บทที่ 18: อย่าดูถูกซาลาเปาว่าไม่ใช่แป้ง
ถ้าจะบอกว่าก่อนหน้านี้ การที่เฉียวชิงอวี้ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จฟ้องร้องเสิ่นเฟินต่อหน้าจูหมิงลี่คือการแสดงละครฉากใหญ่ วินาทีนี้ความรู้สึกในใจของเธอกลับเป็นของจริงล้วนๆ มันผสมปนเปกันระหว่างความรู้สึกผิดกับความซาบซึ้งใจ
การที่มีใครสักคนกระโดดเข้ามาปกป้องเราโดยไม่หวังผลประโยชน์แอบแฝง มันช่างเป็นความรู้สึกที่อบอุ่นจนหัวใจพองโตอย่างบอกไม่ถูก
เธอรู้สึกหวงแหนช่วงเวลานี้จริงๆ ต้องยอมรับเลยว่าถ้าตัดคนประสาทแดกบางประเภทออกไป ผู้คนในยุคสมัยนี้มีความจริงใจที่ใสซื่อบริสุทธิ์แบบที่หาแทบไม่ได้แล้วในโลกอนาคต
เสิ่นเฟินพาพี่สะใภ้หลี่กับเจ้าหนูเสี่ยวหูที่ทำหน้าบอกบุญไม่รับเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้บรรยากาศภายในห้องกลับมาเงียบกริบอีกครั้ง
ความเงียบทำงานได้แค่แป๊บเดียว ซูอวิ๋นเหยาก็ทนไม่ไหวตามคาด เธอขมวดคิ้วยุ่งจนแทบจะผูกโบว์ สีหน้าบ่งบอกชัดเจนว่าหงุดหงิดสุดขีด
“นี่เฉียวชิงอวี้ เธอเข้าใจหลิวเฉียวเหวินผิดไปกันใหญ่แล้วนะ หล่อนทำไปเพราะเป็นห่วงเธอต่างหาก ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรเลย รีบไปอธิบายกับหัวหน้าแผนกหลินเดี๋ยวนี้เลยนะว่าเธอเข้าใจผิด แล้วก็ไปถอนคำร้องเรื่องจะลงโทษหลิวเฉียวเหวินซะ”
เฉียวชิงอวี้ค่อยๆ ปรือตามองซูอวิ๋นเหยาด้วยท่าทีเกียจคร้าน ริมฝีปากยกยิ้มมุมปากนิดๆ น้ำเสียงใสกังวานแต่ฟังแล้วเจ็บจี๊ด
“ตลกดีนะซูอวิ๋นเหยา ตรรกะป่วยๆ แบบนี้คิดนานไหม? ถ้าฉันยอมทำตามที่คุณว่า ก็เท่ากับฉันยอมรับว่าตัวเองใส่ร้ายชาวบ้านน่ะสิคะ แต่ถ้าฉันไม่ยอม หลิวเฉียวเหวินก็คงแค้นฉันเข้ากระดูกดำ... สรุปแล้วเธอหวังดีกับใครกันแน่?”
ซูอวิ๋นเหยาเคยโดนฝีปากเฉียวชิงอวี้เฉือนเนื้อมาบ้างแล้ว แต่พอเจอสวนกลับด้วยเหตุผลแบบนี้เข้าจังๆ ก็ถึงกับหน้าถอดสี ไปต่อไม่ถูกเหมือนกัน
เฉียวชิงอวี้ไม่รอให้จังหวะขาดตอน เธอหันขวับไปหาเป้าหมายหลักแล้วถามเสียงเข้ม
“เรื่องของหลิวเฉียวเหวิน ฉันจะคุยกับคนที่มีอำนาจตัดสินใจเท่านั้น ขอถามหน่อยเถอะ ในห้องนี้ใครรับผิดชอบ?”
