บทที่ 3: บะหมี่ไข่ทำมือ
ย้อนความหลังกลับไปเมื่อฤดูหนาวปีที่แล้ว ตอนที่ลุงใหญ่ของเฮ่อซิวอวี้เสียชีวิต เฮ่อซานผู้เป็นพ่อจึงพาเขาเดินทางกลับไปร่วมพิธีศพที่บ้านเกิด
จังหวะนั้นเองเฉียวชิงอวี้คนเดิมดันบังเอิญไปเยี่ยมญาติฝั่งป้าที่หมู่บ้านตระกูลเฮ่อพอดี วินาทีแรกที่เธอได้สบตากับชายหนุ่มรูปงามอย่างเฮ่อซิวอวี้ หัวใจดวงน้อยก็ตกหลุมรักเข้าอย่างจัง
พอได้ยินจากปากป้าว่าสุดหล่อคนนี้คือลูกชายคนเล็กของเฮ่อซาน แถมยังโสดสนิท ความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที
เรื่องราวดราม่าในอดีตระหว่างเฮ่อซานกับแม่ของเธอไม่ใช่ความลับอะไร ชาวบ้านร้านตลาดในระแวกสิบหมู่บ้านแปดตำบลเขารู้กันทั่ว เฉียวชิงอวี้เองก็รู้เรื่องนี้ดี และด้วยความที่เป็นคนใจกล้าหน้าด้านเป็นทุนเดิม เธอจึงตัดสินใจบุกไปหาถึงบ้าน
ฝ่ายเฮ่อซานพอรู้ว่าเด็กสาวที่มาหาคือลูกสาวของหานเซียงหลาน อดีตคนรักเก่า ความรู้สึกผิดที่ฝังลึกในใจก็ตีตื้นขึ้นมาจนแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่
ยี่สิบเก้าปีผ่านไป หานเซียงหลานไม่เคยยอมรับความช่วยเหลือใดๆ จากเขา แม้แต่คำพูดสักคำก็ไม่ยอมเอ่ยด้วย เรื่องนี้จึงกลายเป็นปมในใจที่กัดกินความรู้สึกของเฮ่อซานมาตลอด
ดังนั้นเมื่อเจอลูกสาวของอดีตคนรักที่อายุเพียงสิบเจ็ดปี เฮ่อซานจึงไม่ได้ระแวดระวังสงสัยอะไรเลย เปิดโอกาสให้เธอแอบย่องเข้าห้องนอนของเฮ่อซิวอวี้ได้สำเร็จในคืนนั้นเอง...
เรื่องราวหลังจากนั้นกลายเป็นข่าวฉาวโฉ่ที่ดูไม่จืดเลยทีเดียว
หานเซียงหลานพอรู้ข่าวก็เป็นลมล้มพับไปทันที ส่วนพ่อของเฉียวชิงอวี้ก็ทั้งโกรธทั้งอาย ประกาศกร้าวว่าจะตีลูกสาวให้ตายคาไม้ ดีกว่าปล่อยให้แต่งงานเข้าบ้านตระกูลเฮ่อ
แต่สุดท้าย เฉียวชิงอวี้ก็ทำสำเร็จตามความต้องการ
ทั้งสองคนจดทะเบียนสมรสกัน และในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ เฮ่อซิวอวี้ก็จำต้องพาเธอเดินทางมายังดินแดนตะวันตกเฉียงเหนืออันห่างไกลแห่งนี้...
