จางจื่อหยางคิดหาวิธีทุกอย่างเพื่อให้ได้ตัวเหวินเฉียนมาแต่เหวินเฉียนไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ
ในโลกที่ล่มสลายแบบนี้การฆ่าเขาในดาบเดียวเป็นการปล่อยให้ตายง่ายเกินไปเธอต้องทำให้เขาได้ลิ้มรส "ความสนุก" ของวันสิ้นโลกให้มากกว่านี้
หลังจากทำภารกิจระบบสำเร็จพลังการต่อสู้ของเธอเพิ่มขึ้นถึง 3,000 เปอร์เซ็น
หมายความว่าอะไรน่ะเหรอ?ก็หมายความว่า ตอนนี้เธอสามารถใช้มือเดียวหักคอเขาได้! ฆ่าเขาก็ง่ายพอๆ กับฆ่ามดตัวหนึ่ง!
หลังจากพักผ่อนกันหนึ่งวันเหวินเฉียนและเหวินร่างก็กลับไปฝึกหนักอีกครั้ง
นี่เป็นครั้งแรกที่เหวินร่างออกไปทำภารกิจเขาใช้ลูกธนูที่เตรียมไว้จนหมดเกลี้ยง
ตอนแรกที่ซอมบี้ยังน้อยเขาพอมีเวลาวิ่งไปเก็บลูกธนูกลับมาใช้ใหม่แต่พอหลังๆ จำนวนซอมบี้เพิ่มขึ้นเขาไม่มีเวลาเก็บอีกแล้ว
เหวินเฉียนเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของเขา จึงไม่ยอมให้เหวินร่างออกห่างจากตัวเองเธอบอกว่าในระบบร้านค้าของพื้นที่มิติสามารถแลกเปลี่ยนอาวุธได้ทำให้เหวินร่างสบายใจและใช้ลูกธนูไปแบบไม่กั๊ก
แต่ปัญหาคือตอนนี้เขาไม่มีลูกธนูเหลือเลยสักดอกทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างมาก
ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องฝึกใช้ดาบฆ่าซอมบี้แทน
เหวินฉางหนิงเข้าไปในมิติด้วยกันกับพวกเขา
หลังจากรดน้ำต้นไม้ ให้อาหารสัตว์แล้วก็เก็บขี้หมาขี้แมวเสร็จเขาก็ตั้งใจฝึกตามลูกชายไปด้วย
พวกเขาฝึกอยู่ในมิตินานถึงสี่ชั่วโมงกว่าจะออกมาข้างนอกก็มืดสนิทแล้ว
ระบบไฟฟ้าในคอนโดยังไม่กลับมาใช้งานได้แถมแรงดันน้ำจากก๊อกเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ
ที่จอดรถชั้นใต้ดินโดนน้ำท่วมหมดแล้วส่วนเพื่อนบ้านที่อยู่ชั้นล่างต่างพากันหวาดกลัวจนไม่กล้านอนพวกเขาพยายามขอความช่วยเหลือในกลุ่มแชต
"มีใครใจดีให้เราอาศัยอยู่ด้วยไหม? แค่ห้องเดียวก็ได้! เราสามารถจ่ายเงินได้!"
แต่ในสถานการณ์แบบนี้เงินในบัญชีไม่มีค่าอะไรเลยไม่มีใครคิดจะเอาคนแปลกหน้าเข้าบ้านตัวเองแน่นอน
บรรยากาศวันสิ้นโลกชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากฝนที่ตกหนักและซอมบี้ที่เพิ่มขึ้นไม่หยุดอุณหภูมิก็ร้อนขึ้นเรื่อยๆ
จริงๆ แล้ว เหวินเฉียนกับเหวินร่างสังเกตเห็นตั้งแต่ตอนออกไปทำภารกิจแล้วว่าฝนที่ตกมันเหมือนน้ำร้อนมากกว่า
แค่คิดว่าเมื่อฝนหยุด อุณหภูมิจะสูงขึ้นขนาดไหนก็ไม่อยากจินตนาการแล้ว
ดีที่บ้านของพวกเขามีระบบควบคุมอุณหภูมิไม่ว่าจะข้างนอกจะร้อนหรือหนาวแค่ไหน ก็สามารถอยู่สบายๆ ได้
ช่วงเวลาครอบครัว
ตอนกลางคืน ทุกคนนั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกันและพูดคุยเรื่องต่างๆ
เหวินฉางหนิง:"ข้าวกับผลไม้ในมิติน่าจะสุกในอีกสองเดือนไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องกำจัดแมลงสบายจริงๆ!"
