บทที่ 330: กฎแห่งกรรมและผลลัพธ์ที่ตามมา
อู่ซิวเจี๋ยทอดสายตามองอู่หงที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า เขาเงียบงันไปครู่หนึ่งราวกับกำลังครุ่นคิดพิจารณาบางสิ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ขอบใจนะที่อุตส่าห์มาเยี่ยม ฉันไม่ได้มีบุญคุณเลี้ยงดูแกมา แต่ความรู้สึกดีๆ ที่แกมอบให้ครั้งนี้ ฉันขอรับไว้ก็แล้วกัน”
อู่หงชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคนั้น ทันใดนั้นน้ำเสียงของเขาก็สั่นเครือขึ้นมาด้วยความอัดอั้นตันใจ
“ถึงพ่อจะไม่ได้เลี้ยงดูผมมา แต่พ่อก็เป็นผู้ให้กำเนิดผม ถ้าไม่มีพ่อก็คงไม่มีผมในวันนี้ หากคนเราลืมรากเหง้าของตัวเอง ก็คงไม่ต่างอะไรกับพวกสัตว์เดรัจฉานหรอกครับ”
อู่ซิวเจี๋ยเลิกคิ้วมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ทว่ายากจะคาดเดาความหมาย เขาโบกมือเบาๆ เชิงตัดบท
“เอาล่ะ ฉันรู้แล้วว่าแกมาเยี่ยม รีบกลับไปเถอะ อย่าเอาตัวเข้ามาพัวพันจนต้องเดือดร้อนเพราะฉันเลย”
สิ้นคำเขาก็หันหลังกลับ ไม่สนใจที่จะสนทนาต่ออีก
อู่หงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเนิ่นนาน สายตาจจับจ้องแผ่นหลังของผู้ให้กำเนิดด้วยความรู้สึกหลากหลาย ก่อนจะตัดสินใจหันหลังเดินจากมา
แน่นอนว่าทุกการกระทำและทุกบทสนทนาของพวกเขา ล้วนถูกบันทึกและส่งรายงานกลับไปยังเบื้องบนอย่างละเอียดครบถ้วนทุกตัวอักษร
ทว่าทุกอย่างกลับดูปกติธรรมดาจนน่าแปลกใจ อู่หงเดินออกจากสถานกักกันลึกลับแห่งนี้โดยไร้อุปสรรคขัดขวาง จนกระทั่งก้าวพ้นประตูใหญ่ เขาถึงได้เริ่มฉุกคิดขึ้นมาว่า สถานที่ที่มีการคุ้มกันแน่นหนาเพียงนี้ เหตุใดเขาถึงได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้ง่ายดายนัก?
เรื่องนี้ย่อมต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลัง มิใช่เรื่องบังเอิญหรือโชคช่วย แต่อาจมีเหตุผลบางประการที่เขายังไม่อาจล่วงรู้ซ่อนอยู่ กระนั้นเขาก็ไม่ได้รู้สึกร้อนรน เพราะเชื่อเสมอว่าสรรพสิ่งในโลกล้วนดำเนินไปตามกฎแห่งกรรมและเหตุปัจจัย เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ดอกไม้ก็จะผลิบานด้วยตัวของมันเอง
ในเมื่อเขาไม่เคยประกอบกรรมชั่วให้ฟ้าดินลงโทษ เขาก็ไม่มีสิ่งใดต้องหวาดกลัว
***
ขณะเดียวกัน ณ เมืองอวิ๋นเฉิง
เฉียวชิงอวี้และเฮ่อซิวอวี้พาเด็กๆ ไปเที่ยวพักผ่อน ทั้งเดินชมสวนสัตว์ สวนสนุก และล่องเรือชมทิวทัศน์ริมแม่น้ำ เด็กๆ ดูจะตื่นเต้นและชื่นชอบสวนสัตว์มากเป็นพิเศษ เฮ่อซิวอวี้สะพายกล้องถ่ายรูปไว้ที่คอ คอยกดชัตเตอร์บันทึกภาพความทรงจำให้ทุกคนอย่างไม่รู้เบื่อ
