บทที่ 112: คางคกที่ไม่กัดแต่ทำเอาขยะแขยง
กลุ่มผู้หญิงวัยกลางคนเหล่านั้นยังคงส่งสายตาให้กันไปมา พวกหล่อนใช้ศอกสะกิดกันยิกๆ คนนั้นสะกิดคนนี้ที คนนี้สะกิดคนนั้นที พร้อมกับรอยยิ้มที่มีเลศนัยและดูหยาบคายอย่างที่คนมองสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าเป็นเรื่องไม่ดีแน่
เฉียวชิงอวี้หน้านิ่งไปในทันที อุณหภูมิรอบตัวเหมือนจะลดต่ำลงเพราะความเย็นชาที่แผ่ออกมา อันที่จริงเธอเตรียมใจไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะต้องเจอกับเรื่องแบบนี้ การกลับมาที่กลุ่มการผลิตตระกูลเฉียวครั้งนี้ เธอรู้ดีว่าต้องตกเป็นขี้ปากของบรรดาปากหอยปากปูในหมู่บ้าน
เราต้องยอมรับความจริงว่านับตั้งแต่ต้นจนจบ เรื่องราวของเธอไม่ได้สวยหรูหรือน่าภาคภูมิใจนัก วีรกรรมที่ร่างเดิมทำไว้บวกกับสถานะการแต่งงานที่เกิดขึ้น มันมากพอที่จะทำให้พวกป้าๆ น้าๆ เหล่านี้เอาไปหัวเราะเยาะได้เป็นปีๆ โดยไม่เบื่อ
แต่ถึงอย่างนั้น พวกหล่อนก็ควรจะสำนึกบ้างว่าเธอได้ทำเรื่องใหญ่ที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มการผลิตตระกูลเฉียวขนาดไหน
โครงการแปลงทดลองห้าร้อยหมู่ที่กำลังจะเกิดขึ้น นั่นคือสิ่งที่เฉียวชิงอวี้คนนี้เป็นคนวิ่งเต้นและใช้ความสามารถแลกมาให้พวกเขาทุกคนไม่ใช่หรือ
ต่อให้ไม่เห็นแก่หน้าพระ ก็ควรจะเห็นแก่หน้าเณรบ้าง ลุงใหญ่ของเธอแม้จะเป็นแค่หัวหน้ากลุ่มย่อย แต่เขาก็ทำงานอย่างขยันขันแข็ง ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์มาตลอด
หรือจะมองมาที่พ่อของเธอ เฉียวจื้อไฉ แม้จะไม่ได้มีความรู้สูงส่งอะไร แต่เขาก็เป็นคนจิตใจดี โอบอ้อมอารีกับเพื่อนบ้านเสมอ แม้อายุจะเริ่มเยอะแล้ว แต่เรื่องงานในไร่นาก็ไม่เคยเป็นสองรองใคร ส่วนพี่ชายของเธอ เฉียวเกินเป่า ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตอย่างหาตัวจับยาก
ที่สำคัญที่สุดคือแม่ของเธอ หานเซียงหลาน ผู้หญิงที่อ่อนโยนและจิตใจดีงามคนนั้น
แม่ไม่เคยไปทะเลาะเบาะแว้งกับใคร ไม่เคยไปจับกลุ่มนินทาว่าร้ายใครลับหลัง ตรงกันข้าม ถ้าใครในหมู่บ้านมีเรื่องเดือดร้อนและแม่พอจะช่วยได้ แม่ก็ไม่เคยปฏิเสธน้ำใจเลยสักครั้ง
แต่ก็นั่นแหละ ในโลกใบนี้มักจะมีคนประเภทหนึ่งอยู่เสมอ เปรียบเหมือนคางคกที่กระโดดมาเกาะบนหลังเท้า มันไม่ได้กัดให้เจ็บปวด แต่มันทำให้รู้สึกขยะแขยงจนขนลุกขนพอง
ความสุขสูงสุดในชีวิตของคนพวกนี้คือการได้สอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน วิจารณ์เรื่องของครอบครัวอื่นอย่างสนุกปาก
