บทที่ 15: ของฟรีมีในโลก!
เฉียวจื้อหย่วนมองหลานสาวตรงหน้าแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นฟังดูระอาปนโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
“ย่าของเธอน่ะเหรอ... เหอะ! แข็งแรงยิ่งกว่าวัวถึกเสียอีก ไม่ต้องห่วงว่าจะโดนเธอทำให้ตรอมใจตายหรอกนะ”
“ส่วนตากับยายเขาก็ถามหาเธอตลอด ฝากลุงหอบเอาของโปรดของเธอมาให้พะรุงพะรังไปหมด ทั้งเมล็ดแตงโม มันฝรั่งตากแห้ง แล้วก็เห็ดตากแห้ง ถุงเบ้อเริ่มเลยเชียว”
ลุงใหญ่เว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง สีหน้าดูหม่นหมองลงเล็กน้อยเมื่อพูดถึงน้องชายและน้องสะใภ้
“ส่วนพ่อกับแม่ของเธอ... อย่าเพิ่งถามถึงเลย ลุงเองก็จนปัญญา ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้ไปมุดหัวอยู่ที่ไหน ส่วนเจ้าตัวดีเฉียวมู่เป่า น้องชายตัวแสบของเธอน่ะ หนีเตลิดลงใต้ไปแล้ว ป่านนี้ยังไม่มีข่าวคราวส่งกลับมาสักแอะ”
พอพูดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของเฉียวจื้อหย่วนก็ฉายแววกลัดกลุ้มอย่างปิดไม่มิด ครอบครัวที่เคยอยู่กันพร้อมหน้า จู่ๆ ก็แตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทิศคนละทาง มันน่าใจหายจริงๆ
เฉียวชิงอวี้เองก็นั่งเงียบกริบ แสร้งทำสีหน้าเศร้าสร้อยตามน้ำไป แต่ในใจกลับครุ่นคิดอย่างหนัก พ่อกับแม่จะหนีไปหลบที่ไหน ลุงใหญ่ต้องรู้เบาะแสบ้างแหละ
เผลอๆ ลุงนั่นแหละที่เป็นคนหาที่กบดานให้ แต่ที่น่าเป็นห่วงจริงๆ คือเฉียวมู่เป่านี่สิ เด็กหนุ่มตัวคนเดียวทะเล่อทะล่าลงใต้ไปแบบนั้น จะเป็นตายร้ายดียังไงบ้างก็ไม่รู้
หญิงสาวก้มหน้ามองมือตัวเองบนตัก ไหล่ลู่ลงเล็กน้อย ดูภายนอกเหมือนคนกำลังโศกเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง
เฉียวจื้อหย่วนเห็นหลานสาวนั่งซึมก็ใจอ่อนยวบ รีบเอ่ยปลอบใจ “เอาเถอะๆ อย่ามัวแต่เสียใจไปเลย ลุงให้พี่ของเธอออกตามหาเจ้ามู่เป่าแล้ว”
ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น เฉียวชิงอวี้ถึงกับเงยหน้าขวับ ดวงตากลมโตเบิกกว้างจ้องมองลุงใหญ่ด้วยความตกตะลึง
เธอยากจะตะโกนถามลุงเหลือเกินว่า... ลุงคะ ลุงเอาจริงดิ?
พี่รองเนี่ยนะ? พ่อหนุ่มจอมหลงทิศที่แยกไม่ออกระหว่างทิศเหนือกับทิศใต้ แถมสายตายังซั้นเตอะขนาดนั้น ลุงส่งเขาไปตามหาน้องชายเนี่ยนะ? นี่ลุงไม่ได้กะว่าจะไปตามหาคนหายหรอก แต่กะจะ 'แถม' คนหายเพิ่มไปอีกคนใช่ไหม!
