บทที่ 115: ความเด็ดขาดของเฉียวชิงอวี้
เวลาผ่านไปกว่าสิบนาทีแล้ว เสียงร้องไห้คร่ำครวญและเสียงก่นด่าทอจากภายในหมู่บ้านยังคงดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ
สีหน้าของหัวหน้ากองผลิตซุนในเวลานี้ดูย่ำแย่จนไม่อาจหาคำใดมาเปรียบเปรยได้ มันมืดครึ้มยิ่งกว่าก้นหม้อที่ผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก เฉียวชิงอวี้กระตุกยิ้มมุมปากด้วยแววตาเย็นชา เธอหันไปผลักฝูงคนที่ยืนมุงดูอยู่ออกเบาๆ ก่อนจะหันไปพูดกับเฉียวจื้อหย่วนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ลุงใหญ่คะ พวกเราไปที่ตัวอำเภอกันเถอะ”
เฉียวจื้อหย่วนเองก็มีสีหน้าที่ย่ำแย่ไม่ต่างกัน เขาไม่เคยรู้ระแคะระคายมาก่อนเลยว่าคนพวกนี้จะเอาเรื่องในครอบครัวเขาไปพูดลับหลังกันสนุกปากถึงขนาดนี้ เขาหลงคิดไปเองว่าเรื่องราวคงเงียบสงบไปนานแล้ว
ใครจะไปคาดคิดว่าเวลาผ่านไปกว่าครึ่งปี วันแรกที่เฉียวชิงอวี้กลับมาเยี่ยมบ้านเดิม ก็ต้องมาถูกคนพวกนี้ดักเล่นงานถึงหน้าหมู่บ้านแบบนี้
นี่มันเหมือนกับการตบหน้าเฉียวจื้อหย่วนฉาดใหญ่กลางที่สาธารณะ
เฉียวจื้อหย่วนเกิดและเติบโตที่กลุ่มการผลิตตระกูลเฉียวแห่งนี้ จนอายุล่วงเลยเข้าสู่วัยห้าสิบกว่าปีแล้ว การที่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองช่างล้มเหลวเสียเหลือเกิน
ถ้าต้องมีชีวิตอยู่แล้วถูกหยามเกียรติขนาดนี้ สู้กระโดดแม่น้ำตายไปเสียยังจะดีกว่า โดยปกติแล้วเขาเป็นลูกผู้ชายย่อมไม่คิดเล็กคิดน้อยหรือถือสาหาความกับผู้หญิง แต่สำหรับบรรดาผู้หญิงปากตลาดพวกนี้ ความเกลียดชังได้ก่อตัวขึ้นในใจของเขาอย่างรุนแรง
หัวหน้ากองผลิตซุนรีบวิ่งเข้ามาขวางไว้ แม้ว่าอายุของเขาจะน้อยกว่าเฉียวจื้อหย่วนอยู่หลายปี แต่ปีนี้เขาก็มีอายุห้าสิบสองปีแล้ว เขาเอื้อมมือไปจับแฮนด์รถจักรยานของเฉียวจื้อหย่วนเอาไว้แน่นจนข้อนิ้วปูดโปน น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเพี้ยนสูงด้วยความร้อนรน
“พี่ใหญ่ พี่เฉียว เห็นแก่หน้าผมสักครั้งเถอะครับ พวกเรารอกันอีกสักนิด ถ้าผู้หญิงพวกนั้นยังไม่สำนึกผิด ผมสาบานเลยว่าจะจับพวกหล่อนส่งไปที่สถานีตำรวจในอำเภอด้วยมือของผมเอง”
เมื่อพูดจบเขาก็หันไปตวาดใส่หัวหน้ากองร้อยที่ยืนอยู่ด้านหลังด้วยความโมโหสุดขีด
“รีบไปลากคอพวกหล่อนมาที่หน้าหมู่บ้านเดี๋ยวนี้เลย ไอพวกไม่ได้เรื่อง แค่คนไม่กี่คนยังพาตัวมาไม่ได้”
หัวหน้ากองร้อยรีบสั่งการให้ลูกน้องอีกสองคนวิ่งตามเขาเข้าไปในหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ในใจของเขากลับรู้สึกยินดีอยู่ลึกๆ ปกติเขาอาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก และมักจะคิดเสมอว่าภรรยาของตนเองนั้นเข้ากับคนอื่นยากและมีนิสัยอ่อนแอเกินไป
แต่พอมาเห็นสถานการณ์ในวันนี้ เขากลับมองเห็นข้อดีของภรรยาขึ้นมาทันที การที่ไม่ไปสุงสิงกับกลุ่มแม่บ้านปากตลาดพวกนั้นนับเป็นเรื่องโชคดีอย่างยิ่ง เพราะการเข้าไปพัวพันกับคนพวกรังแต่จะนำความเดือดร้อนมาให้