ต่อให้เป็นเรื่องเล็กเท่าเมล็ดถั่วเขียว แต่พอไปอยู่ในปากคนพวกนี้ มันจะถูกขยายความจนกลายเป็นมหากาพย์ที่คุยกันได้สามวันสามคืนไม่จบสิ้น
ยิ่งคุย เนื้อหาก็ยิ่งบิดเบือนออกทะเลไปไกลจนกู่ไม่กลับ แล้วนับประสาอะไรกับเรื่องใหญ่ของตระกูลเฉียวในครั้งนี้ มันคงเป็นอาหารอันโอชะที่พวกหล่อนเคี้ยวกันอย่างเพลิดเพลิน
เวลาผ่านไปตั้งครึ่งปีแล้ว แต่ดูเหมือนความกระตือรือร้นในการนินทาของคนพวกนี้จะไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่นิดเดียว
เฉียวชิงอวี้กระชับสายกระเป๋าผ้าใบในมือแน่น เธอตัดสินใจว่าจะไม่สนใจสายตาและท่าทางเหล่านั้น เธอสาวเท้าก้าวยาวๆ มุ่งหน้าตรงไปยังทางเข้าหมู่บ้านเพื่อจะกลับบ้านของตัวเอง
แต่ใครจะไปคาดคิดว่า สะใภ้สี่บ้านเฉียว จะมือไวตีนไวกว่าที่คิด หล่อนพุ่งตัวเข้ามาขวางหน้าเฉียวชิงอวี้ไว้อย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ
เฉียวชิงอวี้จำต้องหยุดเดินกะทันหัน เธอมองหน้าสะใภ้สี่บ้านเฉียวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม แต่ปากไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เพราะรู้สึกว่าแค่จะอ้าปากคุยด้วยก็ยังเปลืองน้ำลาย
แต่สะใภ้สี่บ้านเฉียวกลับไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับท่าทีเย็นชานั้น หล่อนฉีกยิ้มกว้างจนเห็นเหงือก เป็นรอยยิ้มที่ดูแล้วชวนให้รู้สึกอึดอัดและขยะแขยงอย่างบอกไม่ถูก
"แหม คนเขาพูดกันว่ามีลูกสาวน่ะดีเหมือนมีเสื้อนวมตัวน้อยของคนเป็นแม่ ชิงอวี้เอ๊ย เธอเนี่ยสมกับเป็นเสื้อนวมตัวน้อยของแม่เธอจริงๆ นะ ดูสิ ในที่สุดเธอก็ช่วยสานต่อความฝัน ความอาลัยอาวรณ์ที่แม่เธอมีต่อเฮ่อซานได้สำเร็จเสียที"
คำพูดนั้นเสียดแทงและหยาบคาย แต่สำหรับเฉียวชิงอวี้ในอดีตที่เคยมีชื่อเสียเรื่องความร้ายกาจนั้น ความจริงแล้วหล่อนเป็นแค่คนที่เก่งแต่ในบ้าน พอออกมาข้างนอกก็ไปไม่เป็น เวลาทะเลาะกับคนอื่น ถ้าไม่ลงไปนอนดิ้นพราดๆ อาละวาด ก็ทำได้แค่ด่าทอด้วยคำหยาบคาบ
เพราะแบบนี้ เหล่ามนุษย์ป้าในหมู่บ้านจึงไม่ได้เกรงกลัวเฉียวชิงอวี้เลยสักนิด พวกหล่อนเห็นเธอเป็นแค่เด็กเมื่อวานซืน
พอลูกคู่เห็นสะใภ้สี่เปิดประเด็น คนอื่นๆ ที่เหลือก็รีบกรูเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังทันที
"ใช่ๆ ชิงอวี้ ไม่ว่าจะพูดยังไง ตอนนี้เธอก็กลายเป็นลูกสะใภ้ของเฮ่อซานไปแล้ว นี่มันพิสูจน์ให้เห็นเลยนะว่าแม่ของเธอกับเฮ่อซานน่ะมีวาสนาต่อกันจริงๆ ไม่งั้นเรื่องมันจะวนกลับมาแบบนี้เหรอ"