ดูเหมือนเฉียวจื้อหย่วนจะอ่านสายตาตื่นตะลึงของหลานสาวออก เขาเองก็รู้สึกกระดากใจอยู่ไม่น้อย เลยแก้ตัวเสียงอ่อยๆ
“เอ่อ... ลุงก็ไม่ได้สั่งให้มันไปหรอกนะ แต่ไอ้ลูกหมานั่นมันขี้เกียจตัวเป็นขน ไม่อยากทำงานในนา พอสบโอกาสก็แอบหนีตามไปเอง กว่าพวกลุงจะรู้ตัว มันก็หายหัวไปไกลแล้ว”
พูดจบเขาก็รีบตัดบท ไม่อยากจะรื้อฟื้นเรื่องน่าปวดหัวของลูกชายกับหลานชายอีก จึงวกเข้าธุระสำคัญที่ทำให้ต้องถ่อสังขารมาถึงที่นี่ “ว่าแต่... เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่ว่านั่น อยู่ที่ไหนล่ะ?”
เฉียวชิงอวี้รีบปรับอารมณ์ ตอบกลับอย่างกระตือรือร้น “อยู่ที่ห้องพักในเรือนรับรองจ้ะ เดี๋ยวฉันพาลุงไปขนลงมานะจ๊ะ”
หลังจากนั้น มหกรรมการขนย้ายก็เริ่มขึ้น
ขวดแก้วขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งร้อยใบถูกทยอยขนออกมาจากห้องพัก พนักงานต้อนรับของเรือนรับรองเห็นเข้าก็ไม่ได้มีท่าทีสงสัยอะไร
เพราะเมื่อช่วงเช้าเธอเห็นคนกลุ่มใหญ่ขนข้าวของพะรุงพะรังเข้ามาหานักวิจัยหญิงคนนี้ตั้งหลายรอบ เธอยังแอบนึกในใจเลยว่า โชคดีที่แม่คุณคนนี้เปิดห้องพักเดี่ยว ไม่อย่างนั้นรูมเมตคงได้โวยวายบ้านแตกแน่ๆ
งานนี้ต้องยกความดีความชอบให้ 'เส้นสาย' ของลุงใหญ่จริงๆ
ถึงเฉียวจื้อหย่วนจะเป็นแค่หัวหน้ากลุ่มการผลิตเล็กๆ ในหมู่บ้าน แต่บารมีแกไม่ธรรมดา
สมัยก่อนแกเคยดูแลช่วยเหลือพวกปัญญาชนที่ถูกส่งมาดัดนิสัยในหมู่บ้านไว้เยอะ พอคนพวกนั้นได้ดิบได้ดีกลับไป ก็เลยยังเกรงใจแกอยู่บ้าง ไปไหนมาไหนใครๆ ก็ไว้หน้า
เสียดายอยู่อย่างเดียวคือลุงแกเขียนหนังสือไม่เป็น
แต่ลูกชายคนโตอย่าง 'เฉียวเทียนเป่า' นั้นเรียนจบชั้นมัธยมต้น ลุงใหญ่เลยวิ่งเต้นฝากฝังให้ไปทำงานในหน่วยขนส่งของอำเภอ
แถมหัวหน้าซุนแห่งคอมมูนตระกูลเฉียว ก็ดันเป็นน้องชายแท้ๆ ของผู้อำนวยการโรงงานเครื่องจักรประจำอำเภออีก ด้วยลิ้นสาริกาลิ้นทองของลุงใหญ่ จะขอยืมคนหรือขอยืมรถบรรทุกมาใช้ ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
ครั้งนี้ลุงใหญ่จัดการทุกอย่างได้เนี้ยบมาก แกหนีบเอา 'ผู้ทำบัญชีจาง' หรือที่คนในหมู่บ้านเรียกว่า 'ลุงจาง' ติดสอยห้อยตามมาด้วย
ทันทีที่เห็นเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดสีทองอร่ามเม็ดเป่ง บรรจุอยู่ในขวดแก้วใสแจ๋ว แถมบางเม็ดยังแทงยอดอ่อนสีเขียวออกมาให้เห็นเป็นขวัญตา
ลุงจางถึงกับตาโต มือไม้สั่นรีบตะปบกระเป๋าเอกสารที่แนบอยู่ข้างเอวแน่น แกเริ่มเหงื่อตก พลางคิดในใจว่า เงินที่ขนมาจะพอจ่ายไหมเนี่ย...
