บทที่ 231: ความอัดอั้น
ผลลัพธ์จากการวิจัยทำให้ศาสตราจารย์เฝิงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง มันทำให้เขามองเห็นความหวังรำไรว่า บางทีภายในระยะเวลาไม่เกินสิบปี พวกเขาอาจจะสามารถเนรมิตให้เมืองซีชวนกลายเป็นพื้นที่สีเขียวที่อุดมสมบูรณ์ได้ตามความฝัน
ศาสตราจารย์ต่งและศาสตราจารย์เฝิงถกเถียงกันอย่างดุเดือดอยู่หลายชั่วโมงเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงาน
ในท้ายที่สุด ศาสตราจารย์ต่งก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปดด้วยความโมโหโทโส
ถึงอย่างนั้น ศาสตราจารย์เฝิงก็ไม่ได้แสดงท่าทีลำพองใจแต่อย่างใด เขาเพียงแค่ถือรายงานผลการวิจัยที่ศาสตราจารย์ต่งทำไว้ แล้วเดินทางกลับฐานวิจัยพร้อมกับเฮ่อซิวอวี้
ทางด้านลู่เย่เองก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก อย่างน้อยแปลงหญ้าข้าวบาร์เลย์ก็ยังรักษาเอาไว้ได้
หลังจากนั้น ลู่เย่ก็จัดการซื้อหนังสือมาตั้งกองพะเนิน ทั้งยังส่งจดหมายไปหาพี่ชายที่ปักกิ่ง ให้ช่วยส่งหนังสือและเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับการเกษตรมาให้เขาทางไปรษณีย์อีกแรง
เขาจำเป็นต้องเรียนรู้ให้มากขึ้น
ไม่อย่างนั้นเขาจะเอาความรู้ที่ไหนไปยืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองต้องการปกป้อง
ตัดภาพมาที่กลุ่มการผลิตตระกูลเฉียว เฉียวชิงอวี้คาดไม่ถึงเลยว่ารองผู้อำนวยการจูจะนำทีมแพทย์เคลื่อนที่ลงพื้นที่ชนบทด้วยตัวเอง
หานเซียงหลานเคยเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลมาก่อน ย่อมต้องเป็นรายชื่อแรกที่ทางทีมแพทย์ต้องการมาติดตามอาการ
พวกเขาขับรถพยาบาลคันใหญ่ลงมา ว่ากันว่าเป็นรถที่ได้รับบริจาคช่วยเหลือมาจากต่างประเทศ ทั่วทั้งเป่ยเฉิงมีรถแบบนี้อยู่เพียงคันเดียวเท่านั้น
หลังจากตรวจเช็กอาการให้หานเซียงหลานเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงคิวของชาวบ้านคนอื่นๆ ที่มาต่อแถวรอตรวจรักษา
เฉียวชิงอวี้เอ่ยปากชวนรองผู้อำนวยการจูให้อยู่ทานข้าวที่บ้าน แต่รองผู้อำนวยการจูปฏิเสธด้วยความเกรงใจ เขายิ้มพลางกล่าวว่า
“เดี๋ยวพวกเราต้องไปตรวจที่หมู่บ้านอื่นต่อครับ แต่เรื่องรถพยาบาลคันนี้ต้องขอบคุณซิวอวี้เขาจริงๆ”
เขาไม่ได้เรียกนามสกุล แต่เรียกชื่อตัวโดดๆ แสดงให้เห็นถึงความสนิทสนมกันเป็นอย่างดี
ที่แท้รถคันนี้เฮ่อซิวอวี้เป็นคนช่วยติดต่อประสานงานให้นั่นเอง แถมเขายังเสนอแนะให้จัดตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ขึ้นมา เพราะปัจจุบันยังมีชาวบ้านในชนบทอีกจำนวนมากที่เจ็บป่วยแต่ก็ยังฝืนทนไม่ยอมไปโรงพยาบาล
