บทที่ 209: ต้องยอมรับ
เมื่อลู่เย่ก้าวเท้าเข้ามาภายในห้องประชุม บรรยากาศรอบตัวของเขาก็ยังคงเต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยนเฉกเช่นทุกวัน ดวงตาคู่สวยภายใต้กรอบแว่นทอประกายความเป็นมิตร พร้อมรอยยิ้มจางๆ ที่ประดับอยู่บนมุมปาก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวที่ใครเห็นต่างก็รู้สึกผ่อนคลาย
หลังจากที่เขารายงานความคืบหน้าของงานต่างๆ ให้กับผู้นำหน่วยงานทราบจนครบถ้วนแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามถึงความผิดปกติบางอย่างที่สังเกตเห็นระหว่างทางเข้ามาด้วยน้ำเสียงเจือความสงสัยว่า
"ท่านผู้นำอาวุโสครับ เมื่อกี้ตอนเข้ามา ผมสังเกตเห็นว่ามีรถบรรทุกหลายคันกำลังมุ่งหน้าไปยังศูนย์เพาะพันธุ์ ไม่ทราบว่ามีภารกิจอะไรเร่งด่วนหรือเปล่าครับ"
ผู้นำอาวุโสเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารบนโต๊ะ รอยยิ้มเอ็นดูปรากฏขึ้นบนใบหน้าชายชราขณะมองไปยังลู่เย่ เขาขยับตัวเล็กน้อยเพื่อจัดระเบียบเอกสารตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
"กำลังจะพูดเรื่องนี้กับคุณพอดีเลย ช่วงนี้ผู้เฒ่าอู่กำลังจะเดินทางมาถึงเมืองซีชวนของเราแล้วนะ และสิ่งที่ท่านนำติดมือมาด้วยก็คือต้นกล้าไม้อีกหนึ่งล้านต้น”
“ซึ่งคาดว่าจะถูกขนส่งมาถึงในอีกครึ่งเดือนข้างหน้า ทางเราจึงจำเป็นต้องจัดเตรียมพื้นที่ โดยให้ศูนย์เพาะพันธุ์เคลียร์โกดังสินค้าขนาดใหญ่สองแห่งไว้สำหรับพักต้นกล้าเหล่านี้เป็นการชั่วคราว จากนั้นผมอยากให้คุณจัดทีมงานเฉพาะกิจเข้าไปดูแล อย่าให้ต้นไม้พวกนี้เสียหายแม้แต่ต้นเดียว"
ลู่เย่พยักหน้ารับคำสั่งด้วยสีหน้าจริงจัง แววตาของเขาสะท้อนความมุ่งมั่นที่จะรับผิดชอบงานนี้อย่างเต็มที่
"ครับ ผมรับทราบแล้ว จะจัดการให้เรียบร้อยครับ"
"ข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดสรุปไว้ในนี้แล้ว"
ผู้นำอาวุโสยื่นแฟ้มเอกสารปึกหนึ่งส่งให้ ลู่เย่รับมาเปิดอ่านอย่างรวดเร็วเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาคร่าวๆ สายตาของเขากวาดผ่านตัวอักษรและสะดุดเข้ากับชื่อพันธุ์ไม้
ต้นไม้ล็อตนี้คือ 'ไม้เฮยหยาง' หรือปอปลาร์ดำ ซึ่งเป็นพืชที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการปลูกในดินทราย แต่ข้อเสียคือมันไม่ค่อยทนแล้งเท่าไหร่นัก ทว่าหากสามารถดูแลจนมันรอดและเติบโตขึ้นมาได้ คุณค่าทางเศรษฐกิจและระบบนิเวศของมันก็นับว่าสูงมากทีเดียว
ลู่เย่ปิดแฟ้มเอกสารลง รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความชื่นชมอย่างจริงใจ
"ท่านครับ ต้นกล้าพวกนี้ถือเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับโครงการของเรามากเลยนะครับ"
"ใช่แล้วล่ะ ลองคิดดูสิ ต่อให้รอดมาได้แค่ครึ่งเดียว นั่นก็หมายถึงเราจะมีแนวกันลมกันทรายถึงห้าแสนต้น ลองจินตนาการภาพในอีกสิบปีข้างหน้าดูสิ พื้นที่ตรงนั้นจะกลายเป็นป่าผืนใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์..."
