บทที่ 273: หากไม่อยากให้ใครรู้
สีหน้าของเสิ่นฮ่าวเจ๋อเต็มไปด้วยความสับสนซับซ้อน ทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากับซูอวิ๋นเหยา เขาไม่รู้เลยว่าจะต้องวางตัวหรือจัดการกับความรู้สึกของตัวเองอย่างไรดี
ในความทรงจำของเขา ซูอวิ๋นเหยาคือหญิงสาวที่สดใสร่าเริงและเปิดเผย มักจะคอยวิ่งตามหลังเขาและเฮ่อซิวอวี้ต้อยๆ เสียงหวานใสที่ตะโกนเรียกพี่ซิวอวี้ก่อนเสมอ แล้วค่อยหันมาเรียกเขาว่าพี่ฮ่าวเจ๋อ ยังคงดังก้องอยู่ในห้วงความคิดไม่จางหาย
เธอเป็นคนหัวไว ฉลาดเฉลียว รักการเรียนรู้ และมีความรอบรู้กว้างขวาง ไม่เหมือนเด็กผู้หญิงคนอื่นๆ ที่มักจะอ่อนแอหรือเอะอะก็ร้องไห้ฟูมฟายให้น่ารำคาญใจ
สำหรับเสิ่นฮ่าวเจ๋อแล้ว เธอเคยเป็นตัวตนที่งดงามและบริสุทธิ์ในใจเขาเสมอมา ทว่าวันหนึ่งความงดงามเหล่านั้นกลับถูกทำลายลงจนไม่เหลือชิ้นดี กลายเป็นความรู้สึกชิงชังที่ก่อตัวขึ้นเมื่อเขาเห็นธาตุแท้บางอย่าง จนพาลมองว่าใบหน้าของเธอนั้นน่ารังเกียจขึ้นมาเสียดื้อๆ
และในยามนี้ เมื่อซูอวิ๋นเหยาสลัดคราบการเสแสร้งเหล่านั้นทิ้งไป ตัวตนที่แท้จริงของเธอกลับกลายเป็นคนเย็นชา แข็งกระด้าง และสายตาที่มองมาที่เขานั้นกลับเต็มไปด้วยความดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
เสิ่นฮ่าวเจ๋อยกมือขึ้นขยุ้มผมตัวเองอย่างแรงด้วยความหงุดหงิด เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าเรื่องราวมันดำเนินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร พวกเขาเดินมาถึงทางตันของความสัมพันธ์แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พยายามระบายความอัดอั้นตันใจทิ้งไป ก่อนจะสะบัดศีรษะแรงๆ เพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่าน แล้วจึงก้าวเท้าเดินตรงไปยังทิศทางของห้องทำงานเฮ่อซิวอวี้ด้วยฝีเท้าที่หนักหน่วง
***
ทางด้านซูอวิ๋นเหยา หลังจากแยกกับเสิ่นฮ่าวเจ๋อแล้ว เธอไม่ได้กลับไปยังโรงงานหรือแผนกของตัวเอง แต่เลือกที่จะมุ่งหน้าไปหาเฉียวชิงอวี้แทน
ร่างโปร่งบางของซูอวิ๋นเหยายืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูรั้วบ้านของเฮ่อซิวอวี้ สายตาทอดมองเข้าไปภายในลานบ้าน ภาพที่เห็นยังคงเหมือนกับปีที่แล้วไม่ผิดเพี้ยน ความเขียวขจีของพืชพรรณนานาชนิดที่แข่งกันเจริญเติบโต ดอกไม้หลากสีสันบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ
ลานบ้านเล็กๆ แห่งนี้ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจนดูเหมือนสวนดอกไม้ขนาดย่อมที่ถูกจัดแต่งโดยมืออาชีพ
ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า สภาพแวดล้อมของฐานวิจัยเถิงไห่ในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่รวมถึงอาหารการกินก็ยกระดับขึ้นมากเช่นกัน
แม้ว่าซูอวิ๋นเหยาจะหมกมุ่นอยู่แต่ในห้องแล็บเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่เธอก็รับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ ฐานวิจัยเถิงไห่ในปี 1981 นี้ ช่างแตกต่างจากฐานวิจัยเถิงไห่ในความทรงจำชาติก่อนของเธออย่างสิ้นเชิง
ในปีนี้มีพายุทรายเกิดขึ้นเพียงแค่สองครั้งเท่านั้น
พื้นที่สีเขียวในระยะสายตาเริ่มขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับผืนพรมธรรมชาติที่ค่อยๆ ปกคลุมความแห้งแล้ง
บริเวณด้านหน้าตึกขาวใหญ่ยังมีแปลงดอกไม้ที่ปลูกดอกเก๋อซังเอาไว้จนบานสะพรั่ง สีสันสดใสของมันตัดกับสีขาวของตัวตึกอย่างงดงาม
และที่โดดเด่นที่สุดในสายตาของเธอก็คือเฉียวชิงอวี้ เธอยังคงสวยสะพรั่งเปล่งปลั่ง วันนี้เธอสวมเสื้อยืดคอกลมสีเหลืองสดใส เข้าคู่กับกระโปรงยาวลายสก๊อตที่ขับเน้นช่วงขาที่โผล่พ้นชายกระโปรงมาเล็กน้อยให้ดูขาวผ่องและเรียวตรง
แม้ผมจะถักเปียสองข้างแบบเรียบง่าย แต่ภาพรวมกลับดูทันสมัยและมีรสนิยม ไม่หลงเหลือคราบของสาวชาวบ้านจากชนบทเลยแม้แต่น้อย
ข้างกายของเฉียวชิงอวี้มีหรงหรงยืนอยู่ เด็กหญิงตัวน้อยกำลังจ้องมองมาที่ซูอวิ๋นเหยาด้วยสายตาหวาดระแวงและตื่นตัวเต็มที่
แม่หนูคนนี้ยิ่งโตก็ยิ่งฉายแววความสวยน่ารัก เมื่อทั้งสองคนยืนอยู่เคียงคู่กัน ภายใต้ร่มเงาของซุ้มองุ่นที่เขียวชอุ่ม แม้ในใจของซูอวิ๋นเหยาจะเต็มไปด้วยความริษยาที่ลุกโชน แต่เธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าภาพตรงหน้านั้นงดงามราวกับภาพวาดที่วิจิตรบรรจง
โดยไม่ต้องเดินเข้าไปดูภายในบ้าน เธอก็พอจะเดาได้ว่าบ้านของเฮ่อซิวอวี้คงจะสะอาดสะอ้าน หน้าต่างกระจกใสสะอาดสะท้อนแสงแวววาว ทุกมุมคงเต็มไปด้วยความอบอุ่นและกลิ่นอายของความสุข
เธอจินตนาการได้เลยว่า เมื่อเฮ่อซิวอวี้ทำงานหนักมาทั้งวันและกลับมาถึงบ้านที่แสนอบอุ่นเช่นนี้ เขาจะมีความสุขและผ่อนคลายมากเพียงใด
พอยิ่งคิด รสชาติขมฝาดก็แผ่ซ่านขึ้นมาในปากและความรู้สึกเจ็บปวดก็แล่นริ้วขึ้นมาในอก
ในขณะนั้นเอง เฉียวชิงอวี้ที่เห็นแขกมาเยือนก็จำต้องเดินออกมาต้อนรับตามมารยาท เธอไม่ได้เห็นหน้าซูอวิ๋นเหยามาพักใหญ่แล้ว
"ซูอวิ๋นเหยา มาหาฉันมีธุระอะไรหรือเปล่า"
