บทที่ 345: ฉันจะปรับปรุงตัว
“เพราะแบบนี้คุณก็เลยรับเอาเรื่องแย่ๆ ทั้งหมดไปแบกรับไว้คนเดียว แล้วต้องการให้ลูกชายของเราเข้าใจว่าเป็นฝีมือของคุณอย่างนั้นเหรอ”
เฮ่อซานชี้นิ้วไปที่ภรรยาด้วยความเหลืออด เขาจนปัญญาไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดกับเมิ่งซือฉีดี ความรู้สึกอัดอั้นตันใจมันจุกอยู่ที่อก ไม่ใช่เพราะโกรธเคืองแต่เป็นความไม่เข้าใจในการกระทำที่สิ้นคิดเช่นนี้
เมิ่งซือฉีรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน น้ำเสียงของเธอสั่นเครือและเจือไปด้วยความเว้าวอน
“จะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกแล้ว วันนี้แกก็ได้รับบทเรียนไปแล้ว ให้โอกาสแกสักครั้งเถอะนะ คุณก็เห็นแล้วนี่ว่าแกยอมขอโทษหรงหรงแล้ว”
เธอยังคงพยายามแก้ต่างให้ลูกสาวอย่างสุดความสามารถ ก่อนจะหันไปมองลูกชายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
“ลูกแม่... ลูกอย่าเพิ่งคิดมากไปเลยนะ เอาไว้พรุ่งนี้แม่จะคุยกับเฮ่อจวนจวนให้รู้เรื่องเอง”
หลังจากพูดจาอ้อมค้อมอยู่นาน ในที่สุดเฮ่อซิวอวี้ก็ยอมเอ่ยประโยคที่เมิ่งซือฉีรอคอยที่จะได้ยิน ตอนนี้เมิ่งซือฉีที่เพิ่งผ่านฝันร้ายอันแปลกประหลาดมา ทำให้เธอรู้สึกรักและหวงแหนลูกชายคนนี้อย่างท่วมท้นจนแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
เธอรีบคว้ามือของเฮ่อซิวอวี้มากุมไว้แน่น น้ำตาเม็ดโตไหลพรากอาบสองแก้มราวกับทำนบแตก
“ซิวอวี้ ลูกชายคนเล็กของแม่... ลูกอย่ารังเกียจน้องสาวของลูกเลยนะ แกยังเด็กและไม่รู้ความ ค่อยๆ สอนกันไปเดี๋ยวแกก็ดีขึ้นเอง”
“ลูกวางใจเถอะ ต่อไปแม่จะไม่เข้าไปยุ่มย่ามเรื่องของลูกอีกแล้ว ที่แม่พูดนี่ไม่ได้ต้องการจะเอาใจลูกนะ แต่แม่พูดจากใจจริง... เฉียวชิงอวี้เธอเป็นผู้หญิงที่ดีมากจริงๆ ลูกสองคนเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยกเลยล่ะ”
เมื่อได้ยินภรรยาพูดออกมาเช่นนี้ เฮ่อซานก็เริ่มมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขารู้สึกโล่งใจและปลาบปลื้มใจอย่างบอกไม่ถูกที่เมิ่งซือฉีคิดได้เสียที
เฮ่อซิวอวี้มองดูมารดาด้วยความรู้สึกหลากหลาย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“แม่ครับ ผมเองก็ไม่คิดว่าร่างกายของแม่จะมีโรคภัยรุมเร้าเยอะขนาดนี้ ช่วงนี้แม่ต้องพักผ่อนรักษาตัวให้ดีนะครับ”
“ซิวอวี้ พรุ่งนี้ลูกต้องหาเวลาไปคุยกับน้องสาวของลูกให้รู้เรื่องนะ ปกติแกกลัวพี่ชายคนโตมาก แต่กับลูก... แกทั้งรักและติดลูกมาตลอด ถ้าเป็นคำพูดของลูก จวนจวนจะต้องเชื่อฟังแน่นอน”
เฮ่อซิวอวี้พยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น
“แม่พักผ่อนเถอะครับ พรุ่งนี้ผมจะไปคุยกับเธอเอง”
ฤทธิ์ยาเริ่มออกผลแล้ว เฮ่อซิวอวี้สังเกตเห็นว่าเมิ่งซือฉีกำลังพยายามฝืนลืมตาต้านความง่วงงุนอย่างเต็มที่ ดวงตาของเธอยังคงจ้องมองไปที่เฮ่อซานอย่างมีความหมาย เหมือนต้องการคำยืนยันบางอย่าง
เฮ่อซานถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเพื่อให้เธอสบายใจ
“คุณวางใจเถอะ ผมจะไม่ตีและจะไม่ดุด่าว่ากล่าวแกหรอก ยังไงแกก็เป็นลูกสาวคนเดียวของเรา ผมเองก็รักและเอ็นดูแกไม่น้อยไปกว่าคุณหรอกนะ”
ในที่สุดเมิ่งซือฉีก็ได้ยินคำมั่นสัญญาที่เธอต้องการ ความกังวลที่แบกไว้ถูกยกออกไป ร่างกายที่เกร็งเครียดมาตลอดทั้งวันเริ่มผ่อนคลายลง ความง่วงงุนมหาศาลถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์ แต่ก่อนที่สติจะหลุดลอยเข้าสู่ห้วงนิทรา เธอยังพยายามรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายเอ่ยขึ้นมาว่า
“เหล่าเฮ่อ... ฉันเองก็มีส่วนผิด โดยเฉพาะกับพ่อและแม่ของคุณ... คุณอย่าโทษฉันเลยนะ ฉันจะปรับปรุงตัว ฉันจะแก้ไขมันอย่างแน่นอน...”