"เอ้อ ว่าแต่ทำไมเธอไม่กลับไปที่หมู่บ้านเฮ่อเจียล่ะ ที่นั่นเป็นบ้านสามีเธอไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงหอบผ้าหอบผ่อนกลับมาบ้านแม่ตัวเองก่อนแบบนี้ล่ะจ๊ะ"
"แล้วเฮ่อซานเขาทำกับเธอดีไหมล่ะ หน้าตาเธอถอดแบบแม่สมัยสาวๆ มาเป๊ะๆ ขนาดนั้น ฉันว่าเมียใหม่ของเฮ่อซานคงต้องใจกว้างน่าดูเลยนะที่ยอมรับเรื่องนี้ได้"
"ไม่ใจกว้างแล้วจะให้ทำยังไงได้ล่ะ ก็คนมันแต่งเข้าตระกูลเฮ่อไปแล้ว ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกไปแล้วนี่นา"
"ชิงอวี้ แม่ผัวเธอดีกับเธอไหม แล้วหล่อนเคยถามถึงแม่เธอบ้างหรือเปล่า ว่าจะมาเยี่ยมเยียนกันบ้างไหม"
"ฮ่าๆๆๆ"
เสียงหัวเราะดังประสานกันอย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะป้าจู หญิงร่างท้วมวัยห้าสิบกว่าที่หัวเราะจนน้ำลายกระเด็น ท่าทางของแกดูตื่นเต้นจนแทบอยากจะติดปีกบินไปดูบ้านของเฮ่อซานที่ปักกิ่งเสียเดี๋ยวนี้เลย
เฉียวชิงอวี้ยืนนิ่ง ร่างกายแผ่รังสีอำมหิตออกมาอย่างชัดเจน แต่ทว่ากลุ่มป้าๆ เหล่านี้กลับไม่มีใครรู้สึกตัวเลยสักนิด ก็คงไม่แปลก ในสายตาพวกหล่อน เฉียวชิงอวี้ก็เป็นแค่เด็กสาวอายุสิบเจ็ดสิบแปด ต่อให้แต่งงานแล้วก็ยังเป็นแค่สะใภ้ใหม่หมาดๆ จะไปมีฤทธิ์เดชอะไรสู้กับพวกหล่อนที่ผ่านสมรภูมิน้ำลายมาอย่างโชกโชนได้
คนพวกนี้คือพวกหนังหนาหน้าทนระดับตำนานของหมู่บ้าน แม้แต่คนอื่นๆ ในหมู่บ้านยังไม่อยากจะไปตอแยด้วย ถ้าเห็นกลุ่มนี้จับกลุ่มกันเมื่อไหร่ คนปกติเขาก็เดินเลี่ยงไปทางอื่นกันทั้งนั้น
ดังนั้นจึงไม่มีใครคิดว่าเฉียวชิงอวี้จะกล้าหือรืออะไร
พวกหล่อนยังคงหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง ผู้หญิงสามคนก็เหมือนมีเป็ดห้าร้อยตัว แต่นี่มีกันตั้งสี่คน เสียงดังจนแทบจะยกหมู่บ้านลอยขึ้นฟ้าได้
เฉียวชิงอวี้สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์ ในเมื่อเป็นแบบนี้ เธอก็ไม่รีบร้อนที่จะเข้าหมู่บ้านแล้ว เธอเดินถือกระเป๋าผ้าใบอย่างใจเย็น ไปนั่งลงบนก้อนหินใหญ่ที่อยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน แล้วนั่งไขว่ห้างมองกลุ่มมนุษย์ป้าแห่งกลุ่มการผลิตตระกูลเฉียวด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
เธอนั่งมองพวกหล่อนอยู่อย่างนั้นเงียบๆ ไม่พูดอะไรสักคำ
