บทที่ 162: อิสระที่จะโบยบิน?
เฉียวชิงอวี้พยักหน้าเบาๆ พร้อมรอยยิ้มเอ็นดู เธอมองดูเด็กน้อยตรงหน้าที่กำลังเคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนจะเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
"เจ้าหัวมันพวกนี้มีชื่อเรียกทางวิชาการว่ามันฝรั่งจ้ะ หรือจะเรียกว่าหม่าหลิงสู่ก็ได้ เพราะฉะนั้นเมนูที่เรากำลังกินกันอยู่นี้ จะเรียกว่ามันฝรั่งทอดก็ได้เหมือนกันนะจ๊ะ"
เว่ยเสี่ยวที่กำลังเคี้ยวแก้มตุ่ยรีบกลืนลงคอแล้วพูดขึ้นด้วยดวงตาเป็นประกาย
"น้าเฉียวคะ มันฝรั่งทอดฝีมือน้าอร่อยที่สุดในโลกเลยค่ะ"
เฉียวชิงอวี้หัวเราะคิกคักพลางยื่นมือไปลูบศีรษะเล็กๆ นั่นด้วยความหมั่นเขี้ยว
"แหม ปากหวานจริงเชียวนะตัวแค่เนี้ย"
เด็กหญิงตัวน้อยที่ได้รับคำชมยิ้มจนตาหยี เธอหยิบมันฝรั่งทอดสีเหลืองทองกรอบนอกนุ่มในขึ้นมากินอีกชิ้น หลังจากเคี้ยวจนหมดก็ดูดนิ้วเลียคราบความอร่อยตามประสาเด็ก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเฉียวชิงอวี้ด้วยแววตาใสซื่อ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วว่า
"น้าเฉียวคะ แม่บอกหนูว่า ต่อไปแม่จะส่งหนูไปเรียนหนังสือในที่ที่สามารถกินมันฝรั่งทอดแบบนี้ได้ทุกวันเลยค่ะ"
เฉียวชิงอวี้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ เธอถามกลับด้วยความสงสัย
"โอ้โห มีที่แบบนั้นด้วยเหรอจ๊ะ แล้วที่ไหนกันล่ะที่จะมีมันฝรั่งทอดให้หนูกินได้ทุกวัน"
เว่ยเสี่ยวส่ายหน้าดิก ผมเปียเส้นเล็กๆ แกว่งไปมา
"แม่ไม่ได้บอกชื่อสถานที่ค่ะ หนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคือที่ไหน"
เด็กหญิงหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดประโยคต่อมาที่ทำให้คนฟังต้องชะงัก
"แต่แม่บอกว่า... ที่นั่นเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ เป็นที่ที่ผู้คนสามารถงอกปีกแล้วโบยบินได้อย่างอิสระเหมือนนกเลยค่ะ"
รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉียวชิงอวี้แข็งค้างไปในทันที
คำว่า 'เสรีภาพ' และ 'โบยบิน' ในยุคสมัยนี้เป็นคำที่มีความหมายแฝงทางการเมืองอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงการย้ายไปอยู่ในที่ที่สุขสบายกว่า แต่เธอก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็วและปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ พร้อมกับหัวเราะกลบเกลื่อน
"โธ่เอ๊ย... น้าว่าเสี่ยวเว่ยต้องเข้าใจผิดแน่ๆ ที่นั่นมันต้องเป็นทุ่งนากว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตาแน่นอนเลยจ้ะ ลองนึกภาพดูสิ คุณลุงชาวนาขับรถม้าขนมันฝรั่งกองโตเบ้อเริ่มเทิ่มกลับบ้าน แล้วก็เอามาทอดให้เรากินได้ทุกวันจนพุงกางไปเลยไง"
ต้าซุ่นที่นั่งฟังอยู่ด้วยความสนใจรีบพูดแทรกขึ้นมาทันที
"น้าเฉียวครับ ผมก็อยากไปที่แบบนั้นเหมือนกัน ผมอยากกินมันฝรั่งทอดทุกวันเลย!"
ต้าจี๋ผู้เป็นน้องชายก็ไม่ยอมน้อยหน้า รีบตะโกนแข่งขึ้นมาบ้าง
"ผมด้วย! ผมก็อยากไป! ผมจะกินให้พุงกางเลย!"