สิ้นเสียงแผ่วเบานั้น เมิ่งซือฉีก็ดำดิ่งสู่การหลับใหล ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ คิ้วที่เคยขมวดมุ่นคลายออก แสดงให้เห็นว่าเธอหลับไปอย่างหมดห่วง
เฮ่อซานบรรจงจับมือของภรรยาสอดเข้าไปใต้ผ้าห่มอย่างทะนุถนอม วินาทีนั้นเขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมานี้ ภรรยาของเขาซูบผอมลงไปมากเพียงใด
เฮ่อซิวอวี้เดินออกจากห้องของพ่อแม่ ฝีเท้าที่ก้าวขึ้นบันไดแต่ละขั้นหนักแน่นแต่เงียบกริบ เมื่อผลักประตูห้องนอนเข้าไป เขาก็พบกับภาพที่ทำให้หัวใจอบอุ่นขึ้นมาทันที บนเตียงนอนมีก้อนผ้าห่มนูนๆ และมีภรรยาตัวน้อยแสนสวยซุกตัวซ่อนอยู่ภายในนั้น
เขาถอดเสื้อตัวนอกออก ถูฝ่ามือไปมาเพื่อไล่ความเย็น ก่อนจะปิดประตูห้องให้สนิทแล้วมุดตัวเข้าไปในผ้าห่มผืนเดียวกัน เหลือบตามองนาฬิกาบนผนัง เข็มสั้นชี้บอกเวลาว่าล่วงเลยห้าทุ่มไปแล้ว
ไฟในห้องถูกปิดลง ความมืดเข้าปกคลุม เฮ่อซิวอวี้รวบตัวเฉียวชิงอวี้เข้ามาตระกองกอดไว้ในอ้อมแขนอย่างที่ทำเป็นประจำทุกคืน
ทั้งสองคนต่างนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ซึมซับไออุ่นจากร่างกายของกันและกัน สำหรับเฮ่อซิวอวี้แล้ว เขาเคยชินกับการที่จะเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้เฉียวชิงอวี้ฟัง เขาจึงเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืดว่า
“ผมคิดว่าที่แม่อารมณ์แปรปรวนและเครียดสะสม ไม่น่าจะใช่แค่เพราะปู่กับย่ามาที่นี่หรอก แต่มันต้องมีเรื่องอื่นเกี่ยวกับเฮ่อจวนจวนแน่ๆ”
เฉียวชิงอวี้ครุ่นคิดตามอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้
“คุณพูดแบบนี้ฉันก็นึกขึ้นมาได้ ตอนที่ฉันไปที่เมืองหนานกั่งครั้งล่าสุด สหายสุยจวินเคยเล่าให้ฉันฟังว่า น้องสาวของคุณเคยไปหาเขา แล้วก็ไปเปิดบริษัทอะไรสักอย่าง ได้ยินว่ากิจการไปได้สวยทีเดียว ถึงขนาดไปเปิดสาขาเพิ่มที่ปักกิ่งด้วย แต่แปลกนะ... ทำไมกลับมาคราวนี้ถึงเงียบกริบ ไม่เห็นพูดถึงเรื่องนี้เลย”
เฮ่อซิวอวี้ขมวดคิ้วมุ่นในความมืด เขาถอนหายใจยาวออกมาอย่างกลัดกลุ้ม ยอมรับกับตัวเองว่าเขาละเลยรายละเอียดหลายอย่างไปจริงๆ ดูท่าทางแล้วพ่อของเขาเองก็คงไม่รู้เรื่องนี้เหมือนกัน ไม่แน่ว่าไอ้บริษัทกระเป๋าหิ้วที่น้องสาวเขาทำอยู่นั้นอาจจะเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นแล้วก็ได้
ชายหนุ่มยื่นมือออกไปดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมไหล่ให้ภรรยา กระชับอ้อมกอดดึงร่างนุ่มนิ่มให้แนบชิดอกแกร่งมากยิ่งขึ้น