แม้แต่คำโต้เถียงสักคำก็ไม่มีหลุดออกมา ตอนแรกพวกป้าๆ ก็ยังคึกคะนองกันอยู่ แต่พอนานเข้าๆ เสียงหัวเราะก็เริ่มแห้งลงเรื่อยๆ บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนเป็นความอึดอัด
สะใภ้สี่บ้านเฉียวเริ่มรู้สึกเสียหน้า หล่อนถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความไม่พอใจแล้วพูดขึ้นว่า
"เชอะ มาทำเป็นวางมาด นึกว่าตัวเองเป็นคุณนายใหญ่โตมาจากไหน คิดว่าได้แต่งงานไปอยู่ปักกิ่งแล้วจะกลายเป็นคนเมืองหลวงไปแล้วหรือไง ฝันไปเถอะน่า ตัวเองเป็นตัวอะไรก็น่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจ"
พูดจบ หล่อนก็เงยหน้าขึ้นไปสบกับสายตาที่เย็นเยียบและลึกล้ำของเฉียวชิงอวี้เข้าพอดี
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ความรู้สึกหวาดหวั่นก็ผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ สะใภ้สี่บ้านเฉียวรีบถ่มน้ำลายลงพื้นแก้เก้ออีกที ก่อนจะกระชับตะกร้าในมือ บิดก้นเดินสะบัดหนีเข้าไปในหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
ส่วนคนอื่นๆ ที่เหลือ พอเห็นว่าแกนนำหนีไปแล้ว และเฉียวชิงอวี้ก็เอาแต่จ้องหน้าไม่พูดไม่จา ก็เริ่มรู้สึกหมดสนุก พวกหล่อนผลักกันไปดันกันมา หัวเราะกลบเกลื่อนความกระดากอาย แล้วก็รีบแยกย้ายกันเดินหนีไป
แก๊งปากหอยปากปูนี้มีกันอยู่สี่คน
ได้แก่ สะใภ้สี่บ้านเฉียว ป้าจู น้าสองแซ่หลี่ และอีกคนคือภรรยาของจางกุ้ยจี้ หรือผู้ทำบัญชีจางนั่นเอง
เฉียวชิงอวี้นั่งอยู่บนก้อนหิน มองตามหลังพวกหล่อนที่เดินหายเข้าไปในหมู่บ้านด้วยสายตาว่างเปล่า ตอนนี้เธอเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าทำไมแม่และพ่อถึงต้องระหกระเหินออกจากกลุ่มการผลิตตระกูลเฉียว
สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยพิษร้ายแบบนี้ คนจิตใจอ่อนโยนอย่างแม่หานเซียงหลานจะทนรับไหวได้อย่างไร คำพูดถากถางเสียดแทงที่เกิดขึ้นแทบจะวันเว้นวัน มันบั่นทอนจิตใจคนฟังจนแทบกระอักเลือด
เรื่องราวมันผ่านมาตั้งนานขนาดนี้แล้ว ตามหลักความจริงมันควรจะเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่ในปากของคนพวกนี้ เรื่องราวยังคงสดใหม่และร้อนแรงอยู่เสมอ
ใครกันที่มอบความกล้าให้พวกหล่อนทำแบบนี้
ลุงใหญ่ของเธอจะไม่รู้เชียวหรือว่าลับหลังแล้ว ผู้หญิงพวกนี้ยังคงสนุกสนานกับการนินทาเธอและแม่ของเธออยู่อย่างไม่ลดละ
จิตใจของผู้หญิงพวกนี้ช่างดำมืดและอำมหิต พวกหล่อนเสพสุขบนความทุกข์ของคนอื่นได้อย่างหน้าตาเฉย เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ ไม่เคยคิดจะเอาใจเขามาใส่ใจเรา ขอแค่ตัวเองได้พูดจาสาดเสียเทเสียให้สะใจก็พอ