เสี่ยวหูทำหน้าดุใส่สองพี่น้องจอมตะกละ ก่อนจะหันมามองเฉียวชิงอวี้แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเกินวัย
"น้าเฉียวครับ ผมไม่ต้องไปไกลถึงขนาดนั้นหรอกครับ แค่ผมเป็นเด็กดีเชื่อฟังผู้ใหญ่ ผมก็จะได้กินมันฝรั่งทอดอร่อยๆ แบบนี้ที่บ้านน้าเฉียวได้เหมือนกันใช่ไหมครับ ไม่เห็นต้องไปแย่งกับใครที่ทุ่งนาเลย"
เฉียวชิงอวี้มองดูความไร้เดียงสาของเด็กๆ แล้วก็อดขำไม่ได้ เธอตบมือเบาๆ เพื่อเรียกสติทุกคน
"เอาล่ะๆ พอได้แล้วจ้ะ เวลากินข้าวห้ามคุยกันนะ เดี๋ยวจะสำลักเอา"
ถึงแม้ว่าเด็กๆ จะชอบกินมันฝรั่งทอดฝีมือเธอมากแค่ไหน แต่เฉียวชิงอวี้ก็รู้ดีว่าของทอดพวกนี้กินมากไปก็ไม่ดี ยิ่งใกล้มื้อเที่ยงแบบนี้ด้วยแล้ว เธอจึงต้องจำกัดปริมาณไม่ให้พวกเขากินจนอิ่มเกินไป ไม่อย่างนั้นกลับไปบ้านกินข้าวไม่ลง ผู้ปกครองคงได้บ่นอุบแน่ๆ
หลังจากกินกันจนพอใจ บรรยากาศระหว่างเฉียวชิงอวี้กับเด็กทั้งสามคนก็ดูสนิทสนมกลมเกลียวกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
โดยเฉพาะต้าซุ่น เขารู้สึกตื่นเต้นกับบ้านของเฉียวชิงอวี้มาก เขาเคยแอบปีนกำแพงชะเง้อมองเข้ามาดูแปลงผักและสวนดอกไม้สวยๆ ในบ้านนี้อยู่บ่อยครั้งด้วยความอยากรู้อยากเห็น
สิ่งที่เขาหมายตาไว้มากที่สุดก็คือรถแทรกเตอร์คันใหญ่ของเฉียวชิงอวี้ เขารู้ข้อมูลแน่นปึ้กเลยว่ารถคันเก่งของน้าเฉียวจอดเก็บไว้ที่โรงจอดรถในเขตที่ห้า
เด็กชายเดินสำรวจรอบลานบ้านอย่างตื่นเต้น โดยมีเสี่ยวหูเดินตามประกบไม่ห่าง คอยทำหน้าที่เจ้าบ้านตัวน้อยเตือนเพื่อนเป็นระยะว่า 'อย่าเหยียบตรงนั้นนะ' 'อย่าไปจับตรงนี้นะ'
ต้าซุ่นไม่ได้รู้สึกรำคาญที่โดนบ่น เขาหันมามองเฉียวชิงอวี้ด้วยดวงตาเป็นประกายวิบวับ แล้วพูดออกมาจากใจ
"น้าเฉียวครับ ผมชอบน้าจังเลย"
เฉียวชิงอวี้ยิ้มกว้าง ความรักของเด็กๆ ช่างเรียบง่ายและบริสุทธิ์เหลือเกิน ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมหรือผลประโยชน์ใดๆ แอบแฝง
เมื่อเงยหน้ามองท้องฟ้าก็เห็นดวงอาทิตย์เคลื่อนตัวมาอยู่ตรงศีรษะพอดี เป็นสัญญาณบอกเวลาอาหารกลางวันแล้ว เฉียวชิงอวี้คิดว่าคงไม่เหมาะที่จะรั้งเด็กๆ ไว้กินข้าวเที่ยงที่นี่ เกรงว่าทางบ้านจะเป็นห่วง
"เอาล่ะจ้ะเด็กๆ วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะ ตอนนี้ก็ได้เวลากลับบ้านกันแล้ว เดี๋ยวพ่อแม่ปู่ย่าตายายจะตามหากันให้วุ่น รีบกลับไปกินข้าวเที่ยงที่บ้านนะ"
แม้ต้าซุ่นจะเพิ่งอายุเจ็ดขวบ แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะเข้าใจคำพูดของผู้ใหญ่ เขาจึงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ก่อนจะจูงมือต้าจี๋น้องชายและเว่ยเสี่ยว เดินตามเฉียวชิงอวี้ไปที่ประตูบ้านด้วยท่าทางอาลัยอาวรณ์
เฉียวชิงอวี้เดินไปส่งพวกเขาจนถึงหน้าประตูรั้ว เมื่อเด็กๆ เดินออกไปได้สิบกว่าก้าว จู่ๆ ต้าซุ่นก็หันขวับกลับมา ดวงตาของเขาฉายแววมุ่งมั่น
"น้าเฉียวครับ! ถ้าน้าขับรถแทรกเตอร์เมื่อไหร่ ขอผมลองขึ้นไปจับพวงมาลัยสักนิดได้ไหมครับ"
เฉียวชิงอวี้หลุดขำออกมากับความคลั่งไคล้เครื่องจักรของเด็กชาย
"ไม่ใช่แค่จับเฉยๆ หรอกนะจ๊ะ ถ้ามีโอกาสเหมาะๆ น้าจะพาพวกเธอขึ้นรถแทรกเตอร์ไปเก็บเห็ดที่ทุ่งหญ้าข้าวบาร์เลย์ด้วยกันเลย ดีไหม?"
