บทที่ 246: ฉันค้นพบว่าคุณ...
เวลาล่วงเลยผ่านไป ในที่สุดโรงเรือนเพาะปลูกทั้งสามหลังของตระกูลเฉียวก็สร้างเสร็จสมบูรณ์ตามกำหนดการ
พวกเขาตัดสินใจย้ายจุดเพาะกล้าเข้าไปไว้ภายในโรงเรือนเหล่านั้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเพาะปลูกอย่างจริงจัง โครงสร้างของโรงเรือนแห่งนี้ถูกออกแบบให้มีระบบทำความร้อนแบบ ‘ตี้ฮัวหลง’ หรือท่อความร้อนใต้ดินซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม
แม้อุณหภูมิภายนอกจะหนาวเหน็บเพียงใด แต่ภายในโรงเรือนกลับรักษาความอบอุ่นไว้ได้เป็นอย่างดี ในช่วงที่อากาศเย็นจัดเพียงแค่จุดไฟเผาถ่านฟืนสักพักความร้อนก็จะแผ่กระจายไปทั่วพื้นดิน ส่วนในเวลากลางวันเมื่อแสงแดดสาดส่องผ่านเข้ามา บรรยากาศด้านในก็จะอบอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิ
พืชผักที่เลือกมาปลูกล้วนเป็นผักยอดนิยมทางภาคเหนืออย่างแตงกวาและมะเขือเทศ รวมถึงผักกาดขาวต้นเล็กและหัวไชเท้าแดงที่ชาวบ้านนิยมนำมาจิ้มน้ำพริกกินกันสดๆ รสชาติหวานกรอบชื่นใจ
แม้ปีแรกนี้ประสบการณ์อาจจะยังน้อย เรียกได้ว่าเป็นการลองผิดลองถูกล้วนๆ แต่โชคดีที่พวกเขาได้รับเมล็ดพันธุ์คุณภาพเยี่ยม อีกทั้งผืนดินยังมีความอุดมสมบูรณ์เป็นทุนเดิม ประกอบกับทางสถานีเกษตรให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่
ทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาดูดีเกินคาด จนชาวบ้านหลายคนเริ่มเกิดความสนใจและเฝ้าจับตามอง หากปีนี้ตระกูลเฉียวทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ รับรองได้ว่าปีหน้าชาวบ้านคงแห่กันมาทำตามอย่างแน่นอน
เรื่องราวความคืบหน้าเหล่านี้ เฉียวจื้อไฉเล่าให้ลูกสาวฟังอย่างละเอียดผ่านทางโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
จากบทสนทนานั้น ทำให้เฉียวชิงอวี้ได้รับรู้ข่าวเพิ่มเติมว่า ตอนนี้ในมือของเฉียวจื้อไฉและเฉียวเซิงเป่ามีสินค้าหัตถกรรมที่สานจากใบข้าวโพดสะสมอยู่หลายร้อยชิ้นแล้ว
นอกจากใบข้าวโพด พวกเขายังนำก้านข้าวสาลีมาสานเป็นสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ อีกจำนวนไม่น้อย เฉียวจื้อไฉคิดง่ายๆ ตามประสาคนซื่อว่าไม่อยากให้ลูกสาวต้องมาเหนื่อยใจกับเรื่องปากท้องของที่บ้าน จึงวางแผนจะนำของเหล่านี้ไปวางขายที่ตลาดในตัวอำเภอเพื่อดูทิศทางตลาดเสียก่อน
นับว่าเป็นโชคดีที่เขาตัดสินใจโทรมาปรึกษาเฉียวชิงอวี้ก่อน เพราะทันทีที่ได้ยิน เธอก็รีบคัดค้านเสียงแข็งทันที เหตุผลของเธอนั้นฟังดูสมเหตุสมผล สินค้าพวกนี้แม้จะสวยงามแต่ไม่มีความซับซ้อนทางเทคนิค
หากคนตาไวและมืออยู่ไม่สุขได้เห็นเข้า แป๊บเดียวก็แกะลายและทำเลียนแบบได้แล้ว เกรงว่ายังไม่ทันจะตีตลาดได้จริงจัง ของเลียนแบบคงเกลื่อนเมืองจนขายไม่ออก