ดวงตาของผู้นำอาวุโสทอประกายแห่งความหวัง เขาเหม่อมองออกไปไกลคล้ายกับกำลังวาดฝันถึงอนาคตที่เขียวขจีของผืนแผ่นดินแห้งแล้งแห่งนี้
เมื่อเห็นจังหวะเหมาะสม ลู่เย่จึงเอ่ยถามต่อในประเด็นสำคัญ
"แล้วทางเราได้เลือกพื้นที่สำหรับปลูกต้นไม้พวกนี้หรือยังครับ"
คำถามนั้นทำให้ผู้นำอาวุโสชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้น เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"เรื่องนี้แหละที่ผมต้องปรึกษากับคุณ พื้นที่ที่ดินค่อนข้างดีและเหมาะกับการปลูกต้นไม้ ตอนนี้ถูกใช้ปลูกหญ้าข้าวบาร์เลย์ไปหมดแล้ว แถมยังมีนักวิทยาศาสตร์การเกษตรที่ผู้เฒ่าอู่พามาด้วย เขาให้ความเห็นว่า หญ้าข้าวบาร์เลย์พวกนี้มีรากหยั่งลึกเกินไป”
“เป็นสายพันธุ์กลายพันธุ์ที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน เขาเกรงว่ามันอาจจะกลายเป็นพืชรุกรานที่ทำลายระบบนิเวศโดยรอบ โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตร ถ้าปล่อยให้มันหยั่งรากลึกไปมากกว่านี้ การกำจัดจะทำได้ยากมาก ดังนั้นเขาจึงเสนอว่าควรรีบไถทิ้งเสียตั้งแต่ตอนนี้ที่มันยังไม่โตเต็มที่..."
ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น ใบหน้าของลู่เย่ก็ขรึมลงอย่างเห็นได้ชัด บรรยากาศรอบตัวดูหนักอึ้งขึ้นมาทันที ทว่าผู้นำอาวุโสเหมือนจะไม่ทันสังเกตเห็น หรืออาจจะแสร้งทำเป็นไม่เห็น เขายังคงพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงเสียดาย
"น่าเสียดายกำลังคนและงบประมาณที่เราลงไปกับหญ้าพวกนั้นจริงๆ"
"ท่านครับ คนที่พูดแบบนั้นตอนนี้อยู่ที่ไหนครับ"
ลู่เย่ถามกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความกดดันบางอย่าง
"ตอนนี้เขาเดินทางไปดูงานที่โรงงานเคมีแล้วล่ะ"
"แล้วเขามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อะไรมายืนยันครับว่าหญ้าพวกนี้เป็นสายพันธุ์กลายพันธุ์" ลู่เย่ยังคงรักษาระดับน้ำเสียงให้สงบนิ่ง แม้ในใจจะเริ่มคุกรุ่นด้วยความไม่พอใจ
"พวกเขามีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดและเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ครบครัน..."
ลู่เย่ไม่รอให้ท่านผู้นำพูดจบ เขาเอ่ยแทรกขึ้นด้วยข้อมูลสำคัญที่เขาเตรียมมา
"หัวหน้าวิศวกรเฮ่อจากฐานวิจัยเถิงไห่ ได้นำตัวอย่างเมล็ดพันธุ์หญ้าชนิดนี้ส่งไปตรวจสอบและทำวิจัยที่สถาบันวิจัยการเกษตรในปักกิ่งเรียบร้อยแล้วครับ ผลการตรวจวิเคราะห์ฉบับจริงตอนนี้อยู่ในมือของผู้รับผิดชอบห้องแล็บเมล็ดพันธุ์ที่ฐานเถิงไห่ครับ"
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ลู่เย่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกนับถือในวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของเฮ่อซิวอวี้ ชายคนนั้นเหมือนจะคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าไว้ได้อย่างแม่นยำและเตรียมทางหนีทีไล่ไว้หมดแล้ว
ผู้นำอาวุโสชะงักไป ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
"อ้อ? แล้วผลการตรวจสอบเป็นยังไงบ้างล่ะ"
"แน่นอนว่าเป็นผลดีครับ มันคือเมล็ดพันธุ์หญ้าข้าวบาร์เลย์สายพันธุ์ที่ดีที่สุดในโลก ณ ขณะนี้ ถ้าปีหน้าเรายังขยายพื้นที่ปลูกต่อไปได้ เราจะสามารถเลี้ยงหมูและแกะได้ในจำนวนมหาศาล แถมยังสามารถเพาะเห็ดบนพื้นหญ้าได้อีกด้วย..."
