บทที่ 233: พลังชีวิตที่แข็งแกร่ง
“ดูออกง่ายจะตายไปค่ะ พวกผู้หญิงพวกนั้นถือขนมมาทำทีว่าเป็นห่วงหนู บอกว่าจะเอามาให้หนูกิน แต่พอถึงเวลาจริงๆ กลับไม่ยอมพูดกับหนูสักคำ เอาแต่ยืนตัวบิดไปบิดมาอยู่ข้างคุณอา แล้วก็จ้องคุณอาตาเป็นมันเชียว แก้มงี้แดงแจ๋เลยด้วย”
เด็กหญิงตัวน้อยเล่าเจื้อยแจ้วพร้อมทำท่าทางประกอบ ก่อนจะยืดอกอย่างภาคภูมิใจเพื่อขอความดีความชอบ
“แต่หนูช่วยอาไล่พวกหล่อนตะเพิดกลับไปหมดแล้วนะคะ”
เฉียวชิงอวี้ไม่ได้เจอหน้าเฮ่อเสวี่ยหรงมาครึ่งเดือนแล้ว กลับมาคราวนี้แม่หนูน้อยยังคงติดเธอแจเหมือนเดิม เรียกว่าเดินตามต้อยๆ แทบไม่ห่างกาย เฉียวชิงอวี้อดเอ็นดูไม่ได้จึงยื่นมือไปบีบแก้มยุ้ยๆ นั่นเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว
“อาขอบใจมากนะจ๊ะ”
เฮ่อเสวี่ยหรงยิ้มจนตาหยีโผเข้ากอดต้นขาของเฉียวชิงอวี้ไว้แน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาทำเสียงออดอ้อน
“อาสะใภ้คะ หนูคิดถึงอาสะใภ้จังเลย”
พอได้ยินแบบนั้น เฉียวชิงอวี้ก็รู้สึกผิดขึ้นมาตงิดๆ เพราะถ้าให้พูดกันตามตรง ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมาเธอแทบไม่ได้คิดถึงเด็กคนนี้เลย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเป็นห่วงอาการป่วยของแม่ และอีกส่วนคือความวุ่นวายหลายอย่างที่ถาโถมเข้ามาจนไม่มีเวลาจะนึกถึงเรื่องอื่น แต่แน่นอนว่าเธอพูดความจริงออกไปไม่ได้
“อาก็คิดถึงหรงหรงเหมือนกันจ้ะ เพราะงั้นอาเลยซื้อเสื้อไหมพรม ยางรัดผม แล้วก็กิ๊บติดผมสวยๆ มาฝากหนูเพียบเลย ของอยู่ในกระเป๋าแน่ะ เดี๋ยวเราไปหยิบออกมาดูกันดีไหม”
ได้ยินว่ามีของฝาก เฮ่อเสวี่ยหรงก็ร้องเฮลั่นด้วยความดีใจแล้ววิ่งปรู๊ดนำหน้าเข้าไปในห้องนอนของเฉียวชิงอวี้ทันที
เฉียวชิงอวี้มองตามหลังเด็กน้อยไปแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะหันกลับมามองสภาพอากาศด้านนอกหน้าต่างด้วยแววตาที่เจือความกังวล
ไม่รู้ว่าพายุทรายรอบนี้จะกินเวลานานแค่ไหน
***
โดยปกติแล้วฤดูพายุทรายในแถบนี้จะกินเวลาอย่างน้อยสิบกว่าวัน แต่ปีนี้กลับผิดคาด เพราะเพียงแค่สามวันทุกอย่างก็สงบลง
เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เฉียวชิงอวี้ก็ได้รับข่าวร้ายว่าต้นไม้เฮยหยางที่ปลูกไว้ทั่วเมืองซีชวนถูกลมพายุพัดจนถอนรากถอนโคนล้มระเนระนาดไปหมด
ทว่าทุ่งหญ้าข้าวบาร์เลย์ของเธอกลับไม่เป็นอะไรเลย รากของมันหยั่งลึกลงไปในดินอย่างมั่นคง ต่อให้ลมแรงกว่านี้อีกสักสามระดับก็คงทำอะไรมันไม่ได้
จะมีปัญหาก็แค่ฝุ่นที่ค่อนข้างหนา และบางพื้นที่ก็มีทรายปลิวเข้ามาทับถมบ้าง
ต้นป่านเชียนซือได้รับผลกระทบอยู่บ้าง คาดว่าผลผลิตต่อไร่น่าจะลดลงไปพอสมควร
แต่ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือหัวไชเท้าเขียวกับฟักทองน้ำผึ้งที่รอดพ้นวิกฤตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ดูเหมือนพวกมันจะมีความทนทานมากกว่าที่คิด