เสิ่นฮ่าวเจ๋อเม้มปากแน่น ก่อนจะตอบอ้อมแอ้มอย่างเสียไม่ได้ “ผมเอง”
เฉียวชิงอวี้พยักหน้า “ดี งั้นฉันจะรอฟังคำอธิบายจากคุณ”
เธอนั่งไขว่ห้างพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผย สีหน้าจริงจังเคร่งขรึม แม้เสิ่นฮ่าวเจ๋อจะยืนค้ำหัวอยู่ แต่เขากลับรู้สึกกดดันเหมือนตัวเองเป็นลูกน้องที่กำลังยืนรายงานผลงานต่อหน้าท่านประธานยังไงยังงั้น ความรู้สึกนี้มันช่างพิลึกกึกกือชะมัด
ผ่านไปครู่เดียว เสิ่นฮ่าวเจ๋อก็ทนแรงกดดันทางสายตาไม่ไหว ต้องลากเก้าอี้มานั่งลงตรงข้ามเฉียวชิงอวี้ แล้วเริ่มเล่าที่มาที่ไปทั้งหมดให้ฟัง
เขาไม่กล้าแม้แต่จะก้มหน้า เพราะถ้าทำแบบนั้นจะยิ่งดูเหมือนลูกน้องรายงานเจ้านายเข้าไปใหญ่ แต่พอเงยหน้าสบตากับดวงตาคู่สวยที่ใสกระจ่างของเธอ เขากลับรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะปล่อยผ่านได้ง่ายๆ
คำพูดที่เขาเตรียมมาเพื่อกดดันให้เฉียวชิงอวี้ยอมรับผิดและเลิกแล้วต่อกัน จุกอยู่ที่คอหอย พูดไม่ออกสักคำ
“เรื่องราวมันก็เป็นแบบนี้แหละครับ... เพราะเรื่องนี้มันเกี่ยวพันกับคุณแม่ของเฮ่อซิวอวี้ด้วย ถึงวิธีกาของหลิวเฉียวเหวินจะไม่ถูก แต่เจตนาตั้งต้นเธอไม่ได้คิดร้ายอะไรเลย”
เสิ่นฮ่าวเจ๋อพยายามแถ... เอ้ย อธิบายอย่างแข็งขัน แม้ในใจจะเริ่มรู้สึกตะขิดตะขวงใจแปลกๆ
เฉียวชิงอวี้ยั่งนั่งนิ่งเป็นรูปปั้น ไม่พูดอะไรสักคำ บรรยากาศในห้องเลยเดดแอร์ขึ้นมาอีกรอบ ซูอวิ๋นเหยาทำท่าจะอ้าปากแทรก แต่เสิ่นฮ่าวเจ๋อรีบส่งสายตาห้ามปรามทันที ขืนยัยนี่พูดอะไรออกมาอีก เรื่องคงยุ่งกว่าเดิมแน่
ซูอวิ๋นเหยาได้แต่ฮึดฮัด กลืนคำด่าลงคอไปอย่างยากลำบาก หน้าบึ้งตึงจนแทบจะหักงอ
เฉียวชิงอวี้ฟังเรื่องราวแล้วประมวลผลในหัวอย่างรวดเร็ว ก่อนหน้านี้เนื้อเรื่องส่วนนี้ยังคลุมเครือ เธอต้องเดาเอาเอง แต่ตอนนี้ภาพจิ๊กซอว์ครบทุกชิ้นแล้ว
สรุปสั้นๆ คือ เมิ่งซือฉีเกลียดขี้หน้าลูกสะใภ้อย่างเธอเข้าไส้ อยากจะเขี่ยเธอทิ้งแต่ทำออกนอกหน้าไม่ได้ เพราะผัวกับลูกชายคนเล็กหัวรั้นพอกัน
แต่สวรรค์คงชังเธอ เมิ่งซือฉีบังเอิญรู้ว่าพี่สาวของพนักงานชั่วคราวในโรงพยาบาลที่ตัวเองทำงานอยู่ เป็นเมียของพ่อครัวซ่งในฐานวิจัยนี้ ผีเน่ากับโลงผุเลยโคจรมาเจอกัน
เมิ่งซือฉีฉลาดเป็นกรด เธอไม่ได้รับปากอะไรเป็นมั่นเป็นเหมาะ แต่หลิวเฉียวเหวินกลับเสนอตัวเป็น 'สปาย' คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวในบ้านพักให้ด้วยความเต็มใจ
หลิวเฉียวเหวินประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะทำทุกทางเพื่อไล่เฉียวชิงอวี้ออกไป โดยอ้างว่าทำเพื่อความสงบสุขของมวลมนุษยชาติในฐานวิจัย... ช่างกล้าพูด!