ภาพความวุ่นวายของแต่ละบ้านปรากฏแก่สายตาของกลุ่มกองกำลังรักษาความปลอดภัย
ความสามารถในการก่อเรื่องของผู้หญิงพวกนี้ช่างร้ายกาจเสียเหลือเกิน ดูจากสภาพความบ้าคลั่งของพวกหล่อนในตอนนี้ เขาเชื่อได้เต็มร้อยเลยว่าเมื่อครู่นี้ที่หน้าหมู่บ้าน พวกหล่อนต้องรุมรังแกเฉียวชิงอวี้อย่างหนักหนาสาหัสแน่นอน
ช่างทำตัวไม่เหมาะสมและไร้ยางอายสิ้นดี
เรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกหล่อนเลยแม้แต่น้อย ตอนแรกก็แค่มุงดูเป็นเรื่องสนุกปาก พูดคุยกันไปตามประสาชาวบ้านร้านตลาดก็พอจะให้อภัยได้ แต่นี่ผ่านไปครึ่งปีแล้วก็ยังไม่จบไม่สิ้น กัดไม่ปล่อยเหมือนหมาบ้า
อย่าว่าแต่เฉียวจื้อหย่วนที่โกรธเลย แม้แต่ตัวเขาเองที่เป็นคนนอกก็ยังรู้สึกโมโหแทน ยิ่งคิดก็ยิ่งโชคดีที่เฉียวจื้อไฉไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านตอนนี้ หากพ่อของเฉียวชิงอวี้มาเห็นลูกสาวตัวเองถูกรุมรังแกแบบนี้ มีหวังคงได้คว้ามีดอีโต้ไล่ฟันคนจนเลือดตกยางออกเป็นแน่
ผู้หญิงพวกนี้สมควรได้รับบทเรียนเสียบ้าง
ดวงตาของหัวหน้ากองผลิตซุนแดงก่ำด้วยความร้อนใจ แต่เฉียวชิงอวี้ไม่ได้พูดขู่เพียงเพื่อเรียกร้องความสนใจ
การกระทำของคนกลุ่มนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเรื่องราวระหว่างเธอกับเฮ่อซิวอวี้ รวมถึงเรื่องราวของแม่เธอและเฮ่อซาน ได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาหลักของคนในละแวกสิบหมู่บ้านนี้ไปแล้ว มันไม่ใช่ความลับอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นเรื่องเล่าสนุกปากที่ถูกใส่สีตีไข่จนเละเทะ
ดังนั้นต่อให้พวกหล่อนยอมขอโทษเธอในวันนี้ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร
หากไม่ได้รับการลงโทษอย่างสาสม เรื่องราวเหล่านี้ก็จะไม่มีวันจบสิ้น
เฉียวชิงอวี้ยังคงยืนประจันหน้ากับหัวหน้ากองผลิตซุน แม้ท่าทีจะแข็งกร้าวแต่เธอก็พยายามปรับน้ำเสียงให้ดูนุ่มนวลลงเมื่อพูดกับผู้ใหญ่
“หัวหน้าซุนคะ ฉันรู้ดีว่าคุณคอยดูแลครอบครัวเรามาตลอด และฉันเองก็เคารพนับถือคุณมาก แต่เรื่องในวันนี้ฉันยอมให้มันผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้จริงๆ ค่ะ”
“ถ้าพวกหล่อนไม่ได้รับบทเรียนและไม่ชดใช้ในการกระทำของตัวเอง วันหน้าถ้าฉันกลับมาที่นี่อีก เหตุการณ์แบบนี้ก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต่อให้พวกหล่อนไม่กล้าพูดต่อหน้า แต่ลับหลังล่ะคะ คำนินทาว่าร้ายมันฆ่าคนได้นะคะ ถ้าคุณเห็นด้วยกับสิ่งที่ฉันพูด ก็ได้โปรดอย่าขวางทางฉันเลยค่ะ”
หัวหน้ากองผลิตซุนรู้สึกอึดอัดใจและรู้สึกผิดต่อเฉียวชิงอวี้อย่างมาก หากวันนี้เฉียวชิงอวี้กลับมาเยี่ยมบ้านแล้วได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นจากคนในหมู่บ้าน บรรยากาศคงจะเต็มไปด้วยความสุขและความประทับใจ แต่ความเป็นจริงกลับกลายเป็นเรื่องราววุ่นวายขายหน้าเช่นนี้
มือที่กำแฮนด์รถจักรยานไว้แน่นค่อยๆ คลายออกช้าๆ