เฉียวจื้อไฉได้ฟังดังนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก นึกขอบคุณที่เชื่อฟังลูกสาวมาตลอด ตอนที่นั่งสานของพวกนี้เขาก็แอบทำเงียบๆ ไม่ให้ชาวบ้านคนอื่นเห็น และดีใจยิ่งกว่าที่ตัดสินใจบอกเรื่องนี้กับลูกสาวก่อนจะบุ่มบ่ามทำอะไรลงไป
เฉียวชิงอวี้วางหูโทรศัพท์ลงพลางครุ่นคิด ดูเหมือนว่าเธอคงต้องหาเวลาว่างเดินทางไปที่เมืองหนานกั่งสักครั้งจริงๆ เสียแล้ว
บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งก่อนฝังใจลึกซึ้ง เฮ่อซิวอวี้เองก็ไม่ปล่อยผ่าน เขาเจียดเวลาอันมีค่ามามอบการบ้านกองโตให้เด็กสองคนทำ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งในปีหน้า
ประจวบเหมาะกับที่โรงเรียนประจำฐานวิจัยจะสร้างเสร็จและเปิดทำการในปีหน้าพอดี ข่าวแว่วมาว่าตอนนี้ทางโรงเรียนเริ่มเปิดรับสมัครครูอาจารย์เข้ามาประจำการแล้ว
เดิมทีเสิ่นเฟินตั้งใจจะดึงตัวเฉียวชิงอวี้ไปช่วยงานที่สำนักงานดูแลบ้านพัก แต่เมื่อเฉียวชิงอวี้ก่อตั้งห้องแล็บเพาะพันธุ์เมล็ดพืชขึ้นมา เรื่องนั้นจึงต้องพับเก็บไป ตอนนี้สำนักงานรับพนักงานเพิ่มมาอีกสองคน แต่จูหมิงลี่ไม่ได้กลับเข้าไปทำงานที่นั่นอีก ซุนอ้ายจือแอบกระซิบเล่าให้ฟังว่า จูหมิงลี่กำลังเตรียมตัวสอบบรรจุครูในปีหน้า
พูดกันตามตรง ด้วยระดับการศึกษาของจูหมิงลี่ การสอนเด็กประถมนั้นถือว่าสบายมาก หรือแม้แต่ระดับมัธยมต้นปีหนึ่งเธอก็น่าจะรับมือไหว
ทว่าสิ่งที่ยังคงเดิมคือท่าทีของแม่จูหมิงลี่ จนถึงทุกวันนี้เวลาเดินสวนกันในเขตบ้านพัก หากเจอเฉียวชิงอวี้ นางก็จะทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ เชิดหน้าขึ้นสูงแล้วเดินผ่านไปอย่างไม่ไยดี ตามประสาปัญญาชนที่มีความถือตัวและหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตนเอง
เฉียวชิงอวี้เองก็ใช่ว่าจะมีความรู้สึกดีๆ ให้กับแม่ของจูหมิงลี่ แม้ว่าเธอจะเป็นฝ่ายจัดการสั่งสอนจูหมิงลี่ไปแล้ว แต่ต้นเหตุก็เริ่มจากการที่จูหมิงลี่เข้ามาหาเรื่องเธอก่อนไม่ใช่หรือ? คนเป็นแม่หากมีเหตุผลและแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ ก็ควรจะเข้ามาขอโทษเธอเสียด้วยซ้ำ
การรักลูกปกป้องลูกเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่การปกป้องจนไม่ลืมหูลืมตา แยกแยะผิดถูกไม่ได้ มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เฉียวชิงอวี้เก็บความหงุดหงิดนี้ไว้ไม่อยู่ จึงระบายความอัดอั้นตันใจให้เฮ่อซิวอวี้ฟัง
เฮ่อซิวอวี้มองดูภรรยาที่ยังคงมีอารมณ์ขุ่นมัว เขาจึงวางปากกาในมือลงอย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวล "การรับสมัครครูของฐานวิจัยครั้งนี้เข้มงวดมากนะครับ ต้องพิจารณากันรอบด้าน ถ้าหากเธอมีปัญหาจริงๆ เธอก็คงสอบไม่ติดหรอก"
"ฉันกลัวว่าจะมีพวกเส้นสายหรือการเล่นตุกติกน่ะสิคะ" เฉียวชิงอวี้แย้งขึ้นทันควัน