พอมีคนอาสาเป็นมือเป็นเท้าให้ เมิ่งซือฉีก็ตกลงทันที
หลังจากนั้นหลิวเฉียวเหวินก็เริ่มแผนตีสนิท คอยยุแยงตะแคงรั่ว บวกกับนิสัยเดิมของเจ้าของร่างนี้ที่หัวอ่อนและเอาแต่ใจ เลยกลายเป็นดราม่าบ้านแตก ร้องห่มร้องไห้จะฆ่าตัวตายรายวันอย่างที่เห็น
เฉียวชิงอวี้กระตุกยิ้มมุมปาก จ้องมองเสิ่นฮ่าวเจ๋อแล้วถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เชือดเฉือน
“สหายเสิ่นคะ ฉันขอถามสั้นๆ ข้อเดียว พฤติกรรมของหลิวเฉียวเหวินถือว่าละเมิดกฎระเบียบการรักษาความลับของครอบครัวข้าราชการในฐานวิจัยหรือเปล่าคะ?”
เสิ่นฮ่าวเจ๋อ “...”
หลิวเฉียวเหวินที่ยืนหลบอยู่หลังเสิ่นฮ่าวเจ๋อจ้องเฉียวชิงอวี้เขม็งด้วยสายตาอาฆาต ในใจทั้งโกรธทั้งกลัวจนตัวสั่น
ผ่านไปหลายอึดใจ เสิ่นฮ่าวเจ๋อก็ต้องยอมจำนนต่อความจริง “...เธอกระทำผิดกฎระเบียบจริงครับ”
“แล้วสหายเสิ่นคะ การละเมิดกฎที่ว่านี้ มีบทลงโทษระบุไว้ชัดเจนไหมคะ?”
“ย่อมต้องมีแน่นอนครับ”
เสิ่นฮ่าวเจ๋อตอบเสียงเครียด ร่างกายเกร็งไปหมด สายตาที่มองเฉียวชิงอวี้เปลี่ยนจากดูแคลนเป็นระแวดระวังทันที
คนฉลาดคุยกัน แป๊บเดียวก็รู้เรื่อง
เสิ่นฮ่าวเจ๋อเพิ่งรู้ตัวเดี๋ยวนี้เองว่า การพาหลิวเฉียวเหวินบุกมาหาเรื่องเฉียวชิงอวี้ถึงที่นี่ คือการกระทำที่โง่บรมโง่
เฉียวชิงอวี้ยังคงนั่งนิ่ง “สหายเสิ่นคะ กฎระเบียบและบทลงโทษมีลายลักษณ์อักษรชัดเจน ฉันในฐานะสมาชิกครอบครัวคงไม่กล้าก้าวก่าย เรื่องนี้คุณกับหัวหน้าแผนกหลินน่าจะรู้ดีที่สุดว่าจะจัดการยังไง”
ซูอวิ๋นเหยาทนไม่ไหว โพล่งออกมาด้วยความโมโห “เฉียวชิงอวี้! อย่าให้มันมากนักนะ ได้คืบจะเอาศอกหรือไง!”
เฉียวชิงอวี้หันขวับ สวนกลับทันควัน “ซูอวิ๋นเหยา นี่ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องเหรอ? เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับว่าฉันพอใจไหม แต่มันคือเรื่องราชการ! ทุกอย่างต้องว่ากันตามกฎ คุณช่วยใช้สมองตรองดูหน่อยได้ไหม?”
ซูอวิ๋นเหยากัดฟันกรอด จ้องหน้าเฉียวชิงอวี้ตาแทบถลน “เฉียวชิงอวี้! เธอมันก็แค่คนบ้านนอก เรียนไม่จบประถมด้วยซ้ำ ไปจำขี้ปากใครมาพูดฮะ!”
เสิ่นฮ่าวเจ๋อขมวดคิ้วมุ่น คำพูดของซูอวิ๋นเหยาหยาบคายและดูต่ำตมมาก แต่ต่อหน้าคนนอกเขาจะหักหน้าเธอก็ดูไม่ดี เลยได้แต่เงียบกริบ
เฉียวชิงอวี้กลับไม่โกรธสักนิด เธอยิ้มเยาะที่มุมปาก มองซูอวิ๋นเหยาเหมือนมองเด็กอนุบาลที่กำลังดิ้นพราดๆ
“ซูอวิ๋นเหยา คำพูดของคุณนี่ทั้งน่าขำและโชว์โง่ในเวลาเดียวกันเลยนะ ใครบัญญัติกฎว่าคนบ้านนอกต้องโง่?” “ลุงใหญ่ของฉันอ่านหนังสือไม่ออก เขียนชื่อตัวเองยังไม่ได้ แต่เขาท่องบทกวีพันอักษรกับแซ่ร้อยตระกูลได้แม่นยำชนิดท่องถอยหลังยังได้... แล้วคุณล่ะ ทำได้หรือเปล่า?”