ผู้นำอาวุโสลุกขึ้นยืนทันที เขามือไพล่หลังเดินกลับไปกลับมาภายในห้องประชุมด้วยท่าทีครุ่นคิด เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทั้งสถาบันวิจัยการเกษตรในปักกิ่งและฐานวิจัยเถิงไห่ เขาจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุด
หลังจากใช้เวลาไตร่ตรองอยู่ครู่ใหญ่ เขาก็หยุดเดินแล้วหันมาสั่งการ
"ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องเปิดประชุมเพื่อหารือเรื่องนี้กันอย่างเป็นทางการ คุณพอจะไปขอสำเนารายงานจากสถาบันวิจัยในปักกิ่งมาให้ผมดูหน่อยได้ไหม"
"ได้ครับ ไม่มีปัญหา"
ลู่เย่ลอบระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน
"งั้นคุณรีบไปที่ฐานวิจัยเถิงไห่เดี๋ยวนี้เลย ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเมล็ดพันธุ์นี้เป็นของดีและไม่ใช่พืชกลายพันธุ์อย่างที่เขากล่าวหา เราไม่เพียงแต่จะไม่ไถทิ้ง แต่เราจะต้องสนับสนุนให้มีการปลูกขยายพันธุ์อย่างเต็มที่ด้วยซ้ำ"
หลังจากรับคำสั่ง ลู่เย่ก็หอบเอกสารปึกใหญ่รีบมุ่งหน้าไปยังฐานวิจัยเถิงไห่อีกครั้ง
การเดินทางครั้งนี้เป็นเรื่องงานราชการโดยตรง แต่เขาก็รู้ดีว่าผลรายงานฉบับสำคัญนั้นอยู่ในมือของเฉียวชิงอวี้ ภรรยาของเฮ่อซิวอวี้
ก่อนออกเดินทาง ลู่เย่เปิดกระโปรงหลังรถจี๊ปเพื่อตรวจดูของฝากที่เขาเตรียมไว้ มีน้ำมันหมูสองไหใหญ่และน้ำมันถั่วลิสงอีกหนึ่งไหเล็ก ทั้งหมดนี้เขาตั้งใจนำไปมอบให้กับเฉียวชิงอวี้เพื่อเป็นการแสดงน้ำใจ
รถจี๊ปคันเก่งของลู่เย่วิ่งตะบึงไปบนถนนดินลูกรัง ฝุ่นทรายสีเหลืองฟุ้งกระจายไปทั่วทิศทางตามแรงล้อที่บดเบียดพื้นถนน มุ่งหน้าสู่เป้าหมายที่ฐานวิจัยเถิงไห่ด้วยความเร็ว
ในขณะเดียวกัน ทางด้านเฉียวชิงอวี้ซึ่งเพิ่งจะซื้อน้ำมันหมูครึ่งไหมาเก็บไว้ที่รถแทรกเตอร์ของเธอ ก็กำลังสาละวนอยู่กับการตรวจตราแปลงเกษตร เธอขับรถแทรกเตอร์ตระเวนดูรอบแปลงหญ้าข้าวบาร์เลย์ ก่อนจะแวะไปดูแปลงต้นไม้เฮยหยางที่ปลูกแซมไว้
เธอพบว่าอัตราการงอกของต้นไม้เฮยหยางแทบจะสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้ว่าพวกมันจะเจริญเติบโตช้ากว่าหญ้าไปบ้าง แต่ลำต้นเล็กๆ เหล่านั้นกลับดูแข็งแรงและอุดมสมบูรณ์มาก
ส่วนหญ้าข้าวบาร์เลย์นั้นแทบไม่ต้องพูดถึง ในบริเวณที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์หน่อย ตอนนี้ใบหญ้าเขียวขจีขึ้นหนาแน่นจนมองไปทางไหนก็เห็นแต่ความชุ่มชื่น สบายตา ส่วนในบริเวณที่ดินแย่หน่อย ต้นหญ้าก็ยังสูงขึ้นมาถึงระดับหัวเข่าของเธอแล้ว
เมื่อเธอยืนอยู่ตรงขอบพื้นที่รกร้าง สายลมทิศใต้พัดพาเอากลิ่นหอมอ่อนๆ ของยอดหญ้าลอยมาแตะจมูก ให้ความรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด
ป่านเชียนซือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ ส่วนหญ้าข้าวบาร์เลย์ในตอนนี้ทำหน้าที่เป็นพืชคลุมดินป้องกันลมและทราย พืชทั้งสองชนิดต่างมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกัน แต่เมื่อมองภาพรวมที่เต็มไปด้วยสีเขียวขจีตัดกับความแห้งแล้งของทะเลทรายแล้ว มันช่างเป็นภาพที่ทำให้จิตใจเบิกบานอย่างบอกไม่ถูก
ทว่าเฉียวชิงอวี้กลับอดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงเรื่องที่ลู่เย่เคยเตือนเธอเอาไว้