ต้าซุ่นเบิกตากว้างจนแทบถลน อ้าปากค้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
"จริงเหรอครับน้าเฉียว! น้าไม่ได้หลอกพวกเราเล่นใช่ไหม!"
"น้าเฉียวเป็นผู้ใหญ่แล้ว พูดคำไหนคำนั้นจ้ะ ไม่หลอกเด็กหรอก"
ทันทีที่ได้ยินคำยืนยัน ต้าซุ่นก็ร้องตะโกนเสียงหลงด้วยความดีใจ กระโดดโลดเต้นไปมาอย่างเก็บอาการไม่อยู่ เขาไม่รู้จะสรรหาคำพูดสวยหรูอะไรมาขอบคุณ ได้แต่โบกไม้โบกมือให้เฉียวชิงอวี้รัวๆ แล้วรีบจูงมือน้องชายกับเว่ยเสี่ยววิ่งปรู๊ดหายลับไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อแผ่นหลังเล็กๆ ของเด็กๆ ลับสายตาไป รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉียวชิงอวี้ก็ค่อยๆ จางหายไป เหลือไว้เพียงความครุ่นคิดที่หนักอึ้ง คำพูดของเว่ยเสี่ยวเมื่อครู่ยังคงดังก้องวนเวียนอยู่ในหัว
อวี๋จิ้ง... หรือที่ทุกคนในฐานวิจัยเรียกกันติดปากว่า 'พี่อวี๋'
ตามคำร่ำลือ เธอเป็นคนนิสัยดีมาก ทำงานเก่ง เป็นถึงหัวหน้าฝ่ายบัญชีที่กุมชะตาการเงินของฐานวิจัยเอาไว้ ทั้งตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ของเธอนั้นสูงส่งจนใครๆ ก็อยากเข้าหา
แต่ทว่าอวี๋จิ้งกลับไม่เคยถือตัว เธอมักจะวางตัวเป็นกันเอง อ่อนน้อมถ่อมตน และเข้ากับทุกคนได้ดีเสมอ ตั้งแต่เฉียวชิงอวี้เข้ามาอยู่ที่นี่ ไม่เคยได้ยินใครพูดถึงอวี๋จิ้งในแง่ลบเลยแม้แต่คนเดียว แม้กระทั่งเฮ่อซิวอวี้ เหล่าเว่ย หรือผู้อำนวยการเซี่ย ต่างก็ชื่นชมเธอเป็นเสียงเดียวกัน
การที่คนคนหนึ่งจะสามารถวางตัวให้เป็นที่รักของคนรอบข้างได้ขนาดนี้ ถือว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตอย่างมาก เฉียวชิงอวี้เองก็จดจำชื่อของอวี๋จิ้งไว้ในใจในฐานะบุคคลตัวอย่าง
แต่ทำไมคนอย่างอวี๋จิ้งถึงได้พูดเรื่องแบบนั้นกับลูกสาวตัวเอง?
เฉียวชิงอวี้มั่นใจว่า 'สถานที่ที่กินมันฝรั่งทอดได้ทุกวัน' ที่เว่ยเสี่ยวพูดถึงนั้น ไม่ใช่ชนบทหรือทุ่งนาอย่างที่เธอแกล้งบอกเด็กๆ แน่นอน
และชนบทในยุคนี้ก็ไม่ใช่ดินแดนแห่งเสรีภาพที่จะให้ใครมางอกปีกบินได้อย่างอิสระ การเป็นเกษตรกรนั้นลำบากตรากตรำ ต้องตากแดดหน้าสู้ดินหลังสู้ฟ้า
ต่อให้อวี๋จิ้งจะมีอุดมการณ์สูงส่งแค่ไหน แต่ถ้าให้เธอทิ้งชีวิตในเมืองไปเป็นชาวนาเกี่ยวข้าว เธอก็คงไม่เอาด้วยแน่
ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เฉียวชิงอวี้สะดุดใจก็คือคำว่า 'มันฝรั่งทอด' หรือเฟรนช์ฟรายส์
ในโลกความเป็นจริง เมนูนี้จะเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในอีกเจ็ดปีข้างหน้า แม้ว่านี่จะเป็นโลกในนิยาย แต่บริบทสังคมและเทคโนโลยีก็ไม่ได้ล้ำหน้าไปกว่าโลกจริงมากนัก ทุกอย่างแทบจะดำเนินไปตามไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์
ยกเว้นเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ถูกปรับเปลี่ยนเวลา และชื่อสถานที่หรือบุคคลบางอย่างที่ถูกสมมติขึ้นเพื่อเลี่ยงการพาดพิง แต่โดยรวมแล้ว วิถีชีวิตของผู้คนก็ยังคงเป็นยุค 80 แบบดั้งเดิม
