บทที่ 295: หยิ่งผยองจนน่าหมั่นไส้
เด็กสาวคนนั้นนับวันยิ่งทำตัวเหลวไหลไร้เหตุผลมากขึ้นทุกที แต่คนเป็นแม่อย่างเธอจะทำอะไรได้?
หากพูดออกไปตามตรงว่ารอยแผลพวกนั้นเกิดจากฝีมือของเฮ่อจวนจวนที่หยิกทำร้ายตัวเอง เธอกลัวเหลือเกินว่าเฮ่อซิวอวี้และเฮ่อซิวเหวินจะยิ่งรังเกียจจนถึงขั้นตัดขาดพี่ตัดน้องกับน้องสาวเพียงคนเดียวของพวกเขาไปเลย
เธอไม่อาจปล่อยให้พี่น้องตระกูลเฮ่อต้องมาแตกหักกันจนมองหน้ากันไม่ติด
ในเมื่อเป็นแบบนั้น ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือเธอต้องก้มหน้ายอมรับความผิดนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว
ลูกเต้าก็เหมือนเจ้ากรรมนายเวร ชีวิตนี้ของเธอที่คนภายนอกมองว่าประสบความสำเร็จ แท้จริงแล้วมันคือความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
ด้วยความคิดที่วนเวียนกัดกินใจเช่นนี้ สีหน้าของเมิ่งซือฉีจึงดูไม่สู้ดีนัก เธอนั่งนิ่งก้มหน้าเงียบไม่พูดไม่จา ปล่อยให้ความทุกข์ระทมกัดกินความรู้สึกอยู่ภายใน
ฝ่ายเฮ่อซานเองก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าภรรยากำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่ เขาเพียงแต่คาดเดาไปเองว่าเธอคงกำลังคิดฟุ้งซ่าน
ตั้งสมมติฐานเรื่องไร้สาระขึ้นมาบั่นทอนจิตใจตัวเองเหมือนที่เคยเป็นมา เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปหา ทิ้งตัวลงนั่งเคียงข้างเมิ่งซือฉี ก่อนจะยื่นมือออกไปตบเบาๆ ที่ไหล่ของเธอเพื่อปลอบประโลม แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
“เรื่องที่มันผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปเถอะ ถึงยังไงเรื่องราวมันก็ดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว คุณดูสิ เด็กสองคนนั้นเขาก็มีชีวิตที่ดีมีความสุขกันขนาดไหน ในฐานะคนเป็นพ่อเป็นแม่”
“สิ่งที่เราต้องการที่สุดก็คือเห็นลูกๆ มีความสุขไม่ใช่หรือ อีกอย่างหนูชิงอวี้เองก็เป็นเด็กดีจริงๆ แถมเธอยังรู้ความ ไม่เข้ามาวุ่นวายให้คุณต้องขัดเคืองใจ เรื่องมันก็ลงตัวแบบนี้แล้ว เราก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามนี้ก่อนเถอะ...”
ความรู้สึกของเมิ่งซือฉีในยามนี้ช่างสับสนปนเป มันมีความอึดอัดคับข้องใจ ทว่าในขณะเดียวกันกลับมีความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาในหัวใจ ในท้ายที่สุดแล้ว คนที่เธอสามารถพึ่งพิงพักพิงใจได้กลับกลายเป็นเขา สามีที่เธอเฝ้าผูกใจเจ็บและขุ่นเคืองมาตลอดชีวิตคนนี้
พอลองมาทบทวนดูตอนนี้ เธอจะไปมัวเคียดแค้นชิงชังอะไรนักหนา?
ต่อให้ในอดีตเขากับหานเซียงหลานจะเคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งหรือมีเยื่อใยต่อกันแค่ไหน แต่ตั้งแต่วันที่หานเซียงหลานแต่งงานออกเรือนไป สองครอบครัวนี้ก็แทบไม่ได้ติดต่อข้องแวะกันอีกเลย
มีแต่เธอเองไม่ใช่หรือที่เอาแต่ระแวง คอยแต่จะจับแพะชนแกะ โยงเรื่องนั้นเรื่องนี้มาผูกเข้าด้วยกันจนวุ่นวายไปหมด!