พอกลุ่มของรองผู้อำนวยการจูได้ลงพื้นที่จริง ถึงได้พบว่าสถานการณ์จริงนั้นเลวร้ายกว่าที่เฮ่อซิวอวี้บอกเล่าไว้เสียอีก
นั่นทำให้พวกเขายิ่งตระหนักถึงภาระหน้าที่บนบ่าของตนเองมากขึ้น
เฉียวชิงอวี้กะพริบตาปริบๆ แม้จะรู้ว่าเฮ่อซิวอวี้เป็นคนจิตใจดีมีเมตตา แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะมีจุดประสงค์แอบแฝงอยู่บ้าง
แต่ทว่าเฮ่อซิวอวี้ไม่น่าจะรู้เรื่องของหานลิ่วยา เพราะเธอยังไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้เขาฟัง
ถ้าอย่างนั้น เรื่องนี้ก็คงเป็นแค่เรื่องบังเอิญ
ดังนั้นยังไม่ทันที่เฉียวชิงอวี้จะคิดหาวิธีจัดการเรื่องหานลิ่วยา ก็ได้ข่าวแว่วมาว่าหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ได้เดินทางไปที่บ้านตระกูลหานในหมู่บ้านเหลียนเจียง และรับตัวหานลิ่วยาที่นอนเป็นอัมพาตอยู่บนเตียงเตาขึ้นรถไปแล้ว
เขาว่ากันว่าหานลิ่วยาตกใจเสียงฟ้าร้องในวันฝนตกหนักจนสติหลุดกลายเป็นคนเอ๋อ ส่วนหานลี่ซื่อก็โดนตำหนิยกใหญ่ หาว่าเป็นพวกเห็นแก่ลูกชายมากกว่าลูกสาว หลานสาวเป็นหนักขนาดนี้แล้วทำไมถึงไม่รีบนำส่งโรงพยาบาล
เฉียวชิงอวี้ไม่คิดเลยว่าเรื่องราวของตระกูลหานจะมีจุดพลิกผันแบบนี้
หรือนี่จะเป็นที่มาของคำว่า 'ตั้งใจปลูกดอกไม้ดอกไม้ไม่บาน ไม่ตั้งใจปักกิ่งหลิวกลับกลายเป็นร่มเงา' อย่างนั้นหรือ
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของตระกูลหานยังไม่จบลงง่ายๆ เพียงเท่านี้
ปัญหาที่วิทยาศาสตร์แก้ไขไม่ได้ เธอคงต้องลองตรึกตรองดูให้ดีว่าจะจัดการอย่างไรต่อไป
ตกเย็นวันนั้น สิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อลุงรองเฉียวจื้อหมิ่นลากตัวหวังเหมยที่มีใบหน้าบวมแดงก่ำเข้ามาที่บ้านของเธอ
สีหน้าของเฉียวจื้อหมิ่นดูไม่ดีเอาเสียเลย ส่วนหวังเหมยได้แต่ก้มหน้างุด เห็นได้ชัดว่าเธอกำลังกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ แต่ก็จำยอมต้องมาตามแรงลาก
หานเซียงหลานขมวดคิ้วมุ่น นางรีบไล่ให้เฉียวเกินเป่า เฉียวชิงอวี้ และหนิวกุ้ยลี่ออกไปข้างนอกก่อน
เพราะอย่างไรเสียก็เป็นเด็กเป็นเล็ก เห็นผู้ใหญ่ในบ้านอย่างป้าสะใภ้รองโดนตบตีมาแบบนี้มันดูไม่งาม
เฉียวชิงอวี้ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง แต่เสียงของเฉียวจื้อหมิ่นนั้นดังลั่นจนลอดออกมา เขาพูดด้วยน้ำเสียงลอดไรฟันว่า
“รีบขอโทษน้องสะใภ้เดี๋ยวนี้ แล้วก็เอาเงินออกมา”
เฉียวชิงอวี้เข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที เชือกถักเงื่อนมงคลเส้นนั้นคงถูกขายไปแล้วจริงๆ เพียงแต่ไม่รู้ว่าขายได้ราคาเท่าไหร่