ก่อนเดินทางกลับ พวกเขาแวะร้านถ่ายรูปเพื่อล้างอัดภาพแบบเร่งด่วน ยอมจ่ายเงินเพิ่มเป็นสองเท่าเพื่อให้ได้รับรูปภาพทั้งหมดทันเวลา
เฉียวชิงอวี้ฉุกคิดขึ้นได้ว่า เธอ เฮ่อซิวอวี้ รวมถึงหรงหรงและคนในครอบครัว ควรถ่ายรูปเก็บไว้ทุกปี เพื่อเป็นที่ระลึกถึงช่วงเวลาอันงดงามในอนาคต
เธอถ่ายรูปคู่กับเฮ่อซิวอวี้ไว้หลายใบ รวมถึงรูปเดี่ยวของหรงหรงและรูปหมู่ครอบครัว
แน่นอนว่าภาพถ่ายครอบครัวในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ย่อมขาดไม่ได้ รูปใบนั้นถูกล้างออกมาเรียบร้อยและถูกนำไปแขวนประดับไว้อย่างสวยงามบนผนังห้องรับแขกใหญ่ของบ้าน
ส่วนรูปถ่ายสัตว์ต่างๆ ในสวนสัตว์ถูกอัดเพิ่มมาอีกหลายใบ เฮ่อเสวี่ยหรงเก็บพวกมันใส่กระเป๋าเดินทางใบเล็กของตัวเองอย่างทะนุถนอม ด้วยตั้งใจจะนำไปฝากหลี่หมิงกวง
ระหว่างที่เฮ่อเสวี่ยหรงกำลังวิ่งเล่นอยู่หน้าประตู ฉู่อิงที่บังเอิญผ่านมาเห็นเข้าพอดีก็แสดงอาการดีใจจนเนื้อเต้น เมื่อได้รับอนุญาตจากเฉียวชิงอวี้ เธอก็พาเฟยเฟย โต้วโต้ว และเด็กๆ ทั้งสามคนออกไปวิ่งเล่นด้วยกันอย่างสนุกสนาน
ช่วงเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปไวเสมอ เพียงกะพริบตา เวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ก็หมดลงเสียแล้ว
ฉู่อิงเดินทางกลับปักกิ่งล่วงหน้า ส่วนเฉียวชิงอวี้ เฮ่อซิวอวี้ และหรงหรง เตรียมตัวเดินทางตามไปเพื่อพักที่นั่นสักสองสามวัน
คืนก่อนออกเดินทาง อู่เชี่ยนอวิ๋นมานอนเป็นเพื่อนลูกสาว
สองแม่ลูกนอนเบียดกันในผ้าห่มผืนอุ่นเหมือนวันวาน กระซิบกระซาบคุยกันด้วยความรักใคร่ อู่เชี่ยนอวิ๋นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ชิงอวี้เป็นเด็กดีนะลูก ถึงแม่จะเพิ่งได้สัมผัสตัวตนเขาไม่กี่วัน แต่แม่ก็ดูออกว่าเขาดีกับลูกมากจริงๆ สายตาและหัวใจของเขามีแต่ลูกเท่านั้น แถมทั้งหน้าตา การศึกษา และนิสัยใจคอก็ไร้ที่ติ”
“แม่พูดจากใจจริงไม่ได้แกล้งยอ เพราะฉะนั้นสิ่งที่แม่จะบอกลูกก็คือ เห็นแก่หน้าเฮ่อซิวอวี้ ลูกก็ช่วยอดทนและใจกว้างกับแม่ของเขา... เมิ่งซือฉีหน่อยนะ”
เฉียวชิงอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ความจริงแล้วเธอไม่ได้อยากรีบไปเจอเมิ่งซือฉีเร็วขนาดนี้ แต่ไม่อาจบอกความจริงกับแม่ได้ จึงได้แต่ตอบรับไปอย่างคลุมเครือ
“แม่ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ หนูไม่ใช่คนโง่นะ หนูจะไม่ทำให้ลุงเฮ่อกับเฮ่อซิวอวี้ต้องลำบากใจแน่นอน”