อ้อ อีกอย่างที่ลืมไม่ได้คือมันฝรั่งห้าไร่ของเฉียวชิงอวี้เองก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยเช่นกัน
เธอใช้เวลาสองวันเต็มๆ ในการเดินสำรวจแปลงเพาะปลูกทั้งหมดที่เธอรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นหญ้าข้าวบาร์เลย์ ป่านเชียนซือ ผักกาดขาว มันฝรั่ง ฟักทองน้ำผึ้ง และหัวไชเท้าเขียว
ภาพรวมถือว่าน่าพอใจมากทีเดียว
ความมั่นใจของเฉียวชิงอวี้ที่เคยสั่นคลอนเล็กน้อย ตอนนี้กลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง
ทางด้านลู่เย่ แม้เขาจะไม่ได้แสดงท่าทีสมน้ำหน้าออกมาอย่างโจ่งแจ้ง แต่ลึกๆ ในใจกลับรู้สึกสะใจพิลึกที่ได้เห็นศาสตราจารย์ต่งผู้เย่อหยิ่งจองหองต้องหน้าเขียวคล้ำด้วยความอับอายทุกวัน
ต้นไม้เฮยหยางที่ศาสตราจารย์ต่งลงมือกำกับดูแลการปลูกด้วยตัวเอง กลับไม่อาจต้านทานพายุทรายที่พัดกระหน่ำเมื่อไม่กี่วันก่อนได้
โชคดีที่พวกเขายืนกรานหัวชนฝาไม่ยอมทำตามคำสั่ง ไม่อย่างนั้นหากถางหญ้าข้าวบาร์เลย์ทิ้งแล้วปลูกต้นไม้เฮยหยางแทน ผลลัพธ์ที่ตามมาคงเลวร้ายจนไม่อยากจะจินตนาการ
ลู่เย่เดินตามหลังศาสตราจารย์ต่งกลับมาจากแนวกันลม ศาสตราจารย์ต่งมีสีหน้าบูดบึ้งเดินตรงดิ่งไปยังเรือนรับรองของอู่ซิวเจี๋ย
เวลานี้อู่ซิวเจี๋ยเดินทางมาถึงเมืองซีชวนแล้ว
เมื่อพิจารณาดูดีๆ อู่ไท่หน้าตาไม่เหมือนพ่อเท่าไหร่นัก น่าจะเหมือนทางแม่มากกว่า
อู่ซิวเจี๋ยดูเป็นชายชราที่ท่าทางใจดีมีเมตตา แต่ลู่เย่กลับรู้สึกทะแม่งๆ ราวกับว่าภายใต้รอยยิ้มนั้นซ่อนความเจ้าเล่ห์เพทุบายเอาไว้มากมาย
แต่จะว่าไปมันก็คงเป็นเรื่องปกติ เพราะการจะใช้ชีวิตในประเทศแบบนั้นให้รอดปลอดภัย หากไม่มีเขี้ยวเล็บเสียบ้าง ลำพังแค่พึ่งพาบารมีน้องชายคงไปไม่รอด
ภายในห้องพักรับรอง อู่ซิวเจี๋ยกำลังนั่งฟังรายงานจากศาสตราจารย์ต่ง โดยมีอู่เผิงลูกชายยืนสงบนิ่งอยู่ข้างๆ
ศาสตราจารย์ต่งที่ปกติวางก้ามใหญ่โตต่อหน้าคนอื่น พออยู่ต่อหน้าอู่ซิวเจี๋ยกลับยืนตัวลีบหลังค่อมแทบไม่กล้าสบตา
อู่เผิงกระตุกยิ้มมุมปาก พลางทอดสายตามองศาสตราจารย์ต่งด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา นี่คือเด็กกำพร้ารุ่นแรกที่พ่อชุบเลี้ยงขึ้นมา และเป็นคนที่มีระดับสติปัญญาสูงที่สุดในกลุ่ม ไม่นึกเลยว่าพอมาถึงประเทศจีนกลับต้องมาเจอทางตันทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง
แต่ถึงอย่างนั้น คนคนนี้ก็ยังมีประโยชน์มหาศาล
จนถึงป่านนี้ อู่เผิงก็ยังเดาไม่ออกว่าพ่อต้องการจะทำอะไรกันแน่
ในมือของพ่อมีเด็กกำพร้าแบบนี้อยู่อีกกี่คนเขาก็สุดจะรู้ คนพวกนี้แทรกซึมอยู่ในทุกสาขาอาชีพ ล้วนแล้วแต่เป็นระดับหัวกะทิ แม้จะไม่ได้แทรกซึมไปทุกซอกทุกมุมของสังคม แต่ขอเพียงพ่อต้องการจะใช้ใคร ก็สามารถเรียกใช้ได้ทันที