ซูอวิ๋นเหยา “...”
หน้าของเธอชาไปทั้งแถบ แน่นอนว่าเธอท่องไม่ได้ เธอรู้แค่ แซ่จ้าว เฉียน ซุน หลี่... แค่พื้นฐานงูๆ ปลาๆ เท่านั้นแหละ
เจ็บใจนัก! ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่แม่สาวชาวนาคนนี้ปากคอเราะร้ายขนาดนี้? ซูอวิ๋นเหยาโกรธจนหน้าเขียวคล้ำ
เฉียวชิงอวี้ยังไม่จบ เธอจัดชุดใหญ่ไฟกระพริบต่อ “ตั้งแต่วันแรกที่เจอหน้า คำว่า 'คนบ้านนอก' 'สาวชาวนา' ก็ติดปากคุณตลอด”
“ลองนับย้อนไปสักรุ่นเดียวพอ ครอบครัวของพี่ชายซิวอวี้สุดที่รักของคุณก็มาจากชาวนาเหมือนกัน ที่คุณกำลังดูถูกปาวๆ อยู่นี่ สรุปแล้วคุณกำลังด่าใครกันแน่?”
“เฉียวชิงอวี้! นี่เธอ...” ซูอวิ๋นเหยาจนแต้ม เถียงไม่ออก หน้าแดงก่ำด้วยความอับอายขายขี้หน้า
“พอได้แล้ว! กลับกันเถอะ”
เสิ่นฮ่าวเจ๋อทนดูไม่ไหว เขารู้แล้วว่าวันนี้พลาดอย่างแรง หัวเริ่มปวดตุบๆ รีบลุกขึ้นห้ามทัพก่อนที่ซูอวิ๋นเหยาจะปล่อยไก่ไปมากกว่านี้
เขาดูออกแล้วว่า ถ้าแข่งฝีปากกัน ซูอวิ๋นเหยาไม่มีทางชนะเฉียวชิงอวี้ได้เลยแม้แต่ปลายเล็บ
เขามองเฉียวชิงอวี้อย่างพินิจพิเคราะห์ นี่เพิ่งเจอกันครั้งที่สอง แต่ความรู้สึกเหมือนคุยกับคนละคนกับเมื่อก่อนลิบลับ ในเมื่อเขาพาตัวปัญหามา เขาก็ต้องรับผิดชอบพากลับไป
“สหายเฉียว ดึกป่านนี้มารบกวนคุณ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ...”
เฉียวชิงอวี้เพียงแค่ยิ้มบางๆ รับคำ แต่ไม่พูดอะไร
หลิวเฉียวเหวินไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตา เธอเดินก้มหน้างุดๆ ตามหลังเสิ่นฮ่าวเจ๋อต้อยๆ
แต่จังหวะที่เท้ากำลังจะก้าวพ้นประตู เสียงใสๆ ของเฉียวชิงอวี้ก็ดังไล่หลังมา น้ำเสียงสบายๆ เหมือนทักทายเพื่อนข้างบ้าน
“พี่สะใภ้หลิว... พี่ลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ?”
หลิวเฉียวเหวินสะดุ้งโหยง ตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมามองเฉียวชิงอวี้ที่นั่งยิ้มหวานหยดย้อยอยู่บนเก้าอี้ แววตาของเธอเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
หลังจากอึ้งกิมกี่ไปพักหนึ่ง หลิวเฉียวเหวินก็รีบจ้ำอ้าวกลับมาที่โต๊ะ
เธอล้วงมือสั่นๆ เข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบธนบัตรใบละสิบหยวนออกมาห้าใบ มันคือเงิน 'ต้าถวนเจี๋ย' (ธนบัตรสิบหยวนรุ่นรวมใจสามัคคี) ที่ถูกรีดมาจนเรียบกริบ
สองมือประคองเงินจำนวนนั้นแล้วยื่นส่งให้เฉียวชิงอวี้ อาจจะเพราะอาย หรือเพราะแค้นจนจุกอก น้ำเสียงของเธอเลยสั่นเครืออย่างควบคุมไม่ได้
“เฉียวชิงอวี้... นี่เงินห้าสิบหยวนที่ฉันยืมเธอไป... ขอโทษด้วยที่เพิ่งจะเอามาคืน”
[จบบท]