"เฉียวชิงอวี้ ฉันอยากคุยกับเธอตามลำพังหน่อย" ซูอวิ๋นเหยาเอ่ยเสียงเรียบ
เฉียวชิงอวี้หันไปแตะไหล่หรงหรงเบาๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "หรงหรง หนูบอกว่าจะไปหาเสี่ยวหู แล้วไปซื้อสมุดที่ร้านค้าด้วยกันไม่ใช่เหรอ ไปเถอะจ้ะ"
เฮ่อเสวี่ยหรงมีท่าทีลังเลเล็กน้อย เท้าเล็กๆ ขยับไปมาอย่างไม่แน่ใจ สายตามองสลับระหว่างอาสะใภ้เล็กกับซูอวิ๋นเหยา แต่สายตาที่มองไปยังซูอวิ๋นเหยานั้นเต็มไปด้วยความระแวดระวัง ราวกับลูกแมวที่พองขนขู่ศัตรู
ซูอวิ๋นเหยาไม่ชอบเด็กคนนี้
และเช่นเดียวกัน เฮ่อเสวี่ยหรงก็ไม่ชอบผู้หญิงคนนี้เอาเสียเลย แต่เด็กหญิงรู้ดีว่าผู้ใหญ่คงมีเรื่องต้องคุยกัน
เธอจึงกระชับกระเป๋าสะพายใบเล็กของตัวเองเตรียมตัวจะไปหาเสี่ยวหู แต่ตอนที่เดินผ่านร่างของซูอวิ๋นเหยา แม่หนูตัวน้อยก็จงใจส่งเสียง ฮึ ในลำคออย่างแรง แถมยังกระทืบเท้าปึงปังใส่หนึ่งที ก่อนจะวิ่งฉิวหนีไปราวกับผีเสื้อตัวน้อยที่โบยบิน
เมื่อเด็กน้อยออกไปแล้ว ซูอวิ๋นเหยาจึงเดินผ่านประตูรั้วเข้ามาในลานบ้าน แต่เธอก็ไม่ได้เดินเข้าไปในตัวบ้าน
เพราะภายในบ้านนั้น เต็มไปด้วยร่องรอยการใช้ชีวิตคู่ของเฮ่อซิวอวี้และเฉียวชิงอวี้
เธอรู้ดีว่าหากมองเห็นสิ่งเหล่านั้น มันจะยิ่งทิ่มแทงตาและกรีดลึกลงไปในหัวใจ สร้างความเจ็บปวดทรมานให้เธอเปล่าๆ
ซูอวิ๋นเหยาเลือกที่จะนั่งลงตรงม้านั่งใต้ซุ้มองุ่น ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้ซุ้มองุ่นจะกลายเป็นซุ้มองุ่นจริงๆ ที่มีพวงองุ่นห้อยระย้าให้ร่มเงา
ผู้มาเยือนย่อมเป็นแขก เฉียวชิงอวี้ไม่ต้องการให้ใครมาตำหนิเรื่องมารยาทได้ ยิ่งไปกว่านั้น ซูอวิ๋นเหยาที่เดินเข้ามาก็ยังไม่ได้เอ่ยปากหาเรื่องหรือยั่วยุอะไร เธอจึงรินน้ำต้มสุกที่อุณหภูมิกำลังพอดีใส่แก้ว แล้ววางลงตรงหน้าอีกฝ่าย "อากาศค่อนข้างร้อน ดื่มน้ำหน่อยสิ"
ซูอวิ๋นเหยารู้สึกร้อนและกระหายน้ำอยู่พอดี จึงไม่ได้เล่นตัวหรือปฏิเสธน้ำใจ เธอหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง ท่ามกลางสายตาแปลกใจเล็กน้อยของเฉียวชิงอวี้
เมื่อวางแก้วน้ำลง ซูอวิ๋นเหยาก็เผยรอยยิ้มออกมา แม้เฉียวชิงอวี้จะไม่ถึงกับรู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นน่าสยดสยอง แต่ก็อดรู้สึกขนลุกแปลกๆ ไม่ได้
ทว่าสีหน้าของเฉียวชิงอวี้ยังคงเรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เธอเอ่ยถามขึ้นช้าๆ ว่า "วันนี้เธอหยุดงานเหรอ"