***
ข่าวเรื่องที่ว่าตาแท้ๆ ของเฉียวชิงอวี้คืออู่ซิวข่าย มหาเศรษฐีผู้มั่งคั่ง ได้ล่วงรู้ไปถึงหูของซูอวิ๋นเหยาเข้าจนได้
ช่วงระยะหลังมานี้ ซูอวิ๋นเหยาต้องเผชิญกับเรื่องราวที่ถาโถมเข้ามาสร้างความตื่นตระหนกให้ไม่หยุดหย่อน ข่าวเก่ายังไม่ทันจะได้ย่อยให้หายตกใจ ข่าวใหญ่เรื่องชาติกำเนิดของเฉียวชิงอวี้ก็ตามมาซ้ำเติมอีกระลอก
ทว่าข่าวนี้เธอไม่ได้รู้มาจากคนในฐานวิจัย แต่เป็นพี่ชายของเธอเองที่โทรศัพท์ทางไกลมาเล่าให้ฟัง
คนระดับอู่ซิวข่ายไม่มีทางปิดบังข่าวเรื่องการตามหาทายาทที่พลัดพรากได้อยู่แล้ว
ตรงกันข้าม เขาแทบจะอยากป่าวประกาศให้คนทั้งโลกได้รับรู้ด้วยซ้ำ
การที่เขาเดินทางกลับมายังประเทศจีน ไม่ต้องพูดถึงแค่ในระดับเมืองอวิ๋นเฉิง เอาแค่ในระดับประเทศ การที่เขาเป็นบุคคลสำคัญถึงขนาดที่ท่านผู้นำระดับสูงยังต้องมาให้การต้อนรับ ย่อมทำให้แวดวงสังคมชั้นสูงต่างตื่นตัวและยินดีอ้าแขนรับเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวงสังคมพิเศษนี้อย่างกระตือรือร้น
ดังนั้น ข่าวลือที่แพร่สะพัดออกมาจึงเป็นเรื่องจริงที่เชื่อถือได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
และนั่นก็ทำให้ซูอวิ๋นเหยาถึงกับสติแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง
ภาพความทรงจำจากชาติที่แล้วผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง ซูอวิ๋นเหยาทรุดตัวลงนั่งยองๆ อยู่ตรงมุมห้อง มือทั้งสองข้างขยุ้มทิ้งดึงผมตัวเองอย่างแรงโดยไม่ห่วงภาพลักษณ์ นั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ตรงนั้น
แววตาของเธอเหม่อลอยและว่างเปล่า
ทำไมจู่ๆ เฉียวชิงอวี้ถึงได้กลายมาเป็นหลานสาวของมหาเศรษฐีระดับประเทศไปได้?
แม่ของเฉียวชิงอวี้กลายเป็นลูกสาวที่หายสาบสูญไปกว่าสี่สิบปีของตระกูลอู่อย่างนั้นหรือ?
ในชาติก่อนมันไม่เคยมีเรื่องบ้าบอแบบนี้เกิดขึ้นเลยนี่นา
ต่อให้ความจำของเธอจะเลอะเลือนไปบ้าง แต่เรื่องใหญ่โตระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินขนาดนี้ เธอไม่มีทางจำไม่ได้แน่ๆ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงที่รักความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมอย่างเฉียวชิงอวี้ ถ้าชาติที่แล้วหล่อนมีฐานะเป็นถึงหลานสาวเศรษฐีจริงๆ ป่านนี้คงจะเชิดหน้าชูคอวางก้าม อวดเบ่งบารมีจนผู้คนหมั่นไส้กันทั่วบ้านทั่วเมืองไปแล้ว
ดังนั้น เธอฟันธงได้เลยว่าในชาติที่แล้ว เรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ถ้าอย่างนั้น... ปัญหามันเริ่มผิดเพี้ยนไปตั้งแต่ตรงไหนกันแน่?
