บทที่ 222: อาการป่วยของแม่หายดีแล้ว
ถ้าคิดจะแย่งของคนอื่น ทำไมไม่ไปแย่งของพวกนั้นล่ะ?
ทำไมต้องจ้องจะเล่นงานแต่เฮ่อซิวอวี้คนเดียวด้วยนะ
เธอเองก็จำไม่ได้แน่ชัดว่าตัวเองกลับมาเกิดใหม่ตอนไหน แต่สิ่งที่มั่นใจได้คือ ในช่วงเวลาที่เธอย้อนกลับมานั้น โลกใบเดิมมีทั้งโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ใช้กันทั่วไปแล้ว
เพียงแต่มันยังไม่ได้พัฒนาก้าวหน้าไปไกลเหมือนในอีกสิบกว่าปีให้หลังเท่านั้นเอง
การกลับมาครั้งนี้ค่อนข้างฉุกละหุก เธอเลยไม่ได้ติดไม้ติดมือเอาของกินอร่อยๆ มาฝาก แต่ถึงอย่างนั้นพวกหลานชายหลานสาวตัวน้อยก็ยังพากันมาห้อมล้อมรอบกายเธอ
โดยเฉพาะเฟยเฟยที่ดูจะมีความสุขที่สุด แกหยิบรองเท้าบูตยางสีแดงคู่เล็กที่เฉียวชิงอวี้ซื้อให้ขึ้นมาอวด แล้วกระซิบข้างหูอาสาวเบาๆ ว่า ในที่สุดพรุ่งนี้แกก็จะได้ใส่รองเท้าบูตคู่นี้สักที
เด็กทั้งสองคนยังไม่รู้ความจริงว่าย่าของพวกแกป่วยหนักแค่ไหน บนใบหน้าจิ้มลิ้มจึงยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสา
เฉียวชิงอวี้ถือโอกาสสอบถามเรื่องการเรียนของหลานทั้งสองคน
ปีนี้โต้วโต้วอายุแปดขวบ ส่วนเฟยเฟยเจ็ดขวบ
โต้วโต้วขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แล้ว ผลการเรียนจัดว่าดีเยี่ยม สอบได้ร้อยคะแนนเต็มทั้งสองวิชาทุกรอบ ส่วนเฟยเฟยเป็นน้องสาว ยังเรียนอยู่ชั้นเตรียมอนุบาล ในจังหวะนั้นเอง ปู่ ย่า ลุงใหญ่เฉียวจื้อหย่วน และป้าสะใภ้ใหญ่หวังกุ้ยฮวาก็เดินทางมาถึงที่บ้าน
คำถามแรกที่ทุกคนเอ่ยปากถามคือ อาการของหานเซียงหลานตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง เมื่อได้รับรู้ว่าทางฝั่งเฮ่อซิวอวี้กำลังติดต่อโรงพยาบาลในต่างประเทศ และหากการติดต่อสำเร็จ เขาก็จะดำเนินการทำเรื่องส่งตัวไปรักษาทันที ข่าวนี้ทำเอาทุกคนถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก
สำหรับชาวบ้านตาดำๆ อย่างพวกเขา การไปต่างประเทศมันดูไกลตัวราวกับเป็นเรื่องของอีกโลกหนึ่ง
ดังนั้น พอได้ยินว่าคนใกล้ตัวจะต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปรักษาโรค ใครจะไปเชื่อลงในทันทีว่ามันเป็นเรื่องจริง
เฉียวชิงอวี้ต้องใช้ความใจเย็นค่อยๆ อธิบายรายละเอียดให้ทุกคนฟังทีละขั้นตอน จนกระทั่งผู้เฒ่าทั้งสองและป้าสะใภ้ใหญ่เริ่มคลายความกังวลและเข้าใจสถานการณ์ พวกเขาจึงขอตัวกลับบ้านไปก่อน
หนิวกุ้ยลี่จัดการหุงข้าวสองสีจนสุกหอม แล้วตักข้าวตังสีเหลืองทองกรอบๆ แยกใส่จานไว้ต่างหาก เพราะเธอรู้ดีว่านี่คือของโปรดของเฉียวชิงอวี้
กลิ่นหอมของน้ำมันหมูที่ใช้เจียวตลบอบอวลไปทั่วครัว เธอตุ๋นถั่วแขกใส่รากมันฝรั่งจนเปื่อยนุ่ม และทำซุปเต้าหู้อีกหนึ่งชาม แม้อากาศภายในห้องจะค่อนข้างเย็นเยียบ แต่เมื่อได้ทานอาหารร้อนๆ เข้าไป ร่างกายก็พลันอบอุ่นขึ้นมาทันตา