เฉียวชิงอวี้คนใหม่ยืนทบทวนความทรงจำในหัวพลางตากผ้าปูที่นอนและปลอกผ้านวมที่ซักจนสะอาดเอี่ยมไว้บนราวตากผ้าหน้าบ้าน จากนั้นเธอก็เริ่มลงมือจัดระเบียบห้องหับที่ตัวเองต้องอาศัยอยู่
เนื่องจากที่นี่เป็นเพียงบ้านพักชั่วคราว ข้าวของเครื่องใช้จึงมีไม่มากนัก เฟอร์นิเจอร์แทบจะนับชิ้นได้ แต่โชคดีที่เครื่องนอนยังใหม่เอี่ยม เตียงเตาแบบยาวปูด้วยเสื่อกกสานใหม่ดูสะอาดตา
ที่ผนังฝั่งตะวันตกมีตู้ไม้เก่าๆ วางอยู่ใบหนึ่ง ภายในตู้มีลูกอมนมตรากระต่ายขาวสองห่อใหญ่และขนมหน้าแตกอีกหนึ่งห่อ
ของพวกนี้เป็นเสบียงขนมขบเคี้ยวที่เจ้าของร่างเดิมตุนเอาไว้กินเล่น
สภาพภายในห้อง นอกจากโต๊ะเก่าๆ ตัวหนึ่งกับเก้าอี้โยกเยกอีกสองตัวแล้ว ก็ไม่มีสมบัติอะไรอื่นอีกเลย
ดูแล้วช่างอัตคัดขัดสนเสียเหลือเกิน เจ้าของร่างเดิมอุตส่าห์ยอมแตกหักกับครอบครัว ยอมให้คนเขานินทาว่าร้ายเพื่อหวังจะมาเสวยสุขเป็นคุณนาย แต่ใครจะไปคิดว่าสถานที่ที่สามีพามาอยู่จะกันดารยิ่งกว่าบ้านเกิดตัวเองเสียอีก
มิน่าล่ะ เจ้าของร่างเดิมถึงได้ผิดหวังอย่างรุนแรง และเอาแต่โวยวายบีบบังคับให้เฮ่อซิวอวี้พาเธอย้ายกลับไปอยู่ปักกิ่งให้ได้
เฉียวชิงอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อมองไปรอบๆ ที่นี่ดูลำบากจริงๆ นั่นแหละ
หลังจากจัดเสื้อผ้าเข้าที่เข้าทางแล้ว เธอก็เดินตรงเข้าไปในครัว แม้ว่ายุคนี้เรื่องปากท้องจะไม่ถึงกับอดอยาก
แต่แป้งสาลีเนื้อละเอียดก็ยังเป็นของปันส่วนที่แจกตามจำนวนคน แต่เมื่อสำรวจดู เธอก็พบว่าในครัวมีแป้งสาลีตราฟู่เฉียงอยู่ครึ่งกระสอบ กับข้าวฟ่างอีกถุงเล็กๆ
ในไหดินเผามีเต้าเจี้ยวหมักที่พี่สะใภ้หลี่แบ่งมาให้ ส่วนในตู้กับข้าวก็ยังมีไข่ไก่วางอยู่หลายฟอง เครื่องปรุงรสพวกน้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู ก็มีครบครันไม่ขาดเหลือ
เฉียวชิงอวี้ตัดสินใจลงมือทำบะหมี่ไข่เส้นสด เธอตักแบ่งใส่ชามใบใหญ่จนพูน แล้วประคองชามเดินมุ่งหน้าไปยังบ้านของพี่สะใภ้หลี่ที่อยู่ลานบ้านด้านหน้า
ที่หน้าประตูบ้าน เสี่ยวหู ลูกชายตัวน้อยของพี่สะใภ้หลี่กำลังนั่งยองๆ รอแม่ทำกับข้าวอยู่อย่างใจจดใจจ่อ ทันทีที่เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมาเห็นเฉียวชิงอวี้ เขาก็เบิกตาโตด้วยความตกใจ ก่อนจะแหกปากร้องไห้จ้าเสียงดังลั่น
"แงๆๆ คนนิสัยไม่ดี! คนนิสัยไม่ดีจะมาแย่งลูกอมผมกินอีกแล้ว..."