หากมีใครบางคนดึงดันที่จะกำจัดหญ้าข้าวบาร์เลย์เพื่อเอาพื้นที่ไปปลูกต้นไม้จริงๆ เธอก็พอจะฟันธงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่า อู่ซิวเจี๋ยคนนั้นจงใจพุ่งเป้ามาเล่นงานเธอโดยเฉพาะ
และนั่นยังเป็นการยืนยันในอีกแง่มุมหนึ่งด้วยว่า ของดีที่อยู่ในมือของเธอได้ไปเตะตาใครบางคนเข้าอย่างจังเสียแล้ว
เพียงแต่เฉียวชิงอวี้คาดไม่ถึงเลยว่า คนคนนั้นจะเป็นถึงอู่ซิวเจี๋ย
ตาแก่คนนั้นต้องการอะไรกันแน่?
ไม่ว่าเธอจะมีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับตระกูลอู่หรือไม่ แต่ดูจากสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว เธอกับพวกเขาคงไม่มีทางเป็นมิตรกันได้อย่างแน่นอน
เฉียวชิงอวี้คิดว่าเธอจำเป็นต้องหาโอกาสไปทักทายและพูดคุยกับเหล่าเซี่ยล่วงหน้าเสียหน่อย แต่เมื่อคิดดูอีกที การมีเฮ่อซิวอวี้คอยจัดการอยู่เบื้องหลัง ปัญหาพวกนี้ก็ไม่น่าจะใหญ่โตเกินรับมือ เธอจึงตัดสินใจนำรถแทรกเตอร์ไปจอดเก็บไว้ที่โรงจอดรถในเขตห้า แล้วอุ้มไหใส่น้ำมันหมูเดินกลับบ้านพัก
เมื่อกลับมาถึงบ้านที่เงียบสงบเพราะมีเพียงเธออยู่ลำพัง เฉียวชิงอวี้เกิดความคิดอยากจะเข้าไปตรวจดูเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองในมิติของเธอ เธอจึงใช้นิ้วกดลงบนปานแดงที่นิ้วมือ เพียงสิบวินาทีต่อมา ร่างของเธอก็หายวับเข้าไปในพื้นที่มิติ
ภายในมิตินั้นยังคงเงียบสงบเหมือนเช่นเคย การเข้ามาที่นี่ก็เหมือนกับการก้าวข้ามไปยังอีกมิติหนึ่ง อีกห้วงเวลาหนึ่งที่ตัดขาดจากโลกภายนอก
อันที่จริง... หากลองคิดพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว เรื่องนี้มันน่าขนลุกไม่น้อย แต่เฉียวชิงอวี้เลือกที่จะไม่คิดอะไรให้มากความ เธอปล่อยวางความสงสัยและมุ่งความสนใจไปที่ผลผลิตตรงหน้า
เธอเดินตรงไปยังโซนเก็บผลผลิตทางการเกษตร ตรวจดูเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองที่บรรจุอยู่ในขวดโหลแก้วขนาดใหญ่ เมล็ดถั่วแต่ละเม็ดดูอวบอ้วนสมบูรณ์เต็มที่
มีอยู่ประมาณห้าร้อยจิน ปีหน้าเธอวางแผนว่าจะขายเมล็ดพันธุ์พวกนี้ให้กับกลุ่มการผลิตตระกูลเฉียว เพราะดินทางภาคเหนือนั้นเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเพาะปลูกถั่วเหลืองสายพันธุ์ดีเช่นนี้
แต่เธอก็จำได้ว่าลู่เย่เองก็มีความคิดอยากจะปลูกถั่วเหลืองเหมือนกัน ดังนั้น หลังจากที่ถั่วเหลืองล็อตใหม่ถูกขนส่งมาถึง เธอคงต้องหาโอกาสเพาะขยายพันธุ์เพิ่มเสียหน่อย ไม่อย่างนั้นการจะทำให้ได้ผลผลิตมหาศาลคงเป็นเรื่องยาก
ระหว่างที่เดินผ่านชั้นวางเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นขวดทดลองเรียงรายอยู่ชั้นบนสุด เธอหยุดยืนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะไปลากบันไดปีนขึ้นไปหยิบขวดโหลใบหนึ่งลงมาจากชั้นวางดอกไม้
เมื่อตรวจสอบดู เธอก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ามันคือเมล็ดพันธุ์ของดอกไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า 'หญ้าอานเสิน' หรือสมุนไพรสงบจิต ซึ่งสรรพคุณของมันนั้นยอดเยี่ยมมาก ไม่ว่าจะเป็นใบหรือดอก ล้วนมีฤทธิ์ช่วยให้นอนหลับสบายและผ่อนคลาย
นี่มันของดีชัดๆ!