อย่างมากที่สุด เธอก็แค่ไปพักที่บ้านพักรับรอง แล้วปล่อยให้เฮ่อซิวอวี้พาหรงหรงกลับไปเยี่ยมบ้าน
สถานะของเธอกับเฮ่อซิวอวี้มีความแตกต่างกัน การที่เมิ่งซือฉีจะยอมรับในตัวเฉียวชิงอวี้ได้นั้น ยากยิ่งกว่าการที่แม่ของเธอยอมรับลูกเขยอย่างเฮ่อซิวอวี้เสียอีก กล่าวได้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ฝ่ายที่มักต้องยอมถอยและประนีประนอมก่อนเสมอคือฝ่ายหญิง
มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะลูกสาวแต่งงานออกเรือนไปอยู่บ้านคนอื่นแล้ว ในชนบทมีคำเปรียบเปรยที่ผู้เฒ่าผู้แก่ชอบพูดกัน แม้ฟังดูไม่รื่นหูแต่นับเป็นสัจธรรม นั่นคือ 'ลูกสาวแต่งออกไปแล้วก็เหมือนลาที่ถูกผูกไว้ที่รางหญ้าบ้านอื่น'
อู่เชี่ยนอวิ๋นย่อมไม่อยากให้ลูกสาวต้องไปเป็นที่รองรับอารมณ์ใคร
แต่ครั้นเจอกันแล้วต้องมานั่งปั้นปึ่งใส่กัน หรือมีเรื่องมีราวกัน ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ
เมื่อได้รับคำยืนยันจากเฉียวชิงอวี้ อู่เชี่ยนอวิ๋นก็พอจะเดาทางได้ลางๆ ว่าลูกสาวคงมีวิธีรับมือในแบบของตัวเอง เช่นนั้นก็ดีเหมือนกัน ลูกสาวของเธอคนนี้ยิ่งโตก็ยิ่งมีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่ ทำอะไรมีแบบแผนรอบคอบ เธอจึงวางใจได้
“ในเมื่อลูกรู้ความ แม่ก็จะไม่จู้จี้แล้ว กลับไปถึงซีชวนก็ดูแลตัวเองดีๆ นะ ไว้มีเวลาแม่จะไปเยี่ยมลูกที่นั่น ลูกสาวแม่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แถมยังได้เป็นถึงจอหงวนสายศิลป์ แม่ต้องไปดูมหาวิทยาลัยของลูกให้เห็นกับตา ถ้าเป็นสมัยก่อนนะ เขาต้องให้ขี่ม้าผูกดอกไม้แดงแห่รอบเมืองกันเลยทีเดียว”
“แม่คะ หนูได้ยินคุณตาบอกว่าหน้าร้อนนี้จะไปซีชวน ถ้าถึงตอนนั้นแม่ก็ไปด้วยกันสิคะ ถึงคุณตาจะมีคนคอยดูแล แต่ถ้ามีแม่อยู่ข้างๆ ท่านคงดีใจกว่าแน่ๆ แล้วแม่กับพ่อก็จะได้ไปดูที่ดินที่หนูรับเหมา ไปดูแปลงหญ้าข้าวบาร์เลย์กับไม้สุ่ยหยางที่หนูปลูกด้วย”
อู่เชี่ยนอวิ๋นพยักหน้าหงึกหงักอย่างกระตือรือร้น เธอตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องไปดูให้ได้
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ทุกคนต่างมีชีวิตและหน้าที่การงานของตน เฮ่อซิวอวี้พาเฉียวชิงอวี้และหรงหรงเดินทางออกจากเมืองอวิ๋นเฉิง ขึ้นรถไฟมุ่งหน้าสู่ปักกิ่ง
การเดินทางครั้งนี้ราบรื่นไม่ต้องต่อรถไฟให้ยุ่งยาก รถไฟแล่นตรงเข้าสู่สถานีปักกิ่ง แม้พวกเขาไม่ได้โทรศัพท์แจ้งทางบ้านล่วงหน้า แต่กลับต้องประหลาดใจเมื่อเห็นเสี่ยวอู๋มายืนรอรับอยู่ที่ชานชาลา