ในวินาทีนี้ หัวหน้ากองผลิตซุนมั่นใจแล้วว่าเฉียวชิงอวี้ไม่ได้แค่ขู่ให้กลัว สิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่แค่คำขอโทษจอมปลอมจากคนพวกนี้ แต่เธอต้องการจัดการให้เด็ดขาด
เฉียวชิงอวี้พยักหน้าให้หัวหน้ากองผลิตซุนเป็นการขอบคุณ ก่อนจะหันไปกวักมือเรียกเฉียวเซิงเป่าให้เข้ามาใกล้
“พี่เซิงเป่า เอาประเป๋าใบนี้กลับไปเก็บที่บ้านทีนะ ถ้าปู่กับย่ารู้เรื่องแล้วก็เล่าความจริงให้พวกท่านฟัง แต่ถ้าพวกท่านยังไม่รู้ก็รอให้ฉันกลับมาก่อนค่อยว่ากัน”
เฉียวเซิงเป่าพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น จากนั้นเฉียวจื้อหย่วนก็ขึ้นคร่อมจักรยาน โดยมีเฉียวชิงอวี้กระโดดขึ้นซ้อนท้าย รถจักรยานเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็วและหายลับไปจากสายตาของทุกคนในเวลาไม่นาน
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ผู้เฒ่าเฉียวและยายเฒ่าเฉียวต่างก็ประคองกันเดินมาที่หน้าหมู่บ้านด้วยท่าทางรีบร้อน
แม้หมู่บ้านตระกูลเฉียวจะไม่ใช่หมู่บ้านเล็กๆ แต่ข่าวสารเรื่องความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกินเวลานานกว่าครึ่งชั่วโมงได้แพร่สะพัดไปทั่วทุกหลังคาเรือนอย่างรวดเร็ว
หัวหน้ากองร้อยและลูกน้องอีกสองคนได้ทำการควบคุมตัวหญิงปากร้ายทั้งสี่คนมาถึงหน้าหมู่บ้านด้วยความทุลักทุเล พวกหล่อนถูกลากถูกดึงมาตลอดทาง แต่ปากก็ยังไม่หยุดพ่นคำด่าทอออกมา
ทันใดนั้นเอง หวังกุ้ยฮวา หรือป้าสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลเฉียว ก็พุ่งตัวออกมาจากด้านหลังของฝูงชน เธอกระชากแขนของสะใภ้สี่บ้านเฉียวหรือ จ้าวด้าจวี๋ ที่กำลังด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย แล้วจัดการตบหน้าฉาดใหญ่เข้าให้สองทีซ้อน เสียงตบดังสนั่นจนคนรอบข้างต้องสะดุ้ง
เพียะ! เพียะ!
จากนั้นป้าสะใภ้ใหญ่ก็ชี้หน้าด่ากลับด้วยความโกรธแค้นไม่แพ้กัน
“นังปากเน่าปากหนอน จิตใจแกมันสกปรกโสมมจนไส้เน่าไปหมดแล้ว ตายไปแกต้องตกนรกขุมที่ลึกที่สุด ต้องโดนยมบาลดึงลิ้นออกมาสับ นังชาติชั่ว แกคิดว่าตัวเองเป็นใคร เป็นญาติผู้ใหญ่ฝ่ายไหนไม่ทราบ”
“เฮ่อซิวอวี้เขาเป็นลูกเขยที่ถูกต้องตามกฎหมายของบ้านเรา หลานสาวฉันเฉียวชิงอวี้เขาก็จดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกต้อง แล้วตัวแกเองล่ะ ตอนที่แกมาเอาอาสี่ แกทำยังไง ตัวเองลืมไปแล้วหรือไง นังคนไร้ยางอายยังมีหน้ามาว่าคนอื่นอีกเหรอ”
ใบหน้าของอาสี่บ้านเฉียวที่ยืนอยู่ไม่ไกลกลายเป็นสีม่วงคล้ำด้วยความอับอาย ราวกับสีของมะเขือม่วงที่สุกงอมคาต้น
เรื่องราวในอดีตถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจาน ภรรยาคนแรกของเขาล้มป่วยเป็นอัมพาตนอนซมอยู่บนเตียงเตา คนยังไม่ทันสิ้นลมหายใจ สะใภ้สี่คนนี้ก็หอบผ้าหอบผ่อนย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านเสียแล้ว พอภรรยาหลวงสิ้นใจตายไปได้ไม่นาน งานศพยังจัดไม่ทันเสร็จดี ทั้งคู่ก็รีบจัดงานแต่งงานกันทันที