เด็กน้อยทั้งสองกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย เคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มป่อง ผิดกับเฉียวชิงอวี้และหนิวกุ้ยลี่ที่มีเรื่องให้ขบคิดอยู่ในใจ ทั้งสองคนฝืนกินไปได้ไม่กี่คำก็ต้องวางตะเกียบลง
เมื่อดึกสงัดและความเงียบเข้าปกคลุม เฉียวชิงอวี้ก็นอนไม่หลับ เธอเปิดไฟลุกขึ้นมาค้นข้าวของเครื่องใช้
เธอรู้สึกแปลกใจอยู่ลึกๆ ทำไมเจ้าของร่างเดิมถึงไม่มีกระดาษที่มีตัวหนังสือเขียนไว้หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่แผ่นเดียว
ค้นหาอยู่นานสองนาน สุดท้ายก็เหมือนครั้งก่อน คว้าน้ำเหลวกลับมา ไม่เจอเบาะแสอะไรเลย
เฉียวชิงอวี้ล้มตัวลงนอนบนเตียงเตาอีกครั้ง พยายามบังคับจิตใจไม่ให้ฟุ้งซ่าน คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ จนในที่สุดความเพลียก็ครอบงำและทำให้เธอผล็อยหลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้น หนิวกุ้ยลี่ทำบะหมี่น้ำร้อนๆ โปะหน้าด้วยไข่ดาวน้ำ เตรียมไว้ให้ หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ เฉียวชิงอวี้ก็เตรียมตัวออกเดินทาง วันนี้เธอยังคงต้องนั่งรถม้าเข้าตัวอำเภอเหมือนเดิม
แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้ให้ลุงใหญ่เฉียวจื้อหย่วนตามไปด้วย เพราะฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้ไร่ถั่วเหลืองหลายร้อยหมู่เจิ่งนองไปด้วยน้ำ ต้นถั่วเหลืองบางส่วนถูกลมพายุพัดจนล้มระเนระนาดเป็นวงกว้าง
บรรดาเจ้าหน้าที่ของกองผลิตจึงต้องรีบออกไปดูพื้นที่นากันแต่เช้าตรู่
ก่อนจะก้าวขาออกจากบ้าน เฉียวชิงอวี้ดึงตัวหนิวกุ้ยลี่มาหลบมุม แล้วกระซิบกำชับเบาๆ ว่า
“พี่สะใภ้คะ สร้อยข้อมือถักเชือกที่แม่ใส่อยู่ตลอด เส้นที่ป้าสะใภ้รองยืมไปแล้วบอกว่าทำหาย ฉันไม่เชื่อหรอกค่ะว่าหายจริง ถ้าพี่ว่าง พี่ช่วยไปเดินๆ เลียบๆ เคียงๆ แถวบ้านเก่าสืบข่าวดูหน่อย บอกให้แกหาให้เจอให้ได้”
“แกเพิ่งจะเอาไปเมื่อไม่กี่วันก่อนเองนะ จะทำหายได้ยังไงกัน?”
พอได้ยินแบบนั้น หนิวกุ้ยลี่ก็ของขึ้นทันทีด้วยความโมโห
ถึงแม้ของสิ่งนั้นจะไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรมากมาย แต่ตั้งแต่เธอแต่งงานเข้ามาในบ้านหลังนี้ เธอก็เห็นแม่สามีใส่ติดข้อมืออยู่ตลอดไม่เคยถอด
คนเราย่อมมีความผูกพันกับของเก่า ถึงจะเป็นแค่เชือกถักธรรมดา แต่ใส่นานวันเข้าก็ย่อมมีคุณค่าทางใจ จู่ๆ มาบอกว่าทำหายง่ายๆ แบบนี้ มันใช้ได้ที่ไหนกัน
เธอรับปากเฉียวชิงอวี้เป็นมั่นเป็นเหมาะ “ได้เลย เดี๋ยวพี่จะไปที่บ้านเก่าเดี๋ยวนี้แหละ พี่ต้องถามแกให้รู้เรื่องว่าหายยังไง หายที่ไหน หรือว่าแกแอบเม้มเอาไว้เองกันแน่”
เมื่อเห็นพี่สะใภ้รับคำ เฉียวชิงอวี้ก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ความคิดหนึ่งแล่นปราดเข้ามาในหัว เธอจึงกระซิบเพิ่มเติมว่า
“พี่สะใภ้ ลองไปเลียบเคียงถามคนอื่นดูด้วยนะคะว่า ช่วงที่แม่เรานอนโรงพยาบาลไม่กี่วันนี้ ป้าสะใภ้รองแกกลับไปบ้านเดิมบ้างไหม แล้วแกไปเจอใครมาบ้าง?”