เฉียวชิงอวี้เปิดฝาขวดออก แล้วเทเมล็ดพันธุ์สีดำเล็กๆ ลงบนฝ่ามือจำนวนหนึ่ง กะด้วยสายตาคร่าวๆ น่าจะมีประมาณยี่สิบกว่าเมล็ด เธอจัดการเก็บเมล็ดเหล่านั้นใส่ลงในกระเป๋าเสื้อเอี๊ยมของเธออย่างระมัดระวัง
แต่ทว่าในวินาทีถัดมา จู่ๆ ความเจ็บปวดรุนแรงก็แล่นพล่านขึ้นมาที่กลางหน้าอก ความเจ็บปวดนั้นร้าวลึกราวกับมีมือที่มองไม่เห็นยื่นเข้ามาบีบขยี้หัวใจของเธออย่างแรง
เจ็บ... เจ็บจนหายใจไม่ออก
มือไม้ของเธออ่อนแรงลงทันที ขวดแก้วที่บรรจุเมล็ดหญ้าอานเสินร่วงหลุดจากมือ ตกลงกระแทกพื้นวัสดุแปลกตาที่แข็งแกร่งจนเสียงดัง เพล้ง! เศษแก้วแตกกระจายเกลื่อนพื้น
เฉียวชิงอวี้ตกใจจนหน้าซีด เมื่อตั้งสติได้ เธอก็รีบปีนลงจากบันไดอย่างทุลักทุเล แล้ววิ่งไปคว้าขวดเปล่าจากอีกด้านหนึ่งมา ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งยองๆ กับพื้น ค่อยๆ บรรจงเก็บเมล็ดพันธุ์ที่กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นทีละเม็ดๆ ใส่ขวดใหม่
ในใจของเธอเริ่มเกิดความวิตกกังวล หรือว่าร่างนี้จะมีโรคประจำตัวร้ายแรงอย่างโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือโรคหัวใจขาดเลือด?
คุณพระช่วย! อายุยังน้อยแค่นี้ จะมีโรคร้ายแรงแบบนั้นได้ยังไงกัน?
แต่ที่น่าแปลกคือ ความรู้สึกเจ็บปวดเมื่อครู่นี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรง แต่แล้วก็จางหายไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยเกิดขึ้น เหมือนเป็นเพียงภาพลวงตาที่วูบผ่านเข้ามาเพียงชั่วพริบตาเดียว
ทว่าความรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกยังคงหลงเหลืออยู่ เป็นความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจที่ไม่สบายตัวเอาเสียเลย
แต่แล้วในจังหวะนั้นเอง สายตาของเฉียวชิงอวี้ก็ชะงักกึก เธอหยิบชิ้นส่วนก้นขวดแก้วที่แตกขึ้นมาส่องดูกับแสงไฟ
เมื่อก่อนเธอไม่เคยสังเกตมาก่อนเลย แต่ตอนนี้ ภายใต้แสงสว่างที่ส่องทะลุผ่านก้นขวดหนาๆ นั้น เฉียวชิงอวี้กลับมองเห็นรอยพิมพ์นูนที่ซ่อนอยู่อย่างชัดเจน
มันคือตัวอักษรภาษาอังกฤษ... ตัว Y พิมพ์ใหญ่!
[จบบท]