ทว่าเฉียวเกินเป่าเป็นคนซื่อและจิตใจดี เขารีบดึงแขนภรรยากับน้องสาวให้ออกห่างจากตรงนั้นทันที
ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง เฉียวจื้อหมิ่นก็พาหวังเหมยกลับออกไป
เมื่อเดินพ้นมาจนแน่ใจว่ารอบข้างปลอดคนแล้ว เฉียวจื้อหมิ่นก็หยุดเดิน เขาหันไปตวาดใส่ภรรยาเสียงต่ำ
“หยุดร้องไห้ได้แล้ว ดูเรื่องงามหน้าที่คุณทำสิ”
“เฉียวจื้อหมิ่น ไอ้แก่เฮงซวย ฉันอยู่กินกับคุณมาทั้งชีวิต พอแก่ตัวลงคุณกลับมาฉีกหน้าฉันแบบนี้เหรอ”
“ผมฉีกหน้าคุณที่ไหน เป็นเพราะตัวคุณเองนั่นแหละที่โง่เง่าให้คนเขาหลอกเอา”
“ฉันโดนหลอกตรงไหน ฉันไม่ได้ยกของให้เขาฟรีๆ สักหน่อย แค่เชือกเก่าๆ เส้นเดียวขายได้ตั้งสามร้อยหยวน นางนั่นยังจะเอาอะไรอีก จะให้เหาะขึ้นฟ้าหรือไง”
“นังแก่ผมยาวแต่สมองสั้น คุณไม่ลองใช้สมองคิดดูบ้างล่ะว่าทำไมคนเขาถึงยอมจ่ายเงินตั้งสามร้อยหยวนเพื่อซื้อเชือกแค่เส้นเดียว”
“ฉันจะไปตรัสรู้เหรอ ก็คนมันรวย เงินมันเหลือใช้ไง”
“คนรวยเขาก็ไม่ได้ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้หรอก พูดไปคุณก็ไม่เข้าใจ นังโง่เอ๊ย วันนี้ผมขอเตือนคุณไว้เลยนะ ถ้าคุณยังกล้าเห็นแก่เงินเล็กๆ น้อยๆ อีก ผมจะหย่ากับคุณ”
“หย่าก็หย่าสิ นึกว่าฉันอยากจะทนกัดก้อนเกลือกินกับคุณนักหรือไง” หวังเหมยเองก็ไม่ใช่คนยอมคน ตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนหม้อแตกไปแล้วก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีก
บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด เฉียวจื้อหมิ่นเพียงแค่ขู่ไปอย่างนั้นเอง อยู่กินกันมาจนป่านนี้ ถึงหวังเหมยจะปากเสียและโลภมาก แต่เธอก็มีดีที่คลอดลูกชายให้เขาถึงสามคน
“ได้ ถ้าคุณไม่กลัวว่าลูกชายคนเล็กจะไม่มีเงินเรียนต่อ ไม่ได้แต่งเมีย คุณก็เชิญอาละวาดต่อไปตามสบาย ผมจะไม่ยุ่งกับคุณแล้ว”
หวังเหมยรักลูกชายคนเล็กที่สุด เธอยังคาดหวังจะให้ลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้
พอได้ยินแบบนั้น หวังเหมยก็หุบปากเงียบกริบ เฉียวจื้อหมิ่นเอามือไพล่หลัง ก่อนจะพูดขึ้นอย่างเนิบช้าว่า
“หวังเหมย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว ชิงอวี้เธอเป็นคนมีฝีมือ อนาคตถ้าคุณอยากให้ลูกชายทั้งสามคนกับพวกหลานๆ ของเรามีชีวิตที่ดี คุณก็ห้ามไปล่วงเกินมัน เข้าใจไหม”
หวังเหมยเบะปาก “กะอีแค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง จะไปมีน้ำยาอะไรนักหนา วนไปวนมาก็ยังคลุกคลีอยู่กับดินกับโคลนเหมือนเดิมนั่นแหละ”