ซูอวิ๋นเหยานั่งขดตัวอยู่ที่มุมห้อง พยายามรวบรวมสติแล้วค่อยๆ ไล่เรียงเหตุการณ์ย้อนหลังทีละฉาก...
ไล่จากปัจจุบันย้อนกลับไป... ย้อนไปจนถึงตอนที่อู่ไท่พาคณะดูงานเดินทางมาที่อำเภออวี๋ซู่และคอมมูนเซี่ยซี
ใช่แล้ว! ในชาติที่แล้ว อู่ไท่ไม่ได้เจอกับเฉียวชิงอวี้!
จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องราวมันอยู่ตรงนี้นี่เอง
ซูอวิ๋นเหยาเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วในวินาทีนี้
ในตอนนั้นเธอก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย เมื่อก่อนเธออาจจะไม่ได้ใส่ใจรายละเอียด แต่พอมาย้อนนึกดูตอนนี้ ปฏิกิริยาของอู่ไท่ตอนเห็นหน้าเฉียวชิงอวี้ครั้งแรกนั้นตื่นตระหนกตกใจอย่างรุนแรง
รุนแรงถึงขนาดที่เขาตื่นเต้นจนเป็นลมล้มพับไปต่อหน้าต่อตาผู้คน
นั่นแปลว่าเฉียวชิงอวี้จะต้องมีหน้าตาที่เหมือนกับอาสะใภ้เล็กของอู่ไท่มากอย่างแน่นอน
คนโบราณเขาว่ากันว่ามีพันธุกรรมที่ถ่ายทอดข้ามรุ่นไม่ใช่หรือ?
พวกเขาตามหากันมาแทบพลิกแผ่นดินนานหลายสิบปีก็ไม่พบเบาะแส แต่พอมาเจอกันโดยบังเอิญแล้วเห็นคนที่หน้าตาเหมือนคนในครอบครัวขนาดนี้ จะไม่ให้พวกเขาสงสัยและให้ความสำคัญได้อย่างไร?
หลังจากนั้น ขั้นตอนการสืบสวนตรวจสอบดีเอ็นเอหรือหลักฐานต่างๆ ก็คงดำเนินไปตามกระบวนการ
เพียงแต่ไม่คิดเลยว่าจะใช้เวลานานขนาดนี้กว่าจะเปิดเผยออกมา
ตอนนี้เฉียวชิงอวี้มีเกราะกำบังเป็นสถานะหลานสาวมหาเศรษฐี การที่เธอคิดจะกระชากหน้ากากเปิดโปงธาตุแท้ของแม่นั่น คงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไปแล้ว
ซูอวิ๋นเหยารู้สึกราวกับเรี่ยวแรงทั้งหมดในร่างกายถูกสูบออกไปจนเกลี้ยง เธอนั่งแปะอยู่กับพื้น มุมปากยกยิ้มอย่างขมขื่น พระเจ้าอุตส่าห์ประทานโอกาสให้เธอได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ในบรรดาประชากรหลายพันล้านคน อาจจะมีแค่เธอคนเดียวที่ได้รับสิทธิพิเศษเหนือใครแบบนี้
แต่เธอกลับทำมันพัง... เธอใช้โอกาสนี้เปลืองเปล่าเหลือเกิน จนตอนนี้สถานการณ์รอบตัวเธอแทบจะเรียกว่าถูกโดดเดี่ยวจากทุกคน
ถ้าในมือของเธอไม่มีเครื่องยนต์ A-04 นี้อยู่ เธอคงกลายเป็นคนไร้ค่าไปแล้วใช่ไหม?