"ไม่ได้หยุดหรอก พอดีมีธุระไปหาหัวหน้าวิศวกรเฮ่อ แล้วก็ได้ยินข่าวว่าเธอสอบได้คะแนนสูงสุดสายศิลป์ของมณฑล แถมยังสอบติดวิทยาลัยการเกษตรซีชวนด้วย ก็เลยคิดว่าควรจะมาแสดงความยินดีกับเธอด้วยตัวเองสักหน่อย"
เฉียวชิงอวี้คลี่ยิ้มบางๆ "ขอบใจนะ"
"ฉันนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเธอจะสอบได้เป็นที่หนึ่งของสายศิลป์" น้ำเสียงของซูอวิ๋นเหยาเจือแววประชดประชันเล็กน้อย
เฉียวชิงอวี้ยังคงยิ้มแย้ม ไม่มีความถ่อมตัวแม้แต่น้อย "ฉันเองก็ค่อนข้างมั่นใจในตัวเองอยู่แล้ว"
"ฉันจำได้ว่าเธอจบแค่ชั้นประถม ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าเวลาแค่ปีเดียว เธอจะเรียนรู้เนื้อหาที่คนอื่นต้องใช้เวลาเรียนเป็นสิบปีได้จนหมด เธอนี่เก่งกาจเหลือเกินนะ"
"ฉันจำได้ว่าเธอก็มาจากห้องเรียนอัจฉริยะของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเหมือนกันนี่ เราก็คงจะเหมือนๆ กันนั่นแหละ" เฉียวชิงอวี้ตอกกลับนิ่มๆ
ซูอวิ๋นเหยาไม่ได้แค่นหัวเราะออกมา แต่คำพูดของเฉียวชิงอวี้ก็ทำให้เธอรู้สึกระคายหูไม่น้อย
"เฉียวชิงอวี้ ฉันเริ่มเรียนหนังสือมาตั้งแต่อายุห้าขวบ และไม่เคยหยุดเรียนเลยแม้แต่วันเดียว เธอไม่มีทางเอามาเทียบกับฉันได้หรอก"
"ก็จริงของเธอ ฉันเริ่มต้นช้ากว่ามาก แต่โชคดีที่ฉันได้เจอกับครูดีอย่างคุณเสิ่นเฟิน แล้วไหนจะยังได้เจอกับเฮ่อซิวอวี้อีก"
คำพูดนี้ของเฉียวชิงอวี้ออกมาจากใจจริง
ตั้งแต่เสิ่นเฟินรู้เรื่องสิ่งที่คนอื่นเรียกว่าพรสวรรค์ของเธอ เสิ่นเฟินก็ทุ่มเทใส่ใจเธออย่างมาก
ถึงแม้ว่าต่อให้ไม่มีเสิ่นเฟิน เฉียวชิงอวี้ก็คงจะหาวิธีการอื่นเพื่อพาตัวเองเข้าสู่สนามสอบเอนทรานซ์ให้ได้อยู่ดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าการมีเสิ่นเฟินคอยช่วยเหลือ ทำให้เธอประหยัดแรงและเวลาไปได้มากโข
รวมถึงเฮ่อซิวอวี้ด้วย แน่นอนว่าระหว่างสามีภรรยาย่อมมีช่วงเวลาหวานซึ้งโรแมนติก แต่เวลาส่วนใหญ่ที่อยู่ด้วยกัน เขามักจะเข้มงวดกวดขันเรื่องการเรียนของเธอเสมอ
เฉียวชิงอวี้ไม่ได้ต้องการทำตัวโดดเด่นเหนือใคร แต่การมีผลการเรียนที่ดีก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีเช่นกัน
อย่างน้อยที่สุด เวลาพูดถึงประวัติการศึกษาในอนาคต มันก็ดูสวยหรูและน่าภูมิใจ
ซูอวิ๋นเหยายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน "เฉียวชิงอวี้ คนฉลาดเขาไม่พูดอ้อมค้อมกันหรอก เธอมีความประทับใจต่อฉันไม่ค่อยดี และฉันเองก็รู้สึกแบบเดียวกันกับเธอ เธอมีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่ เรื่องนี้ทั้งเธอและฉันต่างก็รู้อยู่แก่ใจดี"