หนิวกุ้ยลี่พยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่นว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้
***
เฉียวชิงอวี้เดินทางมาถึงตัวเมืองมณฑลก็ปาเข้าไปห้าโมงเย็นแล้ว
ในตัวเมืองฝนไม่ตก อากาศค่อนข้างแห้ง แต่ท้องฟ้าวันนี้กลับดูเป็นสีฟ้าสดใสกว่าทุกวัน แม้ว่าดวงอาทิตย์จะคล้อยต่ำลงไปหลบอยู่หลังเขาแล้วก็ตาม
เฉียวชิงอวี้สะพายกระเป๋าข้าง มืออีกข้างหิ้วกระเป๋าเดินทางผ้าแคนวาส ภายในบรรจุเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนของพ่อ แม่ และพี่ชายเอาไว้
เธอหิ้วกระเป๋าเดินขึ้นตึก พยาบาลที่เคาน์เตอร์จำหน้าเธอได้แล้ว จึงรีบแจ้งข่าวดีด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “คุณเฉียวชิงอวี้คะ อาการของคุณแม่คุณดีขึ้นมากแล้วนะคะ ไม่ต้องให้สารอาหารทางสายยางแล้ว ตอนนี้ท่านทานอาหารได้เองแล้วค่ะ”
เฉียวชิงอวี้ถึงกับชะงักไปชั่วครู่ด้วยความงุนงง ก่อนจะตั้งสติได้แล้วรีบหิ้วกระเป๋าผ้าใบนั้นวิ่งตึกตักตรงไปยังห้องพักฟื้นของหานเซียงหลานทันที
ประตูห้องผู้ป่วยเปิดแง้มอยู่ มีเสียงสนทนาดังเล็ดลอดออกมา เป็นเสียงของพ่อเฉียวจื้อไฉ “คุณไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวลูกสาวเราก็มาถึงแล้ว...”
ตามด้วยเสียงของเฉียวเทียนเป่า “อาสะใภ้ครับ ตอนนี้ชิงอวี้เธอเป็นผู้ใหญ่ จัดการอะไรได้รอบคอบมาก อาเพิ่งจะหายดี ห้ามใจร้อนนะครับ”
เฉียวชิงอวี้สาวเท้าก้าวเข้าไปในห้อง
ภาพที่เห็นคือ หานเซียงหลานกำลังนั่งพิงหัวเตียง เข็มน้ำเกลือที่หลังมือถูกถอดออกไปแล้ว เครื่องติดตามการทำงานของหัวใจข้างเตียงก็ถูกยกออกไปเช่นกัน พี่ชายกำลังง่วนอยู่กับการเก็บข้าวของ ส่วนเฉียวเทียนเป่ากำลังนั่งปอกแอปเปิลอยู่
เมื่อทุกคนเห็นเฉียวชิงอวี้เดินเข้ามา ก็พร้อมใจกันเงยหน้าขึ้นมอง
“มานี่สิลูก ชิงอวี้ มาให้แม่กอดหน่อย” หานเซียงหลานยิ้มกว้างพร้อมกับอ้าแขนรับ
เฉียวชิงอวี้วางกระเป๋าในมือลงทันที แล้วพุ่งตัวเข้าไปสวมกอดหานเซียงหลานแน่น ซุกหน้าลงกับอกของผู้เป็นแม่ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้สัมผัสกับคำว่า ‘ดีใจจนน้ำตาไหล’ อย่างแท้จริง
***
สุดท้ายแล้ว ทางโรงพยาบาลก็ยังหาสาเหตุของโรคไม่ได้
แต่เฉียวชิงอวี้รู้ดีอยู่แก่ใจว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับโรงพยาบาล แต่น่าจะเป็นฝีมือของหานลี่ซื่อและหานลิ่วยาที่เล่นสกปรกอะไรบางอย่าง
ติดอยู่แค่ว่าตอนนี้เธอยังไม่มีหลักฐานมัดตัว
เรื่องนี้เธอควรจะปรึกษาเฮ่อซิวอวี้ดีไหมนะ?