เพราะการนินทาว่าร้ายคนอื่นมันไม่ต้องลงทุนอะไรเลย
ไม่ได้ไปฆ่าใครตาย ไม่ได้ไปจุดไฟเผาบ้านใคร อย่างมากถ้าโดนจับได้ก็แค่โดนด่ากลับว่าเป็นพวกปากสว่าง
ด้วยเหตุนี้ พวกหล่อนถึงได้ยิ่งกำเริบเสิบสาน ไม่เกรงกลัวใครหน้าไหนทั้งสิ้น
เฉียวชิงอวี้แค่นหัวเราะออกมาเบาๆ
สีหน้าของเธอราบเรียบขณะมองดูแผ่นหลังของหญิงวัยกลางคนเหล่านั้นที่เดินลับตาไป
กลุ่มการผลิตตระกูลเฉียวมีประชากรไม่น้อย ช่วงเวลานี้เป็นเวลาเลิกงานพอดี ชาวบ้านหลายคนเริ่มแบกจอบแบกเสียมทยอยเดินกลับมาจากทุ่งนา
และคนที่เดินนำหน้ามาก็คือลุงจาง หรือจางกุ้ยจี้ ผู้ทำบัญชีประจำหมู่บ้าน เขาเหลือบไปเห็นเฉียวชิงอวี้เข้าพอดี
ใบหน้าของลุงจางปรากฏรอยยิ้มดีใจขึ้นมาทันที เขารีบก้าวยาวๆ เข้ามาหาเธอด้วยความตื่นเต้น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความยินดี "ชิงอวี้ ชิงอวี้ นั่นหนูใช่ไหม ชิงอวี้ หนู-กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ทำไมไม่โทรศัพท์มาบอกก่อนล่ะ ลุงใหญ่ของหนูจะได้ไปรับที่สถานี..."
เฉียวชิงอวี้มองหน้าลุงจางด้วยสายตาเรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์ยินดียินร้าย
ลุงจางเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง เขาเกาแก้มตัวเองแก้เก้อแล้วถามต่อ "ชิงอวี้ หนูมานั่งทำอะไรตรงนี้ รอใครอยู่หรือเปล่า แล้วนี่กลับมาถึงนานหรือยังล่ะ"
"ลุงจางคะ ฉันนั่งอยู่ตรงนี้มาหนึ่งชั่วโมงแล้วค่ะ"
"อ้าว แล้วทำไมไม่เข้าบ้านล่ะ"
"ฉันกำลังรอหัวหน้าซุนกลับมาค่ะ"
"หัวหน้าซุนเหรอ เขาเดินตามหลังมาโน่นแน่ะ เดี๋ยวลุงเรียกให้..." ลุงจางไม่รู้ตื้นลึกหนาบางว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้ แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่าบรรยากาศมันดูทะแม่งชอบกล
เขาหันกลับไปตะโกนเรียกคนที่เดินตามหลังมาเสียงดังลั่น "เหล่าซุน! เร็วเข้าๆ รีบมานี่หน่อย ชิงอวี้กลับมาแล้ว"
จากนั้นเขาก็หันไปตะโกนเรียกอีกทาง "เหล่าเฉียว เดินเร็วๆ เข้า หลานสาวแกกลับมาแล้วเนี่ย"
เสียงของลุงจางดังฟังชัดจนคนที่อยู่ห่างออกไปได้ยินกันทั่ว ซุนต้าจื้อ หรือหัวหน้ากลุ่มการผลิตซุน จึงรีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา พอเห็นว่าเป็นเฉียวชิงอวี้จริงๆ เขาก็ยิ้มกว้างออกมา
"ชิงอวี้ กลับมาเมื่อไหร่เนี่ย ทำไมไม่โทรบอกล่ะลูก"
[จบบท]