เฉียวชิงอวี้เบิกตากว้างทำท่าทางประหลาดใจ แววตาใสซื่อไร้เดียงสาราวกับลูกกวาง "ซูอวิ๋นเหยา เธอพูดเรื่องอะไร ที่มาที่ไปอะไรกัน ถึงแม้ตอนนี้ฐานวิจัยของเราจะดูสงบสุข แต่พวกคนเลวมันยังไม่ตัดใจง่ายๆ หรอกนะ เธอจะมาพูดจาซี้ซั้วแบบนี้ไม่ได้"
"หากไม่อยากให้ใครรู้ เว้นเสียแต่ว่าตนเองไม่ได้ทำ"
ซูอวิ๋นเหยาดูจะพอใจกับท่าทีของเฉียวชิงอวี้ในตอนนี้มาก เธอเอ่ยสำนวนนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมและจริงจัง ราวกับผู้พิพากษาที่กำลังตัดสินความผิด
แต่เฉียวชิงอวี้กลับหลุดหัวเราะพรืดออกมา "ซูอวิ๋นเหยา คำคำนี้เหมาะจะใช้กับตัวเธอเองมากกว่ามั้ง"
ใบหน้าของซูอวิ๋นเหยาแดงก่ำขึ้นมาทันที เธอรู้ดีว่าเฉียวชิงอวี้กำลังพูดเหน็บแนมถึงเรื่องการลอกเลียนผลงานในครั้งนั้น เธอขบกรามแน่นด้วยความโกรธ เธอรู้อยู่แล้วว่าการมาคุยกับเฉียวชิงอวี้ไม่มีทางที่จะจบลงด้วยดีหรือพูดคุยกันด้วยเหตุผลได้
อย่าว่าแต่กลัวเลย เธอเกลียดผู้หญิงคนนี้เข้าไส้จริงๆ
โดยเฉพาะปากเก่งๆ นั่น เธออยากจะหาเข็มมาเย็บปิดปากนั้นเสียให้รู้แล้วรู้รอด
"...ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ ถึงเขาจะบอกว่าการตีคนไม่ควรตบหน้า การด่าคนไม่ควรประจานจุดอ่อน แต่เธอเล่นพูดจาแปลกประหลาดขึ้นมาก่อนแบบนั้น มันจะทำให้คนอื่นเขาเข้าใจผิดเอานะ"
เฉียวชิงอวี้ไม่รอให้ซูอวิ๋นเหยาได้ทันตั้งตัวสวนกลับ เธอพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงฉะฉาน "ซูอวิ๋นเหยา ตกลงเธอต้องการจะพูดอะไรกันแน่?"
"เฉียวชิงอวี้ คนอื่นอาจจะตาบอดมองไม่เห็น แต่ฉันซูอวิ๋นเหยาไม่ได้ตาบอด ต่อให้เธอจะฉลาดแค่ไหน หรือมีความสามารถในการเรียนรู้เร็วปานใด แต่เธอ... ที่เป็นแค่สาวบ้านนอกขลุกอยู่แต่ในชนบทมาร่วมยี่สิบปี”
“จะมาเปลี่ยนไปราวกับคนละคนแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือได้ภายในเวลาแค่ปีเดียวแบบนี้ มันเป็นไปไม่ได้! จะบอกว่าเป็นการถอดร่างเปลี่ยนกระดูกก็ยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ"
ซูอวิ๋นเหยาลุกพรวดขึ้นยืน จ้องมองหน้าอีกฝ่ายเขม็ง "คนเราอาจจะแสร้งทำเป็นคนอื่นได้หนึ่งปี หรือสิบปี แต่ไม่มีทางที่จะเสแสร้งไปได้ตลอดชีวิตหรอกนะ เฉียวชิงอวี้ ฉันจะกระชากหน้ากากหนังมนุษย์ที่เธอสวมอยู่นี้ออกมาให้ทุกคนได้เห็นธาตุแท้ของเธอให้ได้ คอยดูเถอะ!"
"ประสาท!"
เฉียวชิงอวี้พ่นคำด่าสั้นๆ ออกมาเพียงสามพยางค์ แต่เจ็บแสบไปถึงทรวง
[จบบท]