โดยไม่รู้ตัว เฉียวชิงอวี้เริ่มเสพติดการพึ่งพาเฮ่อซิวอวี้ไปเสียแล้ว
วันรุ่งขึ้น หลังจากทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลและกล่าวขอบคุณรองผู้อำนวยการจูเรียบร้อยแล้ว ทั้งครอบครัวก็หอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรังเดินทางกลับไปยังกลุ่มการผลิตตระกูลเฉียว
ขามา หานเซียงหลานต้องถูกหามมาส่ง แต่ขากลับเมื่อรถมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน แม้ร่างกายจะยังอ่อนเพลียอยู่บ้าง แต่เธอก็สามารถลงเดินจูงมือลูกสาวกลับบ้านด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข
ตลอดทั้งวันมีชาวบ้านแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย กว่าจะปลีกตัวจนบ้านเงียบสงบลงได้ก็ปาเข้าไปสามทุ่มกว่า
เฉียวชิงอวี้รั้งตัวลุงใหญ่เฉียวจื้อหย่วนให้อยู่ต่อ เพราะเธอต้องการเล่าเรื่องที่เธอแอบไปบ้านตระกูลหานเมื่อวานซืนให้พ่อ แม่ พี่ชาย และลุงใหญ่ฟังพร้อมกัน
เธอไม่ได้บอกความจริงกับลุงใหญ่ตั้งแต่แรก ดังนั้นจนถึงตอนนี้ หานเซียงหลานและคนอื่นๆ ก็ยังไม่รู้ระแคะระคายเลยว่า จริงๆ แล้วเธอไปที่หมู่บ้านเหลียนเจียงมา
เฉียวชิงอวี้หยิบจดหมายฉบับนั้นออกมาวาง ก่อนจะเริ่มเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด
ทุกคนที่ได้ฟังต่างตกตะลึงและโกรธแค้นจนหน้าดำหน้าแดง
เฉียวจื้อไฉและเฉียวเกินเป่าดวงตาแดงก่ำด้วยความเดือดดาล
เฉียวจื้อไฉกัดฟันกรอด พูดเสียงลอดไรฟัน “ไอ้แก่บ้านนั้น ฉันไม่เคยนับถือมันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่ชิงอวี้ ฉันคงตัดขาดกับพวกมันไปนานแล้ว!”
เฉียวชิงอวี้ “...”
เธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เจ้าของร่างเดิมมีความสัมพันธ์ที่ดีกับบ้านตระกูลหานพอสมควร
แม้จะไม่ได้ไปมาหาสู่กันบ่อยนัก แต่บางครั้งบางคราวก็เหมือนผีเข้า หอบข้าวของไปประเคนให้ทางฝั่งนั้นอยู่เรื่อย
นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้บ้านตระกูลเฉียวกับบ้านตระกูลหาน แม้จะไม่สนิทใจกัน แต่ก็ยังตัดขาดกันไม่ขาด
เฉียวชิงอวี้ขมวดคิ้ว เอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วน “บ้านตระกูลหานมีปัญหาจริงๆ ค่ะ เมื่อก่อนหนูยังเด็กเลยดูไม่ออก แต่ต่อไปนี้จะไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้ว”
เฉียวจื้อไฉรีบพูดปลอบใจลูกสาว “พ่อไม่ได้โทษลูกนะ ที่พูดไปไม่ได้มีเจตนาอื่น หลักๆ คือบ้านตระกูลหานมันเจ้าเล่ห์เพทุบายเกินไป...”
ทางด้านเฉียวจื้อหย่วนแววตาฉายแววครุ่นคิดลึกซึ้ง และยังแฝงความหวาดหวั่นอยู่เล็กน้อย “บ้านนั้นมันชวนขนลุกพิลึก ตอนที่ฉันนั่งคุยกับหานต้าจู้อยู่ในห้องโถง มันก็อยู่ห่างจากห้องของหานลิ่วยาไม่เท่าไหร่ แต่ทำไมฉันถึงไม่ได้ยินเสียงร้องโหยหวนของมันเลยสักแอะ ตามหลักแล้วมันไม่น่าจะเป็นไปได้นะ...”
[จบบท]