เฮ่อซิวอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้ลงไปดูแลเรื่องนี้ด้วยตัวเองเพราะเป็นหน้าที่ของเหล่าเว่ย แต่ช่วงหลังมานี้ ฐานวิจัยเน้นหนักเรื่องการศึกษาด้านคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งเหล่าเว่ยเป็นหัวหอกสำคัญ เขาจึงค่อนข้างวางใจในตัวเหล่าเว่ยพอสมควร
"ต่อให้สอบเข้ามาได้ ก็ยังมีช่วงทดลองงานอีกตั้งหนึ่งปี การเป็นแม่พิมพ์ของชาติไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ใครจะทำก็ได้ ในจุดนี้ผมเชื่อว่าเหล่าเว่ยคงไม่เลอะเลือนปล่อยผ่านไปง่ายๆ หรอก"
เฉียวชิงอวี้คลี่ยิ้มออกมาเมื่อได้ฟัง เธอขยับเข้าไปนั่งข้างๆ เฮ่อซิวอวี้แล้วเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวาน "ฉันก็แค่บ่นไปตามประสาพนักงานนอกระบบตัวเล็กๆ เท่านั้นแหละค่ะ ฉันจะไปมีปัญญาชี้นิ้วสั่งการพวกคุณได้ยังไง"
"คุณสั่งการผมได้นะ" เฮ่อซิวอวี้หลุบตามองหญิงสาวข้างกาย แววตาฉายแววหยอกเย้า "เช่น... ลองเป่าหูผมดูสิ"
เฉียวชิงอวี้ตาโต แกล้งทำหน้าดุพลางยื่นมือไปหยิกเอวสอบของเขาเบาๆ
"ฉันไม่กล้าเป่าหูคุณหรอกค่ะ คนเจ้าระเบียบและจริงจังอย่างคุณมีหรือจะยอมฟังฉัน"
"คุณก็น่าจะลองดูนะ ไม่ลองแล้วจะรู้ได้ยังไง" น้ำเสียงของเฮ่อซิวอวี้เจือไปด้วยเสียงหัวเราะ เขาคว้ามือเล็กที่กำลังซุกซนอยู่ตรงเอวเขามากุมไว้ แล้วเอ่ยด้วยเสียงที่แหบพร่าลงเล็กน้อย "เสี่ยวเฉียว ผมค้นพบว่าคุณดูจะสนใจเอวของผมเป็นพิเศษนะ"
ความจริงแล้วเฉียวชิงอวี้ไม่ได้สนใจแค่เอวของเขา แต่เธอสนใจรูปร่างของเขาทั้งหมด โดยเฉพาะช่วงขายาวๆ นั่น แต่ที่เธอไม่กล้าแสดงออกมากไม่ใช่เพราะเขินอายดัดจริต แต่เธอกลัวว่าจะท้องต่างหาก เธอเพิ่งจะอายุสิบแปด ยังไม่อยากรีบมีลูกตอนนี้
มือของเธอถูกกุมไว้ในอุ้งมือใหญ่ของเฮ่อซิวอวี้ ฝ่ามือของเขาร้อนผ่าวจนเธอรู้สึกได้
ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง เสียงฝีเท้าเตาะแตะก็ดังมาจากทางห้องนั่งเล่น
เฉียวชิงอวี้รีบสะบัดมือออกจากเฮ่อซิวอวี้ทันที เป็นจังหวะเดียวกับที่เฮ่อเสวี่ยหรงมายืนอยู่ที่หน้าประตู เด็กน้อยขยี้ตาด้วยความง่วงงุน เอ่ยถามเสียงอ่อย "อาสะใภ้ ทำไมยังไม่มานอนอีกล่ะคะ"
ช่วงหลายวันมานี้ เฮ่อเสวี่ยหรงติดเธอแจ เฉียวชิงอวี้รู้ดีว่าเด็กคนนี้มีจิตใจที่ละเอียดอ่อนและเปราะบางมาก คงจะสัมผัสได้ว่าเธอแอบผิดหวังในตัวหลานสาวนิดหน่อย ดังนั้นพอมีโอกาส เฮ่อเสวี่ยหรงก็จะพร่ำขอโทษเธอซ้ำๆ จนเฉียวชิงอวี้เองเริ่มรู้สึกผิดเสียเอง
ผลก็คือ ต่อให้กล่อมจนหลับไปแล้ว พอเฉียวชิงอวี้แอบย่องมาคุยกับเฮ่อซิวอวี้ในห้องหนังสือ เด็กน้อยก็จะสะดุ้งตื่นขึ้นมาตามหาเธอทุกครั้งไป
เฮ่อซิวอวี้ขมวดคิ้วมองตามหลังภรรยาที่พาหลานสาวกลับไปนอน เขาคิดว่าหลังผ่านช่วงตรุษจีนไปแล้ว คงต้องให้เฮ่อเสวี่ยหรงแยกห้องนอนไปนอนห้องส่วนตัวได้แล้ว