เฉียวจื้อหมิ่นคร้านจะอธิบายให้มากความ ตอนนี้เฉียวชิงอวี้ไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว ไม่ว่าจะในคอมมูน ในอำเภอ หรือแม้แต่ในเมืองมณฑล ไปที่ไหนก็มีแต่คนเรียกหา 'ชิงอวี้' อย่างสนิทสนม
เขายังต้องพึ่งพาโรงเรือนกระจกของหลานสาวเพื่อหาเงินเข้าบ้านอยู่
เขาเลิกสนใจหวังเหมยแล้วรีบเดินจ้ำอ้าวกลับไปทางบ้านเก่า
หวังเหมยกัดฟันกรอด หันกลับไปมองทางบ้านของเฉียวจื้อไฉแวบหนึ่งพลางยกมือขึ้นลูบแก้มที่บวมเป่ง ทั้งหมดนี้เป็นเพราะนังสารเลวสองคนแม่ลูกนั่น หานเซียงหลานกับเฉียวชิงอวี้ ถ้าไม่ใช่เพราะพวกมัน เธอคงไม่ต้องมาเจ็บตัวแบบนี้ เธอเกลียดพวกมันเข้ากระดูกดำ ขอแช่งให้ฟ้าผ่าตายตายโหงไปซะให้หมด
ตัดกลับมาที่บ้านของเฉียวจื้อไฉ ตอนนี้เฉียวชิงอวี้และทุกคนต่างรู้จุดประสงค์การมาของลุงรองแล้ว เชือกถักเส้นนั้นถูกหวังเหมยกับน้องชายของหล่อนเอาไปขายจริงๆ
บนเตียงเตามีเงินวางอยู่หนึ่งร้อยแปดสิบหยวน
ความจริงแล้วขายได้ทั้งหมดสามร้อยหยวน แต่น้องชายของหวังเหมยเอาเงินสองร้อยหยวนไปเป็นค่าสินสอดขอเมียแล้ว ทางบ้านตระกูลหวังเองก็ไม่มีปัญญาหาเงินมาคืนได้สักแดงเดียว เฉียวจื้อหมิ่นจึงต้องควักเงินเก็บก้อนสุดท้ายของบ้านที่มีอยู่แปดสิบหยวน รวมกับเงินที่ไปหยิบยืมมาอีกหนึ่งร้อยหยวน นำมาคืนให้
สีหน้าของเฉียวจื้อไฉดูย่ำแย่มาก
แม้พี่ชายคนรองจะดูเป็นคนยุติธรรม แต่การกระทำครั้งนี้ก็สร้างรอยร้าวระหว่างพี่น้องเสียแล้ว ที่ยอมควักเนื้อตัวเองออกมาขนาดนี้ ก็คงเพราะเห็นว่าลูกสาวของเขาอย่างชิงอวี้กำลังได้ดีมีอนาคต ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยของพี่รอง ไม่มีทางที่จะยอมควักเงินออกมาง่ายๆ แบบนี้แน่
เขาเงยหน้ามองเฉียวชิงอวี้ “ทางนี้ไม่มีอะไรแล้ว ลูกควรจะกลับบ้านได้แล้วมั้ง”
เฉียวชิงอวี้ “...”
เมื่อวานพ่อยังเมาแอ๋ ร้องห่มร้องไห้บอกว่าเสียใจที่ยอมให้เธอแต่งงานไปไกล บอกว่าไม่ต้องรีบกลับซีชวน ให้อยู่ต่อจนผ่านปีใหม่ค่อยกลับก็ได้ แล้วทำไมวันนี้ถึงมาไล่กันดื้อๆ แบบนี้ล่ะ
แต่เธอก็สมควรกลับได้แล้วจริงๆ
ทางฝั่งซีชวนเองก็มีเรื่องราวมากมายรอให้เธอไปจัดการ
ผิดคาดที่หานเซียงหลานไม่ได้คัดค้านอะไร
นางเพียงแค่หันไปบอกกับเฉียวจื้อไฉ ให้นำเงินแปดสิบหยวนนั้นไปมอบให้กับแม่เฒ่าเฮ่อเพื่อให้ย่าเป็นคนจัดการ
ถึงแม้เชือกถักเส้นนั้นจะเป็นของติดตัวนางมาตั้งแต่เล็กจนโต แต่ในเมื่อของมันหายไปแล้ว จะทำอย่างไรได้
เงินแปดสิบหยวนนั่นเป็นเงินเก็บทั้งชีวิตของครอบครัวเฉียวจื้อหมิ่น นางกับเฉียวจื้อไฉจะหน้าด้านรับไว้ได้อย่างไร
เพียงแต่ลึกๆ ในใจ มันช่างรู้สึกอัดอั้นตันใจเหลือเกิน
[จบบท]