หลี่โม่:"ไม่รู้ว่าเป็นแค่ความรู้สึกไปเองหรือเปล่า แต่ฉันรู้สึกว่าตั้งแต่กินน้ำในมิติแล้วก็แช่น้ำพุร้อนทุกวัน ร่างกายแข็งแรงขึ้นเยอะเลย"
เหวินเฉียนยิ้มหลังได้ยิน"พวกเราเก็บอุปกรณ์การแพทย์จากโรงพยาบาลมาตั้งเยอะใช่ไหม? พรุ่งนี้ทำการตรวจสุขภาพทั้งบ้านไปเลย จะได้รู้ว่ามันช่วยได้จริงไหม"
หลี่โม่พยักหน้าเห็นด้วย"เป็นความคิดที่ดี คืนนี้รีบนอน พรุ่งนี้ฉันจะปลุกทุกคนไปตรวจสุขภาพ"
เหวินร่างกำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่จู่ๆ ระบบรักษาความปลอดภัยในบ้านก็ดังขึ้น
ใบหน้าของทุกคนเปลี่ยนสีทันทีพวกเขาลุกพรวดแล้วรีบเดินเข้าไปในห้องทำงาน
เหวินเฉียนเดินตามหลังมาเธอคาดเดาไว้ล่วงหน้าว่า ใครบางคนคงไม่เข็ดหลาบ และมาหาเรื่องอีกแน่ๆ
ถ้าเป็นไอ้พวกข้างล่างนั่นเธอจะไม่พูดพร่ำทำเพลงเปิดประตูแล้วโยนพวกมันออกไปให้ซอมบี้กินทันที
ชายปริศนาอุ้มเด็ก?
ในห้องทำงาน เหวินร่างนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ขมวดคิ้วแน่น
หลี่โม่กับเหวินฉางหนิงยืนอยู่ข้างหลังสีหน้าก็เต็มไปด้วยความสงสัย
เหวินเฉียนพิงกรอบประตู มองสีหน้าของทั้งสามคนแล้วถามขึ้น"เจอผีรึไง?"
เหวินร่างตอบ"ไม่ใช่ผี แต่เป็นผู้ชายที่อุ้มเด็กมาด้วย ไม่รู้ว่าเป็นคนจากชั้นไหน แล้วมาหาเราทำไม"
อุ้มเด็กมา?
ใครกันที่ไม่มียางอายขนาดนี้ พาครอบครัวมากินขอทานถึงหน้าบ้านคนอื่น?!
เหวินเฉียนเริ่มอยากรู้ เธอจึงเดินไปดูหน้าจอด้วยตัวเอง แต่พอเห็นใบหน้าคนในกล้องเธอถึงกับอ้าปากค้าง
"กู้หราน?!"
เหวินร่าง หลี่โม่ และเหวินฉางหนิง ต่างก็ งง กับปฏิกิริยาของเธอ
"ทำไมเธอรู้จักเขา?"
นอกประตูบ้าน
กู้หรานอุ้มเด็กหญิงวัยสามขวบไว้ในอ้อมแขนเขาเงยหน้าขึ้นมองประตูตรงหน้า
"บ้านธรรมดาที่ไหนจะใช้ประตูระดับกันระเบิดแบบนี้กัน?"
เขามองสำรวจอยู่พักหนึ่งก่อนจะหากล้องวงจรปะพอเจอแล้วก็จ้องมันตรงๆ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ
"สวัสดีครับ ที่นี่บ้านของหลี่โม่ใช่ไหม? ผมเป็นลูกชายของกู้ไค่เจ๋อ ผมชื่อกู้หราน น้องสาวของผมป่วย ช่วยดูอาการให้หน่อยได้ไหมครับ?"
หลี่โม่ถึงกับช็อก"ลูกชายของกู้ไค่เจ๋อ? ทำไมเขาถึงมาที่นี่?!"
หลี่โม่กัดริมฝีปากไม่คิดจะเปิดประตู
เหวินฉางหนิงกับเหวินร่างก็คิดแบบเดียวกันพวกเขาเลือก"แกล้งทำเป็นไม่มีคนอยู่"ถ้ากู้หรานรอจนหมดความอดทนก็คงจะไปเอง
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดคือ...
"เหวินเฉียนหมุนตัวแล้ววิ่งไปเปิดประตูทันที!"
"แกร๊ก!"