ในห้องนอนของเฮ่อซิวอวี้ตอนนี้มีการก่อเตียงเตาขนาดเล็กเอาไว้ ขนาดประมาณเตียงคู่ เพราะที่นี่แม้ฤดูหนาวจะไม่ทารุณเท่าทางเหนือของเมืองเป่ยเฉิง แต่ก็ยังถือว่าหนาวเหน็บเอาการ ในยุคที่ยังไม่มีเครื่องทำความร้อนแบบทันสมัย การพึ่งพาความร้อนจากเตียงเตาจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด
เฮ่อซิวอวี้เดินกลับเข้ามาในห้องนอน วันนี้เขากลับดึก เป็นเฉียวชิงอวี้ที่ช่วยจุดไฟอุ่นเตียงเตาไว้ให้ เมื่อสอดมือเข้าไปใต้ผ้าห่มก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่าน
เขาแทรกตัวเข้าไปในความอบอุ่นนั้น ยกแขนขึ้นหนุนศีรษะแล้วถอนหายใจออกมาอย่างผ่อนคลาย หูยังแว่วเสียงเฉียวชิงอวี้กับเฮ่อเสวี่ยหรงกระซิบกระซาบกันเบาๆ สักพักไฟในห้องนอนฝั่งโน้นก็ดับลง
เขาตกอยู่ในภวังค์ความคิด หวนนึกถึงโทรศัพท์สายด่วนจากเหล่าฉีที่สำนักงานใหญ่
อู่ซิวเจี๋ยเสนอเงินลงทุนจำนวนสองล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับฐานวิจัยเถิงไห่ หากทุกอย่างราบรื่นก็จะมีการเพิ่มทุนในภายหลัง แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือเขาต้องการถือหุ้นส่วนหนึ่ง
แม้ตอนนี้ฐานวิจัยเถิงไห่จะดูเหมือนลูกวัวเกิดใหม่ที่ยังไม่ประสีประสา แต่ศักยภาพในอนาคตนั้นมหาศาลเกินกว่าใครจะคาดเดา ซึ่งเฮ่อซิวอวี้รู้ซึ้งถึงข้อนี้ดีที่สุด
การร่วมทุนในลักษณะนี้ หากไม่ระวังให้ดี สุดท้ายกิจการอาจเปลี่ยนมือจนไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง
ดีไม่ดี อาจกลายเป็นว่าพวกเขาเหนื่อยแทบตายเพื่อตัดชุดวิวาห์ให้คนอื่นใส่
เฮ่อซิวอวี้ย่อมไม่มีทางยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นกับฐานวิจัยเถิงไห่เด็ดขาด เว้นแต่ว่าเขาจะไม่ได้ดูแลที่นี่อีกต่อไป
เรื่องเงินทุนเขาอ้าแขนรับ แต่ต้องดูเงื่อนไขและวิธีการว่าจะรับมาแบบไหน
เฮ่อซิวอวี้ค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง ความอ่อนแอในปัจจุบันคือช่องโหว่ ทำให้คนบางกลุ่มใช้เงินทุนหนาๆ มาทดสอบความอดทนของพวกเขา
ยอมรับว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ยากลำบากอย่างยิ่ง โครงการวิจัยหลายโครงการในมือไม่ได้มีแค่ทฤษฎีบนกระดาษ แต่ต้องสร้างชิ้นงานจริง ต้องทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า พูดกันตามตรง ฐานวิจัยแห่งนี้ผลาญงบประมาณราวกระสูบน้ำ
ดังนั้น เขาจึงเริ่มพิจารณาแผนการที่จะแยก 'แผนกอุตสาหกรรมเบา' ออกมาจากส่วนของฐานวิจัย แน่นอนว่าการแยกตัวนี้ไม่ได้หมายความว่าจะตัดขาดจากกันโดยสิ้นเชิง แต่เป็นการแยกเพื่อทำบัญชีและบริหารจัดการแยกต่างหาก ซึ่งจะทำให้แผนกนี้สามารถรับงานจากลูกค้าภายนอกฐานวิจัยได้อย่างอิสระ
แผนการนี้น่าจะเป็นทางออกที่ดีและมีความเป็นไปได้สูงทีเดียว
[จบบท]