เรื่องนี้ผ่านมากว่าหลายสิบปีแล้ว คนที่รู้เรื่องนี้ในหมู่บ้านมีไม่มากนัก เพราะทั้งสองคนต่างก็กลายเป็นปู่เป็นย่า มีลูกหลานเต็มบ้าน จึงไม่มีใครอยากจะรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาพูด
แต่วันนี้ป้าสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลเฉียวได้กระชากหน้ากากของจ้าวด้าจวี๋ออกมาอย่างไม่ไว้หน้า ความอับอายทำให้จ้าวด้าจวี๋โกรธจนแทบคลั่ง ยิ่งเมื่อครู่นี้เธอถูกสามีตัวเองตบหน้าไปหนึ่งที แล้วยังถูกกองกำลังรักษาความปลอดภัยลากตัวมาประจานอีก เธอจึงขาดสติและกรีดร้องด่าทอเฉียวชิงอวี้อย่างบ้าคลั่ง
ปากของเธอพ่นคำสาปแช่งว่าต้องฆ่านังเด็กแพศยานั่นให้ตาย บรรยากาศที่หน้าหมู่บ้านโกลาหลวุ่นวายราวกับรังผึ้งแตกรัง
ในเวลานี้ หัวหน้ากองผลิตซุนกลับสงบสติอารมณ์ลงได้ เขาเดินเข้าไปขวางคนอื่นๆ เอาไว้ สายตาเย็นเยียบจ้องมองไปที่หญิงปากร้ายทั้งสามคนอย่างดุดัน
สะใภ้สี่บ้านเฉียว ป้าสองหลี่ และป้าจู
ส่วนหลี่ชุ่ยเฟินหรือภรรยาของจางกุ้ยจี้ แม้ใบหน้าจะมีรอยฝ่ามือแดงเถือก แต่เธอกลับยืนนิ่งเงียบกริบ ไม่กล้าปริปากส่งเสียงใดๆ ออกมา
นั่นเป็นเพราะจางกุ้ยจี้ผู้เป็นสามีได้ยื่นคำขาดกับเธอแล้วว่า ถ้าขืนยังก่อเรื่องไม่เลิก เขาจะถูกปลดออกจากตำแหน่งนักบัญชีของหมู่บ้านทันที
แม้หลี่ชุ่ยเฟินจะชอบวางก้ามในหมู่บ้าน แต่เธอก็รู้ดีว่าสถานะทางสังคมที่เธอมีอยู่ทุกวันนี้ล้วนมาจากการที่สามีเป็นคนทำบัญชี หากสามีต้องตกงาน เธอก็จะกลายเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีใครเกรงใจอีกต่อไป
แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความอัดอั้นตันใจ แต่เธอก็จำต้องปิดปากเงียบด้วยความหวาดกลัว
จากนั้น ผู้เฒ่าเฉียวและยายเฒ่าเฉียวก็เดินเข้าไปดึงตัวลูกสะใภ้ใหญ่กลับมา
ผู้เฒ่าเฉียวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“สะใภ้ใหญ่ ไม่ต้องไปพูดกับมัน เจ้าใหญ่กับชิงอวี้ไปแจ้งความแล้วไม่ใช่เหรอ วางใจเถอะ นี่มันยุคสังคมใหม่แล้ว กฎหมายต้องให้ความเป็นธรรมกับพวกเราได้แน่ ปล่อยให้พวกมันด่าไป เราอย่าไปลดตัวลงไปเถียงด้วย”
ป้าสะใภ้ใหญ่ถ่มน้ำลายลงพื้นแล้วจ้องมองไปที่จ้าวด้าจวี๋ด้วยสายตาเคียดแค้น
“นังคนเนรคุณ”
โบราณว่าไว้จะตีสุนัขยังต้องดูเจ้าของ แต่นี่เฉียวชิงอวี้เป็นถึงหลานสาวแท้ๆ ของเธอ ปกติเธอกับสะใภ้สี่ก็มีความสัมพันธ์ที่ไม่ได้แย่อะไร แต่วันนี้อีกฝ่ายกลับทำตัวต่ำทรามขนาดนี้ นี่มันไม่เห็นหัวเธอและเฉียวจื้อหย่วนเลยสักนิด
ตัวเองเป็นคนประเภทไหน ยังจะไม่รู้ตัวเองอีก
จ้าวด้าจวี๋ หรือ สะใภ้สี่บ้านเฉียว จ้องมองกลุ่มคนตระกูลเฉียวด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย
ตระกูลเฉียวอาจจะเป็นตระกูลใหญ่ที่มีคนมากจนไม่มีใครในหมู่บ้านกล้าตอแย
แต่สำหรับจ้าวด้าจวี๋ในเวลานี้ เธอไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งนั้น
[จบบท]