ทุกคนช่วยกันลำเลียงขวดเมล็ดพันธุ์ลงไปวางเรียงในลังไม้ที่บุด้วยแกลบอย่างดี แล้วเอาผ้าใบคลุมทับอีกชั้นเพื่อกันกระแทก
พอยกเสร็จ เฉียวจื้อหย่วนก็หันมาถามหลานสาวด้วยน้ำเสียงประหม่า “ชิงอวี้เอ้ย... ทั้งหมดนี่... มันต้องใช้เงินเท่าไหร่ล่ะเนี่ย?”
เฉียวชิงอวี้คลี่ยิ้มหวาน ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใส “ลุงจ๊ะ ลุงจางจ๊ะ เมล็ดพันธุ์ชุดแรกนี้... ไม่คิดเงินจ้ะ ฉันให้ฟรี!”
“ฮะ!”
ทั้งลุงใหญ่ ทั้งลุงจาง รวมถึงพี่เทียนเป่า ต่างพากันอ้าปากค้าง ตาถลนแทบจะหลุดออกมานอกเบ้า
“ฟรีเหรอ? จริงเหรอชิงอวี้? ของดีขนาดนี้มันต้องแพงหูฉี่แน่ๆ จะให้ฟรีได้ยังไง?” เฉียวจื้อหย่วนถามย้ำ เสียงหลงด้วยความไม่เชื่อหู
เฉียวชิงอวี้ตีสีหน้าจริงจัง แววตามุ่งมั่น “ลุงจ๊ะ ชุดแรกนี้ฟรีจริงๆ จ้ะ ฉันพยายามวิ่งเต้นขอโควตาพิเศษมาให้ ฉันเป็นลูกหลานบ้านตระกูลเฉียว ถึงใครจะนินทาว่าร้ายฉันยังไง”
“ฉันก็ไม่เก็บเอามาใส่ใจหรอกจ้ะ ผืนดินของหมู่บ้านตระกูลเฉียวเลี้ยงดูฉันมาจนโต พอฉันมีกำลังมีความสามารถ ฉันก็ต้องตอบแทนบ้านเกิดเมืองนอน นี่เป็นสิ่งที่พ่อพร่ำสอนฉันมาตั้งแต่เด็ก ฉันจำใส่ใจไว้เสมอ ไม่เคยลืมเลือนเลยจ้ะ...”
น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลแต่หนักแน่น เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันลึกซึ้ง ฟังดูน่าประทับใจเสียจนลุงจางถึงกับหน้าแดงก่ำด้วยความละอายใจ แกก้มหน้างุด นึกด่าตัวเองในใจที่เคยไปร่วมวงนินทาแม่หนูคนนี้ลับหลัง
ช่างเป็นเด็กดีอะไรอย่างนี้! ขนาดแต่งงานออกเรือนไปแล้ว ยังไม่ลืมกำพืด ไม่ลืมบุญคุณบ้านเกิด สาบานเลยว่าต่อไปนี้ฉันจะไม่นินทาเธออีกแล้ว!
แถมพอมองดูดีๆ แม่หนูชิงอวี้หลังจากแต่งงานไปแล้วดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะ พูดจาก็ฉะฉานน่าฟัง ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ดูท่าทางชีวิตการแต่งงานกับเฮ่อซิวอวี้จะราบรื่นมีความสุขไม่น้อย
ทางด้านเฉียวจื้อหย่วน ตอนแรกที่ฟังก็เกือบจะซึ้งจนน้ำตาไหลพรากอยู่แล้วเชียว แต่พอฟังประโยคสุดท้ายที่อ้างถึงคำสอนของพ่อ... แกก็แทบจะเบ้ปากในใจ
น้องชายฉันเนี่ยนะสอนให้เสียสละ? ฝันไปเถอะ!
