัวมั่นคงขึ้น หลี่โม่จึงลาออกจากโรงพยาบาลและกลับมาเลี้ยงลูกๆ ที่บ้าน ทำให้สถานการณ์ในครอบครัวดีขึ้น
แต่ก่อนหน้านั้น เหวินเฉียนอยู่ติดกับเหวินร่างตลอดเวลา
เสื้อผ้าเขาเป็นคนซัก อาหารเขาเป็นคนป้อน เกมเขาเป็นคนพาเล่น แม้แต่หนีเรียนยังหนีไปด้วยกัน
พวกเขาสองพี่น้องแทบไม่มีช่องว่างระหว่างวัยเลย
เหวินเฉียนมองแม่ของเธอแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แม่ เดี๋ยวหนูจะพาแม่ไปที่แห่งหนึ่ง แม่จะถูกย้ายไปที่นั่นทันที และพ่อกับพี่ก็จะหายตัวไปเหมือนกัน แม่อย่าตกใจนะ”
หลี่โม่ยื่นมือมาจับหน้าผากลูกสาว “ลูกสาวฉันตัวร้อนหรือเปล่า?”
เหวินเฉียนจับมือแม่ไว้แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “หนูไม่ได้เป็นอะไร แม่พร้อมหรือยัง?”
หลี่โม่มองเธอด้วยความลังเล ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ แต่ทันใดนั้น ทั้งสองคนก็หายตัวไปจากที่เดิม!
“!!!”
เหวินร่างอ้าปากค้าง เหวินฉางหนิงหน้าถอดสีและก้าวถอยหลังไปสองก้าวอย่างตกใจ
“อาร่าง! แม่กับน้องสาวแกไปไหน!?”
ในมิติพิเศษ หลี่โม่มองไปรอบๆ กับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปกะทันหันจนตัวสั่น
“ติ๊ง! ผูกมัดข้อมูลของสมาชิกในครอบครัว!”
เหวินเฉียนได้ยินเสียงของระบบ และมองไปยังแผงควบคุมที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า ข้อมูลของหลี่โม่ถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจน
แต่หลี่โม่กลับไม่เห็นอะไรเลย
ชื่อ: หลี่โม่
เพศ: หญิง
อายุ: 47 ปี
ส่วนสูง: 153 เซนติเมตร
กรุ๊ปเลือด: B
อาชีพ: อดีตศัลยแพทย์
ความสัมพันธ์: แม่ลูก
ความภักดี: ไม่มีวันทรยศ
เหวินเฉียนกวาดตามองข้อมูลบนแผงควบคุมทั้งหมด ก่อนจะกดยืนยันการผูกมัดอย่างรวดเร็ว จากนั้นพบว่าระบบมีข้อความแจ้งเตือนเพิ่มเติม
[สมาชิกสามารถเข้าและออกจากมิตินี้ได้ก็ต่อเมื่ออยู่กับเจ้าของมิติเท่านั้น เจ้าของมิติสามารถปลดการผูกมัดกับสมาชิกในมิติได้ตามต้องการ และเมื่อสมาชิกออกจากระบบ ความทรงจำเกี่ยวกับมิติจะหายไปทั้งหมด]
นี่มันโกงชัดๆ !
เหวินเฉียนหัวเราะเบาๆ ก่อนจะปิดแผงควบคุมลง
"แม่ เราออกไปกันเถอะ อยู่ที่นี่นานเกินไปพวกเขาจะเป็นห่วง"
หลี่โม่เพิ่งเดินดูบ้านหลังเล็กๆ เสร็จ พอออกมาแล้วก็พบว่าสิ่งของในบ้านหายไปจริงๆ
เธอมีสีหน้าแข็งทื่อเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า จับมือเหวินเฉียนไว้ แล้วทั้งสองก็ออกจากมิติ
"ตอนนี้ เชื่อหรือยัง ?"
เหวินเฉียนพยุงหลี่โม่ให้นั่งลงบนเตียง ก่อนจะหันไปมองเหวินร่างและเหวินฉางหนิงอีกครั้ง
ทั้งสองมีสีหน้าเคร่งเครียด หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เหวินร่างก็เอ่ยถามด้วยเสียงต่ำ
"อีกนานแค่ไหนกว่าหายนะจะมา ?"