ถ้าอย่างนั้น... เธอควรจะงัดเอาไม้ตายอย่างอื่นออกมาอีกสักอย่างไหม สิ่งที่จะทำให้คนทั้งโลกต้องตื่นตะลึงและยอมสยบแทบเท้าเธอ?
ประกายตาของซูอวิ๋นเหยาค่อยๆ กลับมามีความหวังทีละน้อย
แต่แล้วจู่ๆ ก็เหมือนมีใครเอาน้ำเย็นจัดราดรดลงกลางศีรษะ เพราะความคิดของเธอดันไปสะดุดเข้ากับเรื่องจดหมายปริศนาฉบับนั้น เธออยากจะกรีดร้องออกมาให้สุดเสียงด้วยความหวาดกลัวและคับแค้นใจ
ตอนนี้ยืนยันได้ชัดเจนแล้วว่า คนที่เขียนจดหมายขู่เธอไม่ใช่สายลับ 'เหล่าซานอิง' อย่างที่เข้าใจ
แล้วตกลงมันเป็นใครกันแน่?
ตราบใดที่เธอยังลากคอไอ้หมอนั่นออกมาไม่ได้ ตราบใดที่มันยังลอยนวลอยู่ในมุมมืด เธอก็จำต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ก้าวเดินแต่ละก้าวอย่างหวาดระแวงเหมือนคนตาบอดคลำทาง
ซูอวิ๋นเหยาขบกรามแน่น เธอไม่มีเวลามามัวลังเลอีกต่อไปแล้ว เธอตัดสินใจว่าจะยอมเสี่ยงเดิมพันครั้งใหญ่ดูสักตั้ง
แน่นอนว่าครั้งนี้ เธอจะไม่แตะต้องผลงานวิจัยของเฮ่อซิวอวี้ และจะไม่ขโมยผลงานในอนาคตของฐานวิจัยเถิงไห่มาใช้ แต่เธอจะขอยืมเอา 'แนวคิด' จากต่างประเทศมาใช้แทนจะได้ไหม?
อย่างเช่น... คอมพิวเตอร์
สิ่งนี้แหละคือขุมทรัพย์มหาศาล
ถึงแม้เธอจะมองไม่เห็นภาพอนาคตที่ไกลไปกว่าช่วงเวลาที่เธอจากมา แต่ในยุคสมัยที่เธอเคยมีชีวิตอยู่ก่อนย้อนเวลากลับมา แม้คอมพิวเตอร์จะยังไม่ได้แพร่หลายถึงขั้นมีกันทุกบ้าน แต่ครอบครัวที่มีฐานะหน่อยก็เริ่มซื้อหากันมาใช้แล้ว
เครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปร่าง ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดทั่วทุกหัวระแหง
ต่อให้เธอจะหมกมุ่นอยู่แต่กับการแก่งแย่งชิงดีจนจิตใจบิดเบี้ยว แต่เธอก็คลุกคลีอยู่ในแวดวงฐานวิจัยมานานหลายสิบปี
เธอสามารถคาดการณ์ได้เลยว่า อนาคตข้างหน้าต้องเป็นยุคของคอมพิวเตอร์อย่างไม่ต้องสงสัย อ้อ... ใช่ แล้วก็ยังมีโทรศัพท์มือถืออีกอย่าง
ถ้าเธอสามารถช่วงชิงความได้เปรียบด้วยการเป็นผู้บุกเบิกสองสิ่งนี้ก่อนใคร ผลลัพธ์มันจะเป็นอย่างไรนะ?
ระหว่างสองสิ่งนี้ เธอควรจะเริ่มพัฒนาอะไรก่อนดี?
ในชาติที่แล้ว เธอเคยผ่านตาและสัมผัสข้อมูลพวกนี้มาไม่น้อย ถึงแม้จะไม่รู้ลึกถึงแก่นของเทคโนโลยี แต่ขอแค่เธอเสนอแนวคิดและหลักการทำงานวางลงบนโต๊ะประชุม ระดมสมองนักวิทยาศาสตร์หัวกะทิทั้งหลายมาช่วยกัน มีหรือที่จะวิจัยออกมาไม่ได้?