เสี่ยวอู๋รีบกุลีกุจอเข้ามาช่วยยกสัมภาระ พลางเอ่ยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“ผู้เฒ่าเฮ่อบ่นถึงพวกคุณมาหลายวันแล้วครับ แต่ท่านไม่อยากโทรไปรบกวน ท่านบอกว่าหัวหน้าเป็นคนมีแผนการชัดเจน ไม่ชอบทำอะไรนอกแผน ถ้าบอกว่าจะกลับวันนี้ก็ต้องถึงวันนี้แน่นอน ดูสิครับ ไม่ผิดเลยจริงๆ ผู้เฒ่าเฮ่อนี่รู้ใจหัวหน้าที่สุดเลยนะครับ”
เฉียวชิงอวี้หันไปสบตาเฮ่อซิวอวี้ ส่งสายตาเป็นเชิงถามว่า 'สรุปแล้วฉันต้องไปพักที่บ้านพักรับรอง หรือจะให้ตามคุณกลับบ้าน?'
เฮ่อซิวอวี้ลังเลเพียงชั่วครู่ ก่อนจะระบายยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น
“ผมมีเอกสารข้อมูลกับตัวเลขบางอย่างที่ต้องรีบเอาไปส่งให้สำนักงานใหญ่ของฐานวิจัยที่นี่พอดี ผมคงต้องแวะไปที่สำนักงานสาขาก่อน...”
เสี่ยวอู๋ชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็รีบปรับสีหน้ากลับมายิ้มแย้มอย่างรวดเร็ว
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ครับ ผมจะไปส่งพวกคุณที่สำนักงานสาขาของฐานวิจัยก่อน”
เฉียวชิงอวี้ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ยังไม่รู้เลยว่าท่าทีของเมิ่งซือฉีจะเป็นอย่างไร ขืนดุ่มๆ เข้าไปที่บ้านตระกูลเฮ่อตอนนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องดี
อีกประการหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเฮ่อเสวี่ยหรงเองก็ไม่ชอบย่าของเธอ ตลอดทางที่นั่งรถมา เด็กน้อยเอามือกำชายเสื้อของเฉียวชิงอวี้ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
นี่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเด็กน้อยเลือกยืนอยู่ข้างเฉียวชิงอวี้
เฮ่อซิวอวี้รู้สึกปวดศีรษะตุบๆ จนต้องยกมือขึ้นนวดขมับ ทว่าแววตาของเขากลับฉายแววเย็นชา
ถึงแม้รอยฟกช้ำดำเขียวบนตัวของหรงหรงจะเป็นฝีมือของน้องสาวเขา แต่คนเป็นแม่จะไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ หรือ?
ในเรื่องนี้ เขายอมรับว่ายังคงมีตะกอนความไม่พอใจในตัวมารดาหลงเหลืออยู่
และมันไม่ใช่แค่เพราะเรื่องของเฉียวชิงอวี้เท่านั้น
แต่ถึงกระนั้น เขาก็จำเป็นต้องกลับไปที่บ้าน เพราะปู่กับย่าของเขาเดินทางมาที่นี่ด้วย
ตลอดการเดินทางไม่มีใครเอ่ยสิ่งใดอีก ไม่นานรถก็แล่นมาถึงสำนักงานสาขาของฐานวิจัยเถิงไห่ประจำปักกิ่ง ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากสำนักงานใหญ่นัก
[จบบท]