พี่สะใภ้หลี่ได้ยินเสียงลูกร้องก็รีบวิ่งหน้าตื่นออกมาจากในบ้าน พอเห็นว่าเป็นใคร เธอก็ทำหน้าไม่ถูก รีบดึงลูกชายเข้ามาหาตัวแล้วดุเบาๆ
"พูดจาเหลวไหลอะไรของลูก!"
เสี่ยวหูยังคงสะอึกสะอื้น ฟ้องแม่ด้วยความคับแค้นใจ
"ผมไม่ได้พูดเหลวไหลนะ น้าเฉียวแย่งลูกอมนมกระต่ายขาวของผมไปจริงๆ พอผมไม่ให้ น้าเขาก็หยิกผมด้วย ฮือๆ"
เรื่องที่เด็กน้อยพูดมานั้นเป็นความจริงทุกประการ แต่เฉียวชิงอวี้ในตอนนี้จะยอมรับได้ยังไง ขืนยอมรับไปมีหวังเอาหน้ามุดดินหนีแน่ๆ มันน่าอายเกินไปที่จะยอมรับว่าผู้ใหญ่ตัวโตๆ ไปแย่งขนมเด็กกิน
จำได้ว่าตอนที่พี่สะใภ้หลี่มาทวงถามเรื่องนี้ เจ้าของร่างเดิมก็ยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็งแบบกระต่ายขาเดียว
เฉียวชิงอวี้วางชามบะหมี่ใบใหญ่ลงบนโต๊ะไม้หน้าบ้าน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงใจและสำนึกผิด
"พี่สะใภ้หลี่คะ ขอบคุณพี่มากนะคะที่ช่วยชีวิตฉันไว้อีกครั้งในวันนี้ นี่เป็นบะหมี่ไข่ที่ฉันตั้งใจทำมาให้ค่ะ ถึงรสชาติอาจจะสู้ฝีมือพี่ไม่ได้ แต่มันคือน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากฉัน..."
พี่สะใภ้หลี่ถึงกับชะงักงัน ยืนมองเฉียวชิงอวี้ด้วยสายตาเหลือเชื่อ เธออ้าปากพะงาบๆ เหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็พูดไม่ออก นี่ใช่เฉียวชิงอวี้คนเดิมจริงๆ หรือ?
ทำไมถึงดูราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้?
"พี่สะใภ้หลี่คะ เมื่อก่อนฉันทำตัวไม่รู้ความ สร้างความเดือดร้อนให้พี่ต้องคอยเป็นห่วงอยู่เรื่อย ฉันต้องขอโทษจริงๆ นะคะ"
พี่สะใภ้หลี่ได้สติกลับมา รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน
"โอ๊ย... ขอทงขอโทษอะไรกัน ฉันก็แค่บังเอิญไปเจอเข้าพอดี จะให้เห็นคนกำลังจะตายแล้วไม่ช่วยได้ยังไงกันล่ะ"
เฉียวชิงอวี้ทำเสียงเครือเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยเริ่มมีน้ำใสๆ เอ่อคลอ
"นั่นก็เพราะพี่เป็นคนจิตใจดีไงคะ ถ้าวันนี้พี่สะใภ้หลี่มาไม่ทัน ป่านนี้ฉันคงไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว ขอบคุณพี่จริงๆ ค่ะ"
พี่สะใภ้หลี่เห็นท่าทางสำนึกผิดของอีกฝ่ายก็ใจอ่อนยวบ หน้าแดงก่ำด้วยความขัดเขิน
"โถ่ แม่คุณ... เลิกขอบคุณได้แล้ว ฉันไม่ได้คิดอะไรมากหรอก"
เฉียวชิงอวี้ลอบถอนหายใจในใจ พี่สะใภ้หลี่ช่างเป็นคนซื่อสัตย์และจิตใจงดงามจริงๆ
หญิงสาวล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบลูกอมนมตรากระต่ายขาวออกมาหนึ่งกำมือ แล้วยัดใส่มือป้อมๆ ของเสี่ยวหู เธอย่อตัวลงส่งยิ้มกว้างที่ดูอ่อนโยนให้เด็กน้อย
"เสี่ยวหูจ๊ะ นี่น้าเฉียวให้ลูกอมหนูนะ แต่หนูต้องสัญญาก่อนนะว่าจะเชื่อฟังแม่ และห้ามกินเยอะเกินไปรู้ไหม เดี๋ยวฟันผุ"
เสี่ยวหูจ้องมองลูกอมในมือสลับกับใบหน้าของน้าสาวด้วยดวงตากลมโตดำขลับเหมือนลูกองุ่น เด็กน้อยเริ่มสับสนในความทรงจำ หรือว่าเขาจะจำผิดไปจริงๆ คนที่แย่งขนมเขาอาจจะเป็นคนอื่นที่หน้าตาเหมือนน้าเฉียวก็ได้?