เมื่อคิดได้ดังนี้ ไฟในตัวของซูอวิ๋นเหยาก็ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาของเธอเป็นประกายวาววับ ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้นเหมือนเพิ่งฉีดสารกระตุ้นเข้าไป
อุตส่าห์ได้เกิดใหม่ทั้งที เธอจะยอมแพ้ง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้ ถ้าเธอสามารถผลักดันให้เกิดคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือขึ้นมาได้จริง ชื่อของเธอก็จะถูกจารึกไว้อย่างยิ่งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์
และอีกอย่าง... ซูอวิ๋นเหยาก็อยากจะวัดใจดูเหมือนกันว่า ไอ้คนปริศนาที่เขียนจดหมายมาขู่นั่น มันจะยังกล้าส่งจดหมายมาอีกไหม
ครั้งนี้เธอจะไม่กลัวหัวหดอีกแล้ว
ต่อให้ใครจะตราหน้าว่าเธอขโมยความคิดหรือลอกเลียนแบบ แต่เจ้าทุกข์ตัวจริงน่ะหรือ? อยู่ไกลถึงอีกฟากโลกโน่น พวกเขาจะทำอะไรเธอได้?
ความฮึกเหิมทำให้ซูอวิ๋นเหยาแทบอยากจะเงยหน้าหัวเราะเยาะเย้ยฟ้าดิน
เมื่อตัดสินใจได้เด็ดขาด เธอก็พร้อมจะลงมือทำทันที
จังหวะนั้นเอง เธอก็เงยหน้าขึ้นไปสบตาเข้ากับเสิ่นฮ่าวเจ๋อที่กำลังยืนจ้องมองเธอด้วยความตกตะลึงจนตาค้าง
เสิ่นฮ่าวเจ๋อตกใจจนทำอะไรไม่ถูกจริงๆ สภาพของซูอวิ๋นเหยาในตอนนี้ ผมเผ้ายุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิงเหมือนคนบ้า เธอยืนเท้าสะเอว แหงนหน้ามองฟ้า แล้วส่งเสียงหัวเราะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ออกมาอย่างน่าขนลุก
พอตั้งสติได้ เสิ่นฮ่าวเจ๋อก็เตรียมจะสับเท้าวิ่งหนีทันที
ในใจของเขานึกขอบคุณสวรรค์ที่ทำให้เขาเลิกหลงใหลผู้หญิงคนนี้ไปแล้ว ช่างเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดที่สุดในชีวิตจริงๆ
แต่ใครจะคาดคิด แม้เสิ่นฮ่าวเจ๋อจะมั่นใจว่าตนเองไหวตัวเร็วแล้ว แต่ซูอวิ๋นเหยากลับเร็วกว่า
ซูอวิ๋นเหยาในตอนนี้มีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างต่อเสิ่นฮ่าวเจ๋อ เธอเองก็อธิบายไม่ถูก รู้แต่เพียงว่า... ทุกครั้งที่เจอหน้าเขา เธออยากจะเห็นสีหน้าของเขาที่มองเธอด้วยความเกลียดชังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่กลับทำอะไรเธอไม่ได้
นายเกลียดฉันนักใช่ไหม?
นายขยะแขยงฉันมากสินะ?
นายมองว่าฉันเป็นคนเลวทรามต่ำช้าที่มีมลทินใช่ไหม?
ถ้าอย่างนั้น ฉันก็จะขอยืนขวางหูขวางตานายอยู่ตรงนี้แหละ!
ไวเท่าความคิด ซูอวิ๋นเหยาก้าวพรวดเข้าไปประชิดตัว พร้อมกับเอื้อมมือคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อโค้ทตัวยาวของเสิ่นฮ่าวเจ๋อเอาไว้แน่น
[จบบท]