เขาเกลียดพ่อ นั่นคือความจริง แต่อีกใจหนึ่งเขาก็ทั้งเคารพและหวาดกลัวพ่อคนนี้จับใจ
ถ้าเขามีความสามารถสักหนึ่งในสิบของพ่อ... ไม่สิ ขอแค่หนึ่งในร้อย เขาก็คงไม่ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบทุกวันนี้
สิ่งที่เขาไม่เข้าใจที่สุดคือ ในเมื่อพ่อมีอิทธิพลและเครือข่ายกว้างขวางขนาดนี้ ทำไมถึงต้องดั้นด้นเปลี่ยนสัญชาติกลับมาเป็นคนจีนด้วย ในประเทศที่ยากจนและล้าหลังแบบนี้ พ่อจะมาหาความก้าวหน้าอะไรได้
ด้วยศักยภาพของพ่อ บวกกับระบอบการเลือกตั้งของประเทศทุนนิยม พ่อสามารถลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีได้สบายๆ ด้วยซ้ำ
หรือจะเป็นเพราะอายุมากเกินไป?
หรือว่าในความเป็นจริงมันทำไม่ได้?
ถ้าอย่างนั้น พ่อกลับมาที่นี่เพื่ออะไร?
เมื่อความคิดแล่นไปถึงความเป็นไปได้บางอย่าง แผ่นหลังของอู่เผิงก็เย็นวาบจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก
คงไม่ใช่แบบที่เขาคิดหรอกนะ?
มันน่ากลัวเกินไป
นั่นมันนรกชัดๆ หลุมลึกที่ไร้ก้นบึ้งเลยนะนั่น
สีหน้าของอู่เผิงยังคงราบเรียบไร้อารมณ์ แต่ภายในใจกลับปั่นป่วนรุนแรงราวกับคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำเพราะข้อสันนิษฐานที่เพิ่งผุดขึ้นมา
อู่ซิวเจี๋ยในเวลานี้ไม่ได้รับรู้เลยว่าลูกชายที่ยืนอยู่ข้างกายกำลังจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกลแค่ไหน
เขาหันไปมองศาสตราจารย์ต่ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
“คุณทำได้ดีมาก ลำพังกำลังคนคนเดียวคงไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากมายขนาดนั้น พวกเราเพิ่งมาถึงที่นี่ใหม่ๆ พวกเขาจะไม่ไว้วางใจเราก็เป็นเรื่องปกติ... ว่าแต่ หญ้าข้าวบาร์เลย์นั่นมันมีพลังชีวิตที่แข็งแกร่งขนาดนั้นเชียวเหรอ?”
“แข็งแกร่งมากจริงๆ ครับ รากของมันหยั่งลึกยึดหน้าดินไว้แน่น แถมยังไม่แย่งน้ำใต้ดินมากจนเกินไป จะบอกว่ามันเป็นสายพันธุ์กลายพันธุ์ก็คงไม่ถูกต้องนัก เรียกว่าเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุกรรมให้เป็นเลิศน่าจะเหมาะกว่า”
“จากนี้ไปคุณก็อยู่ที่นี่แหละ เดี๋ยวผมจะทำเรื่องขอสิทธิ์พำนักชั่วคราวให้”
ศาสตราจารย์ต่งลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ที่ไม่ได้ถูกบังคับให้เปลี่ยนสัญชาติ เพราะเขาไม่ได้อยากกลับมาอยู่ที่นี่ถาวร บ้านที่แท้จริงและรากเหง้าของเขาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่างหาก
“ช่วงนี้คุณต้องจับตาดูให้ดี รอให้หญ้าข้าวบาร์เลย์โตเต็มที่แล้วเก็บเมล็ดพันธุ์มาไว้ในมือเราให้ได้ จากนั้นค่อยหาวิธีทำลายแปลงหญ้าพวกนั้นทิ้งเสีย หญ้าพันธุ์ดีขนาดนี้ ไม่สมควรจะงอกงามอยู่บนแผ่นดินผืนนี้”
ศาสตราจารย์ต่งพยักหน้ารับคำสั่ง อู่เผิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ส่งเสียงตอบรับในลำคอเบาๆ