เหวินร่างสามคนตาค้างไปเลย
เหวินเฉียนเปิดประตูออกเธอแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ดูผิด
เธอกวาดตามองกู้หรานตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะถามออกไปตรงๆ
"ได้รับบาดเจ็บไหม?"
"ไม่มี"
เหวินเฉียนมองเด็กในอ้อมแขนของเขาอีกครั้ง "แล้วเธอล่ะ?"
"ก็ไม่มีเหมือนกัน แค่มีไข้สูงมาก"
"เข้ามาข้างในสิ" เหวินเฉียนดึงเขาเข้ามาในบ้าน
หลังจากปิดประตูเรียบร้อย เธอหันกลับมา ก็เห็นสายตาของทั้งสามคนที่มองมา
หลี่โม่:เธอจะเปิดประตูให้คนแปลกหน้าได้ยังไง?
เหวินฉางหนิง:เธอเปิดประตูให้ผู้ชายแปลกหน้าได้ยังไงกัน!?
เหวินร่าง:เข้าใจแล้ว ที่แท้เธอก็เป็นคนหลงรักจนโงหัวไม่ขึ้น
ถึงทั้งสามจะไม่พูดอะไร แต่จากสายตาที่พวกเขามอง เหวินเฉียนก็เดาออกว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่
เธอกลอกตา แล้วพูดกับหลี่โม่ว่า
"แม่ เด็กคนนี้มีไข้สูงตลอดเวลา ไม่ลดเลย แม่ช่วยดูให้หน่อย"
หลี่โม่พูดว่า "จะให้แม่ดูยังไง? ไม่มีเครื่องมือ ไม่มียา จะให้รักษาด้วยชีวิตรึไง?"
หลี่โม่ไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวเองมีของ แต่ไม่คิดว่า กู้หรานจะพูดขึ้นมา
"ป้า ผมรู้ว่าที่บ้านป้ามียา พ่อผมบอกว่าก่อนหน้านี้ป้าซื้อยาจากโรงพยาบาลมาเยอะมาก ผมไม่มีทางเลือกจริงๆ ถึงได้มาหาป้า น้องสาวผมป่วยหนักมาก ถ้าป้ารักษาเธอให้หาย ผมจะพาเธอออกไปทันที!"
กลัวว่าหลี่โม่จะไม่เชื่อ กู้หรานจึงหยิบขนมปังออกมาจากกระเป๋า แล้วยื่นถุงข้าวสารขนาดสิบจินออกมาด้วย
"ข้าวถุงนี้ให้พวกคุณ ผมกินขนมปังก็พอ ผมขอแค่ยาเท่านั้น ไม่มีข้อเรียกร้องอื่นอีก"
หลี่โม่ขมวดคิ้วแน่น แต่มองดูเด็กที่ไข้ขึ้นจนหมดสติแล้วก็อดสงสารไม่ได้
เธอหันไปมองเหวินเฉียน เห็นเหวินเฉียนพยักหน้าให้ จึงถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะอุ้มเด็กเข้าไปข้างใน
กู้หรานมองตามเธอไปด้วยความกังวล แต่ก็ไม่ได้เดินตามเข้าไป
เขายืนพิงประตูบ้านแล้วพูดกับเหวินร่างทั้งสามคนว่า "ผมจะรออยู่ตรงนี้ ไม่ต้องห่วง ผมไม่เข้าไป"
เหวินเฉียนหัวเราะ "นายเข้ามาในบ้านแล้ว ยืนอยู่ตรงไหนมันต่างกันตรงไหน? เข้ามาสิ ฉันมีเรื่องจะถามนายพอดี"
เธอก้มลงหยิบรองเท้าแตะคู่หนึ่งให้กู้หราน โยนไปตรงหน้าเขา แล้วหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องนั่งเล่น
เหวินฉางหนิงกับเหวินร่างเห็นเธอทำแบบนั้นแล้ว ต่างก็รู้สึกอธิบายไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกปวดใจและขมขื่นคล้ายกับที่คนเป็นพ่อแม่มักพูดว่า"ลูกสาวโตแล้ว ยังไงก็รั้งไว้ไม่ได้"
เหวินฉางหนิง:ลูกสาวฉัน ถึงกับทำดีกับผู้ชายแปลกหน้าต่อหน้าฉันขนาดนี้!?
เหวินร่าง:น้องสาวฉัน เป็นพวกหลงรักจนโงหัวไม่ขึ้นจริงๆ ด้วย!