ไอ้น้องชายตัวดีของเขา ปกติมันพูดกรอกหูลูกสาวอยู่แค่ไม่กี่ประโยคหรอก
เช่น 'ชิงอวี้ลูกรัก สมบัติของพ่อก็คือของลูก เงินที่พี่ชายลูกหามาได้ก็ต้องแบ่งให้ลูกครึ่งหนึ่ง ส่วนลุง ป้า น้า อา ของลูก ก็ต้องเตรียมสินสอดทองหมั้นไว้ให้ลูกอย่างงาม ใครให้น้อย พ่อจะตามไปด่าถึงบ้าน!'
ถึงในใจจะค้านหัวชนฝา แต่เฉียวจื้อหย่วนกลับรู้สึกจุกในอก น้ำตาแห่งความตื้นตันไหลออกมาจริงๆ เขาคว้ามือหลานสาวมากุมไว้แน่น เสียงสั่นเครือ
“ชิงอวี้เอ้ย... เธอแต่งงานไปทั้งที ไม่มีงานเลี้ยง ไม่มีใครแปะตัวอักษรมงคล ไม่มีเสียงปี่พาทย์ลาดตะโพน แม้แต่คนแบกขึ้นเกี้ยวส่งตัวก็ไม่มี มันเงียบเหงาวังเวงเหลือเกิน ย่าเธอพอนึกถึงเรื่องนี้ทีไร ก็อดไม่ได้ที่จะด่ากราดคนไปทั่วด้วยความสงสารเธอ...”
คำพูดของลุงใหญ่ทำเอาบรรยากาศรอบตัวพลอยเศร้าสร้อยตามไปด้วย พี่เทียนเป่ากับลุงจางต่างก็ขอบตาแดงก่ำ
เฉียวเทียนเป่าขยับปากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่เฉียวชิงอวี้รีบชิงพูดตัดบทเสียก่อน เพราะขืนปล่อยให้ดราม่านานกว่านี้จะเสียเวลาเปล่า
“ฉันเข้าใจจ้ะลุง แต่เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว ร้องไห้ไปก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เราต้องมองไปข้างหน้าสิจ๊ะ เอาไว้พ่อกับแม่หายโกรธเมื่อไหร่ ฉันจะรีบกลับไปกราบขอขมาท่านทันทีเลย”
เฉียวจื้อหย่วนยกมือขึ้นปาดน้ำตา พยักหน้าหงึกหงักอย่างจำนน
เฉียวชิงอวี้เห็นจังหวะดี จึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันควัน “ลุงจ๊ะ เรื่องขวดแก้วพวกนี้สำคัญมากนะจ๊ะ ต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี ห้ามแตกห้ามหาย เพราะตามระเบียบแล้ว... ขวดพวกนี้ต้องมีค่ามัดจำสองพันหยวนจ้ะ”
“ห๊ะ! สองพัน!”
ตัวเลขมหาศาลทำเอาทั้งสามคนสะดุ้งโหยงเหมือนโดนไฟช็อต ลุงจางรีบตะปบกระเป๋าเอกสารแน่น เหงื่อกาฬแตกพลั่ก
เงินกองกลางของหมู่บ้านที่แกหอบมาทั้งหมดมีอยู่แค่พันเก้าร้อยกว่าหยวน... นี่ขนาดเทหมดหน้าตักยังไม่พอจ่ายค่ามัดจำขวดเปล่าเลยเรอะ!