"พี่สะใภ้หลี่คะ งั้นฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ"
พูดจบเฉียวชิงอวี้ก็ไม่รอช้า รีบสาวเท้าเดินออกจากลานบ้านของหัวหน้าวิศวกรหลี่ทันที
กว่าพี่สะใภ้หลี่จะทันได้ตั้งตัว เฉียวชิงอวี้ก็เดินหายลับไปแล้ว
พี่สะใภ้หลี่หันมามองชามบะหมี่ไข่ที่ส่งกลิ่นหอมฉุยอยู่บนโต๊ะ เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความลังเล ก่อนจะตัดสินใจหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเส้นบะหมี่เข้าปาก ใจหนึ่งก็เตรียมใจไว้แล้วว่ารสชาติคงจะแย่จนกลืนไม่ลง
แต่ทว่า... ทันทีที่เส้นเข้าปาก ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
เส้นบะหมี่เหนียวนุ่มกำลังดี รสชาติไข่ไก่เข้มข้นกลมกล่อม น้ำซุปใสแจ๋วที่มีมันลอยฟ่องนั้นมีรสเค็มพอดีลิ้น พระเจ้าช่วย! นี่มันอร่อยจนเหลือเชื่อ
ใครจะไปคาดคิดว่า คุณนายเฉียวผู้เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อคนนั้น จะมีฝีมือปลายจวักระดับยอดเยี่ยมขนาดนี้!
พี่สะใภ้หลี่รีบยกชามบะหมี่ใบใหญ่เดินเข้าบ้านด้วยความดีใจ วันนี้ที่บ้านมีแค่เธอกับเสี่ยวหู ได้บะหมี่ไข่ชามโตขนาดนี้ มื้อเที่ยงนี้เธอก็สบายแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาทำกับข้าวอีก
ในใจของเธอก็อดชื่นชมไม่ได้ ดูเหมือนว่าแม่หนูเฉียวชิงอวี้คนนี้จะรู้จักโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาบ้างแล้วสินะ
***
บ้านพักชั่วคราวแห่งนี้ เดิมทีเคยเป็นหมู่บ้านเก่ามาก่อน สภาพพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ดินไม่ดี อากาศก็แปรปรวน
หลังจากที่ที่ดินและบ้านเรือนถูกเวนคืนเพื่อใช้เป็นพื้นที่ของฐานวิจัย ชาวบ้านเดิมต่างก็ดีใจจนเนื้อเต้นที่ได้ย้ายออกไปอยู่ที่คอมมูนเซี่ยซี ซึ่งมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้มาก
เวลานี้ ณ ลานบ้านทางทิศเหนือของเขตบ้านพัก หลิวเฉียวเหวิน ภรรยาของพ่อครัวซ่งแห่งโรงอาหารฐานวิจัย กำลังเขย่งปลายเท้าชะเง้อคอมองไปยังลานบ้านที่เฉียวชิงอวี้พักอาศัยอยู่