"หนึ่งเดือน แต่อาจเกิดขึ้นเร็วกว่านั้นได้ตลอดเวลา พี่ ยังจำหนังซอมบี้ที่พี่เคยพาหนูดูได้ไหม ?"
"อืม โลกหลังหายนะจะเป็นแบบนั้นเหรอ ?"
"ไม่ มันน่ากลัวกว่านั้น"
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครพูดอะไรอีก ผ่านไปไม่กี่นาที เหวินร่างก็โทรไปลางานกับบริษัท
เขาเพิ่งเสร็จจากโปรเจกต์ใหญ่ที่ใช้เวลาทำมากว่าปี ลาพักร้อนและวันหยุดสะสมรวมกันเกือบสามเดือน พอดีกับช่วงที่บริษัทกำลังเปลี่ยนผ่านไปยังโปรเจกต์ใหม่ อีกทั้งเขายังเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบโครงการที่แล้ว ทำให้บริษัทอนุมัติการลาของเขาอย่างรวดเร็ว พร้อมบอกให้พักผ่อนให้เต็มที่ แล้วค่อยกลับมาทำงาน
หลังจากวางสาย เหวินร่างหันมาทางเหวินเฉียน
"บอกมา เราต้องเตรียมตัวล่วงหน้าเรื่องอะไรบ้าง ?"
เหวินฉางหนิงและหลี่โม่ก็นั่งตัวตรง สีหน้าจริงจังคอยฟังเหวินเฉียนพูด
เหวินเฉียนมองปฏิกิริยาของพวกเขา ความอบอุ่นแผ่ซ่านอยู่ในใจ
พวกเขาเป็นแบบนี้เสมอ ตามใจเธอโดยไม่มีเงื่อนไข และเชื่อใจเธอโดยไม่มีข้อกังขา
"สามปีแรกของโลกหลังหายนะ สภาพอากาศสุดขั้ว แม้ว่าจะยังมีสี่ฤดู แต่ฤดูร้อนอุณหภูมิจะสูงถึงหกสิบถึงเจ็ดสิบองศา ส่วนฤดูหนาวจะหนาวติดลบหกสิบถึงเจ็ดสิบองศา แถมยังไม่มีน้ำประปาและไฟฟ้า ซอมบี้ก็เต็มไปหมด ดังนั้นเราต้องรีบกักตุนเสบียง เสื้อผ้า และยาให้เพียงพอ"
เหวินร่างพยักหน้าอย่างครุ่นคิด "แต่ศัตรูที่ใหญ่ที่สุดในช่วงสามปีแรก คงไม่ใช่ซอมบี้ใช่ไหม ?"
"ใช่" เหวินเฉียนพยักหน้า "แต่เป็นมนุษย์"
เมื่ออาหารขาดแคลน ธาตุแท้ของมนุษย์ก็ปรากฏออกมา
ชีวิตก่อน เธอเคยเห็นเพื่อนบ้านปีนขึ้นบันไดหนีไฟไปยังดาดฟ้า แล้วกระโดดข้ามมายังหลังคาของพวกเขา บุกเข้ามายึดบ้านและเสบียง จากนั้นก็ขับไล่พวกเธอออกไป
เหวินเฉียนเล่าเรื่องราวในตอนนั้นให้ทุกคนฟัง สีหน้าของทั้งสามคนค่อยๆ เย็นชา
"อาร่าง ไป เราไปตลาดวัสดุก่อสร้างกันเดี๋ยวนี้ !"
เหวินฉางหนิงตบโต๊ะลุกขึ้นยืน เดิมทีเขาเป็นพ่อค้าที่ไต่เต้าจากรากหญ้า แม้ว่าจะกลายเป็นคนใจเย็นขึ้นตั้งแต่มีลูกสาว แต่ก็ไม่มีทางยอมให้ใครมารังแกได้เด็ดขาด !
คราวนี้ ใครกล้ามา เขาฟันไม่เลี้ยง ! ใครอยากตาย ก็เข้ามาเลย !