ทุกคนในที่นั้นกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว จ้องมองเฉียวชิงอวี้ด้วยสายตาตื่นตระหนก เหมือนนักโทษรอฟังคำพิพากษา
เฉียวชิงอวี้แอบขำในใจเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แต่... ฉันรู้ว่าสถานการณ์การเงินของหมู่บ้านเราเป็นยังไง ฉันเลยเจรจากับทางศูนย์วิจัยจนคอแห้ง ในที่สุดพวกเขาก็ยอมยกเว้นค่ามัดจำสองพันหยวนนี้ให้จ้ะ”
“เฮ้อ...” เสียงถอนหายใจดังประสานกันโดยไม่ได้นัดหมาย ลุงจางแข้งขาอ่อนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น
“ขอบใจมากนะชิงอวี้ ขอบใจจริงๆ เธอช่วยหมู่บ้านเราไว้แท้ๆ ถ้าเธอกลับไปเยี่ยมบ้านเมื่อไหร่ ทางกรรมการหมู่บ้านจะต้องจัดงานเลี้ยงขอบคุณเธอแน่ๆ” ลุงจางละล่ำละลักบอกด้วยความซาบซึ้งใจ
“ไม่เป็นไรจ้ะลุงจาง คนกันเองทั้งนั้น แต่ว่า... แม้จะไม่คิดเงินและไม่เก็บค่ามัดจำ แต่มีข้อแม้อยู่อย่างเดียวนะจ๊ะ คือตอนเก็บเกี่ยว ต้องส่งเมล็ดพันธุ์คืนกลับมาให้ฉันอย่างน้อยสองพันจินจ้ะ”
“ได้! เรื่องนั้นไม่มีปัญหา ลุงรับปาก!” เฉียวจื้อหย่วนตบหน้าอกรับประกันทันที
เฉียวชิงอวี้หยิบกระดาษสองแผ่นส่งให้ลุงใหญ่ “ลุงจ๊ะ นี่เป็นคู่มือวิธีการปลูก ข้อควรระวัง แล้วก็วิธีเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ ลุงต้องกำชับให้ชาวบ้านทำตามนี้อย่างเคร่งครัดนะจ๊ะ”
“ห้ามทำนอกเหนือจากนี้เด็ดขาด ถ้าทำตามนี้เป๊ะๆ รับรองว่าปีนี้ถ้าฟ้าฝนไม่กลั่นแกล้ง เราจะได้ผลผลิตถล่มทลายแน่นอน”
เฉียวจื้อหย่วนรับกระดาษแผ่นนั้นมาถือไว้ราวกับเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ใบหน้าเปื้อนยิ้มจนแก้มปริ แกชอบฟังคำว่า 'ผลผลิตถล่มทลาย' ที่สุด
“วางใจเถอะชิงอวี้ ลุงจะเฝ้าขวดพวกนี้ยิ่งกว่าไข่ในหิน รับรองว่าจะคืนให้ครบทุกใบไม่มีบิ่น ส่วนเมล็ดพันธุ์สองพันจิน ลุงจะคัดเอาแต่หัวกะทิ เมล็ดสวยๆ คืนให้หลานแน่นอน”
ในใจแกก็แอบคิดแผนการไว้แล้ว พอกลับไปถึงหมู่บ้าน แกต้องไปทวงบุญคุณ เอ้ย ไปเรียกร้องสวัสดิการให้หลานสาวเสียหน่อย ถ้าไม่ได้บารมีของชิงอวี้ เงินในกระเป๋าลุงจางคงเกลี้ยงไม่เหลือสักแดงเดียว
ถึงแกจะเป็นหัวหน้ากลุ่มผลิตที่ต้องเห็นแก่ส่วนรวมก็เถอะ แต่เรื่องอะไรจะยอมให้คนในครอบครัวตัวเองเสียเปรียบกันล่ะ จริงไหม?
และในตอนนั้นเอง รถบรรทุกของฐานวิจัยก็แล่นเข้ามาจอดเทียบท่าตามเวลานัดหมาย
รถคันนี้ดูบึกบึนและทันสมัยกว่ารถกระป๋องที่เฉียวเทียนเป่าขับมาอย่างเทียบไม่ติด
รถของพี่เทียนเป่าน่ะเหรอ... เป็นรถมือสองมือสามที่หน่วยงานระดับจังหวัดโละทิ้งมาแล้ว ทางอำเภอที่เป็นเขตเกษตรกรรมจนๆ อย่างพวกเขาก็รับช่วงต่อมาอีกที
ทั้งอำเภอมีอยู่แค่สิบกว่าคัน แต่ละคันนี่สภาพดูไม่จืด แต่คนขับก็รักปานดวงใจ ขัดถูจนเงาวับราวกับเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนก็ไม่ปาน
[จบบท]