หลังจากสังเกตการณ์อยู่สักพัก เธอก็รีบคว้าจักรยานปั่นออกไปอย่างเร่งรีบ มุ่งหน้าไปยังคอมมูนเซี่ยซี เธอตรงไปที่โทรศัพท์สาธารณะ ต่อสายผ่านเจ้าหน้าที่โอนสายไปหลายต่อ จนกระทั่งปลายสายเชื่อมต่อไปถึงบ้านพักของที่ปรึกษาเฮ่อ
เมิ่งซือฉี ภรรยาของเฮ่อซานเป็นคนรับสาย ดูเหมือนว่าหลิวเฉียวเหวินจะเคยโทรรายงานเรื่องราวทำนองนี้ให้เมิ่งซือฉีฟังบ่อยครั้ง เธอจึงรัวคำพูดด้วยความรวดเร็ว
"ท่านผอ.เมิ่งคะ เมื่อเช้านี้เฉียวชิงอวี้ผูกคอตายอีกแล้วค่ะ แต่ครั้งนี้ก็ไม่ตายเหมือนเดิม พี่สะใภ้หลี่ไปช่วยไว้ได้ทัน... ส่วนเฮ่อซิวอวี้ก็กลับมาที่บ้าน”
“แต่เข้าไปได้ไม่ถึงสิบนาทีก็เห็นนั่งรถจิ๊บออกไปแล้วค่ะ พอตกเที่ยงฉันเห็นเฉียวชิงอวี้ยกชามบะหมี่ไปให้พี่สะใภ้หลี่กินด้วย..."
"หมดแล้วเหรอ?" ปลายสายถามเสียงเรียบ
"ค่ะ พอเห็นเธอเดินกลับเข้าบ้านไป ฉันก็รีบออกมาโทรศัพท์รายงานท่านนี่แหละค่ะ" หลิวเฉียวเหวินตอบเสียงประจบประแจง
เมิ่งซือฉีทำหน้าเรียบตึง กัดฟันกรอดเบาๆ ก่อนจะเอ่ยตัดบท
"เอาล่ะ เข้าใจแล้ว เธอกลับไปได้"
"เอ่อ... ท่านผอ.เมิ่งคะ แล้วเรื่องงานของน้องชายฉัน..." หลิวเฉียวเหวินรีบถามด้วยน้ำเสียงนอบน้อมยิ่งกว่าเดิม
เมิ่งซือฉีขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ "จะรีบร้อนอะไรนักหนา ตอนนี้ในสถาบันคนมันเต็มอยู่ มันก็ต้องรอจังหวะรอโอกาสกันบ้างสิ..."
"ค่ะๆ รบกวนท่านช่วยจำใส่ใจด้วยนะคะ งั้นฉันไม่รบกวนเวลาท่านแล้ว ถ้าทางนังเฉียวชิงอวี้มีความเคลื่อนไหวอะไรอีก ฉันจะรีบโทรมาแจ้งทันทีเลยค่ะ..."
เมิ่งซือฉีส่งเสียง "อืม" รับคำในลำคอเพียงสั้นๆ ก่อนจะวางหูโทรศัพท์ลง
ในขณะเดียวกันนั้นเอง เฮ่อซานก็ค่อยๆ เดินลงมาจากชั้นบนด้วยท่วงท่าเนิบนาบแต่สง่างาม เขาสวมเสื้อโค้ทผ้าสักหลาดสีเขียวทหาร รูปร่างสูงใหญ่ผึ่งผาย
แม้จอนผมจะมีสีขาวแซมให้เห็นบ้างตามวัยที่ล่วงเลยเข้าเลขห้า แต่เขาก็ยังดูแข็งแรงกระฉับกระเฉง โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่คมกริบดุจพญาเหยี่ยว ราวกับสามารถมองทะลุความคิดของคนได้เพียงแค่ปรายตามอง...
[จบบท]