เสียงของเขาเริ่มงัวเงียและแผ่วเบาลง
“เอาไว้พรุ่งนี้ผมจะลองไปคุยกับเธอเลียบๆ เคียงๆ ดู... เอาล่ะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว นอนพักผ่อนกันเถอะ”
ราตรีค่อยๆ เคลื่อนคล้อยดึกสงัดลงเรื่อยๆ ทว่าภายในห้องกลับอบอุ่นด้วยระบบทำความร้อน คู่สามีภรรยาไม่ได้ทำกิจกรรมอื่นใดนอกจากนอนกอดก่ายกัน และไม่นานก็จมดิ่งสู่ห้วงความฝันไปพร้อมกัน
เช้าวันรุ่งขึ้น
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย เฮ่อซานกับผู้เป็นพ่อก็พาหรงหรงออกไปเดินเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์ วันนี้แสงแดดสดใสสาดส่องไปทั่วบริเวณ หิมะในตัวเมืองละลายหายไปจนหมดสิ้นแล้ว แม้จะยังไม่เห็นใบไม้เขียวขจี แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าต้นหยางเริ่มแตกตาตุ่มเล็กๆ ออกมาแล้ว
ธรรมชาติเพียงแค่รอคอยสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านมาอีกระลอก กิ่งก้านเหล่านี้ก็จะพร้อมใจกันผลิใบสีเขียวชอุ่มชวนมองให้คนได้ชื่นใจ
บรรยากาศเช่นนี้ช่างแตกต่างจากทางใต้อย่างสิ้นเชิง
โดยเฉพาะพื้นที่ทางตอนเหนือ ฤดูใบไม้ผลิมักจะมาเยือนผืนแผ่นดินเพียงชั่วข้ามคืนราวกับปาฏิหาริย์
เมื่อช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา เฮ่อซานได้ดัดแปลงห้องเก็บของให้กลายเป็นเรือนกระจกขนาดเล็กสำหรับเพาะปลูก
ภายในนั้นปลูกผักที่เฉียวชิงอวี้ให้เมล็ดพันธุ์มา
ผักเหล่านั้นเจริญงอกงามดีทีเดียว แม้จะเก็บกินไปเกือบหมดแล้ว แต่ต้นกุยช่ายและต้นกระเทียมยังคงชูใบเขียวสดใสเต็มแปลง
ทางด้านเมิ่งซือฉี หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ พยาบาลจากโรงพยาบาลก็เข้ามาฉีดยาให้ตามกำหนด ไม่นานเธอก็หลับลึกไปอีกครั้ง
เฮ่อซิวอวี้แยกตัวไปคุยกับเฮ่อจวนจวนตามที่รับปากไว้
ส่วนเฉียวชิงอวี้ก็พาแม่เฒ่าเฮ่อตรงดิ่งไปยังห้องเก็บของที่ดัดแปลงเป็นเรือนกระจก
ในมือของเธอมีเมล็ดพันธุ์ 'หญ้าอานเสิน' อยู่จำนวนไม่น้อย ในตระกูลเฮ่อมีผู้สูงอายุวัยเกินห้าสิบปีถึงสี่คน
แม้เฮ่อซิวอวี้จะไม่ได้เอ่ยปากขอ แต่เฉียวชิงอวี้คิดว่านี่เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอควรทำและทำได้ง่ายๆ
เธอทำท่าทางลึกลับซับซ้อนกระซิบกระซาบกับแม่เฒ่าเฮ่อว่า
“คุณย่าคะ หญ้าอานเสินนี่สรรพคุณวิเศษมากเลยนะคะ ตาของหนูเป็นโรคนอนไม่หลับเรื้อรังมาหลายสิบปี แต่พอใช้หญ้าอานเสินนี้ อาการหายเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ”