ดังนั้น คำว่า 'มันฝรั่งทอด' ในความหมายของอาหารตะวันตก จึงเป็นคำศัพท์ที่ใหม่มากสำหรับยุคนี้ ขนาดตัวเธอเองยังไม่กล้าใช้คำว่าเฟรนช์ฟรายส์กับเสี่ยวหูหรือเฮ่อเสวี่ยหรงเลยด้วยซ้ำ
เฉียวชิงอวี้เดินกลับไปนวดแป้งในครัว พลางขบคิดปริศนาจากคำพูดไร้เดียงสาของเว่ยเสี่ยว ความคิดต่างๆ ตีกันยุ่งเหยิงในหัว
แต่ยังไม่ทันจะได้ข้อสรุป เสียงโทรศัพท์ในห้องทำงานก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ
เฉียวชิงอวี้รีบเช็ดมือแล้ววิ่งไปรับสาย ปลายสายคือเสียงทุ้มคุ้นหูของเฮ่อซิวอวี้
เขารีบแจ้งข่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า ตอนนี้ที่โรงเรียนอนุบาลในฐานวิจัยตรวจพบการระบาดของหนูจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงต้องทำการปิดกั้นพื้นที่บริเวณโดยรอบโรงเรียนอนุบาลทั้งหมด
โชคดีที่ยังไม่ลามมาถึงเขตบ้านพักอาศัย แต่ตอนนี้มีการวางกำลังเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เขาจึงโทรมากำชับว่าถ้าไม่มีธุระจำเป็นจริงๆ อย่าเพิ่งออกไปเดินเพ่นพ่านข้างนอก
การปรากฏตัวของกองทัพหนูอย่างกะทันหันเป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัว เพราะที่ไหนมีหนูชุกชุม ที่นั่นย่อมเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาด โดยเฉพาะกาฬโรค ซึ่งถ้าเกิดขึ้นมาจริงๆ ก็หมายถึงความตายของผู้คนจำนวนมหาศาล และในยุคนี้การรักษาโรคระบาดร้ายแรงก็ยังทำได้ยากลำบาก
เฮ่อซิวอวี้พูดย้ำด้วยความเป็นห่วงอยู่นานสองนาน เฉียวชิงอวี้ได้แต่รับปากรับคำอย่างหนักแน่นเพื่อให้เขาสบายใจ
"แล้วทางนั้นมีมาตรการป้องกันยังไงบ้างคะ? หนูที่จับได้พวกเขาจัดการยังไง?" เฉียวชิงอวี้ถามด้วยความกังวล
"ตอนนี้ทางฐานได้ประสานงานกับสถานีป้องกันโรคระบาดแล้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันโรคระบาดทุกคนถูกระดมกำลังลงพื้นที่หมดแล้ว"
เฮ่อซิวอวี้เว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อเพื่อคลายความกังวลของภรรยา "คุณไม่ต้องห่วงนะ ทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ไว้หมดแล้ว"
จะบอกว่าไม่ห่วงก็คงเป็นการโกหก แต่เฉียวชิงอวี้ก็รู้ดีว่าบุคลากรในฐานวิจัยเถิงไห่ทุกคนล้วนเป็นหัวกะทิ พวกเขาย่อมตระหนักถึงอันตรายของกองทัพหนูดีกว่าใคร อีกอย่างเรื่องนี้ก็เกินกำลังของเธอที่จะเข้าไปช่วยอะไรได้ เพราะงานถนัดของเธอคือห้องแล็บเมล็ดพันธุ์ ไม่ใช่ห้องแล็บเชื้อโรค
"แล้วคุณต้องลงไปบัญชาการที่หน้างานด้วยหรือเปล่าคะ?"
"มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางคอยบัญชาการอยู่แล้ว ผมแค่โทรมาบอกข่าว เดี๋ยวผมต้องรีบลงไปดูงานที่โรงงานต่อแล้วล่ะ"
พูดจบเฮ่อซิวอวี้ก็วางสายไปอย่างเร่งรีบ ทิ้งให้เฉียวชิงอวี้ถือหูโทรศัพท์ค้างไว้พร้อมกับความสงสัยที่ยังไม่ได้คำตอบ เธอตั้งใจว่าจะรอถามเรื่องเว่ยเสี่ยวตอนที่เขากลับมา แต่ดูเหมือนสถานการณ์ตอนนี้จะไม่เอื้ออำนวย คงต้องรอให้เขาเสร็จงานกลับมาในวันพรุ่งนี้เสียก่อน
[จบบท]