ไม่มีใครรู้สึกว่าคำพูดของอู่ซิวเจี๋ยโหดร้ายหรืออำมหิต พวกเขามองว่านี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่จัดการได้ง่ายดาย
เพราะในมือของพวกเขามียาฆ่าหญ้าที่ร้ายแรงที่สุดในโลกครอบครองอยู่แล้ว
***
ลู่เย่ไม่ได้ไปหาเฉียวชิงอวี้ด้วยตัวเอง แต่ใช้วิธีโทรศัพท์ไปสอบถามเรื่องเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง เฉียวชิงอวี้แจ้งว่าเธอติดต่อหามาได้แล้วสามพันจิน ซึ่งจะถูกขนส่งมาพร้อมกับเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด
เฉียวชิงอวี้ถือโอกาสแนะนำเพิ่มเติมว่า
“ลู่เย่ อันที่จริงฉันไม่แนะนำให้นายปลูกถั่วเหลืองเป็นวงกว้างนะ เอาอย่างนี้ไหม ฉันแบ่งเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดให้นายส่วนหนึ่งดีกว่า”
ปลายสายตอบรับแทบจะทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
“เอาสิ!”
ความรวดเร็วในการตอบรับทำเอาเฉียวชิงอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง
“ทำไมนายตอบรับเร็วนักล่ะ” ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วแหวใส่ “ลู่เย่ เจ้าลู่เสี่ยวพั่ง นี่นายจ้องเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดของฉันมาตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม!”
ลู่เย่หัวเราะร่ามาตามสายอย่างอารมณ์ดี
“จอมมารเฉียว ขอบใจมากนะ”
พูดจบเขาก็ชิงวางสายไปทันทีทิ้งให้คนทางนี้อ้าปากค้าง
เฉียวชิงอวี้ได้แต่ถลึงตาใส่โทรศัพท์ เจ้าอ้วนลู่นี่ชักจะเจ้าเล่ห์ขึ้นทุกวัน รู้จักวางแผนซ้อนแผนเล่นลิ้นกับเธอเสียแล้ว
แม้จะยังไม่ถึงขั้นฝนตกหนึ่งห่าอากาศหนาวขึ้นหนึ่งระดับ แต่อุณหภูมิก็ลดต่ำลงเรื่อยๆ ในทุกๆ วัน
ช่วงกลางวันเฉียวชิงอวี้ต้องวิ่งรอกไปมาระหว่างสองที่ คอยกำชับเหล่าเซี่ยและรองหัวหน้าเฉียนแห่งคอมมูนเซี่ยซี ให้รีบเร่งเก็บเกี่ยวฟักทองน้ำผึ้ง
และที่สำคัญต้องไม่ลืมเก็บเมล็ดพันธุ์เอาไว้ด้วย
นอกจากเหล่าเซี่ยที่ปลูกฟักทองน้ำผึ้งในฟาร์มที่สร้างขึ้นใหม่โดยเฉพาะแล้ว สมาชิกคอมมูนเซี่ยซีส่วนใหญ่จะปลูกตามหัวไร่ปลายนาหรือพื้นที่ว่างริมรั้วบ้าน
ทว่าผลผลิตที่ได้กลับน่าทึ่งมาก ขนาดเจอพายุทรายเข้าไปก็ยังแทบไม่ได้รับความเสียหาย
รองหัวหน้าเฉียนเอาฟักทองใส่กระสอบมาส่งให้เฉียวชิงอวี้หนึ่งกระสอบ ตกบ่ายเหล่าเซี่ยก็ปั่นจักรยานเอามารให้อีกกระสอบใหญ่
เหล่าเซี่ยหน้าบานเป็นกระด้ง แม้ฟักทองพันธุ์นี้จะลูกไม่ใหญ่โตนัก แต่ให้ผลผลิตดกมาก ลองคำนวณคร่าวๆ น่าจะได้ผลผลิตรวมถึงแปดหมื่นจิน
ฟักทองน้ำผึ้งพวกนี้แค่ปอกเปลือก คว้านไส้เอาเมล็ดออก หั่นเป็นชิ้นพอดีคำแล้วนำไปต้มรวมกับข้าวฟ่าง ทำเป็นข้าวต้มธัญพืช ทั้งหอมหวานอร่อยและเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ
[จบบท]