“ถ้าเราปลูกตอนนี้ อีกแค่สัปดาห์เดียวมันก็จะงอกแล้ว เลี้ยงง่ายมากๆ พอใบมันโตเต็มที่ เราก็แบ่งไปวางไว้ในห้องคุณย่าสักสองกระถาง ส่วนที่เหลือก็เอาไปไว้ในห้องของพ่อกับแม่ ช่วยบำรุงสุขภาพได้ดีเยี่ยมเลยล่ะค่ะ”
ไม่ใช่ว่าแม่เฒ่าเฮ่อจะเป็นคนงมงาย แต่หลังจากได้พบกับผู้เฒ่าอู่แห่งตระกูลอู่ ท่านก็รู้ทันทีว่าชายผู้นั้นไม่ใช่คนธรรมดา และของที่สามารถรักษาอาการป่วยของคนระดับนั้นได้ ย่อมต้องเป็นของวิเศษหายากแน่นอน แม่เฒ่าเฮ่อมองออกว่าเฉียวชิงอวี้เป็นเด็กดีกตัญญู ขนาดคนแก่อย่างนางก็ยังได้รับความห่วงใยจากหลานสะใภ้คนนี้
แม่เฒ่าเฮ่อลงมือช่วยเฉียวชิงอวี้หย่อนเมล็ดพันธุ์ลงดินด้วยความทะนุถนอม เลือกวางกระถางไว้ในจุดที่มีอุณหภูมิเหมาะสมที่สุด
เรื่องการดูแลพืชผักต้นไม้ สำหรับแม่เฒ่าเฮ่อแล้วถือเป็นงานถนัดระดับเซียนเลยทีเดียว
“คุณย่าไม่ต้องกังวลนะคะ เจ้าต้นนี้มันทนทานมาก พอโตแล้วใบจะเขียวชอุ่ม ไม่ว่าจะเป็นใบหรือดอก กลิ่นของมันจะทำให้คนเรารู้สึกผ่อนคลายสบายตัวเป็นที่สุดเลยค่ะ”
“ของดีจริงๆ เลยนะเนี่ย ต่อให้เลี้ยงง่าย ย่าก็จะดูแลมันอย่างดีที่สุด อย่างน้อยย่าก็มีอะไรทำแก้เบื่อบ้างแล้ว”
ถึงแม้ตอนนี้เฉียวชิงอวี้จะยึดอาชีพเกษตรกร แต่ถ้าพูดกันตามตรง ฝีมือการดูแลประคบประหงมพืชผักของเธอยังเทียบชั้นกับหญิงชราตรงหน้าไม่ได้เลย
ที่เธอทำสำเร็จมาได้ก็เพราะมีเมล็ดพันธุ์คุณภาพเยี่ยมและมีคนงานคอยช่วยดูแล
เชื่อได้เลยว่า หญ้าอานเสินชุดนี้เมื่ออยู่ในความดูแลของแม่เฒ่าเฮ่อ จะต้องเจริญงอกงามกิ่งก้านใบดกหนาอย่างแน่นอน
ตอนที่ออกจากเมืองอวิ๋นเฉิง เฉียวชิงอวี้ได้มอบเมล็ดพันธุ์หญ้าอานเสินหนึ่งจินให้กับเฉียวจื้อไฉ
เธอกำชับให้พ่อหาที่เหมาะๆ ปลูกมันลงไป ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเอาไปขาย แค่ปลูกให้งามแล้วให้ผู้เฒ่าเฮ่อเอาไปเป็นของฝากสร้างคอนเนกชัน ก็ถือว่าเป็นของกำนัลที่ล้ำค่ามากแล้ว
ของแบบนี้ ถ้าไม่ลองใช้เองก็คงไม่รู้ แต่พอได้ลองแล้วรับรองว่าต้องตกใจในสรรพคุณ
แถมยังไม่มีผลข้างเคียงใดๆ อีกด้วย
แต่เฉียวชิงอวี้ไม่ได้แบ่งเมล็ดพันธุ์ไว้ให้แม่เฒ่าเฮ่อเก็บไว้ เพราะสภาพอากาศทางเหนือไม่เหมือนทางใต้ เมล็ดที่ให้พ่อไปนั้นสามารถหว่านลงดินได้เลยในวันรุ่งขึ้น
แต่ที่นี่ต้องปลูกในโรงเรือนควบคุมอุณหภูมิเท่านั้น ขืนเก็บรักษาไม่ดี เมล็ดอาจจะฝ่อและไม่งอกได้ ดังนั้นเธอและแม่เฒ่าเฮ่อจึงช่วยกันเตรียมรางไม้หนึ่งรางกับกระถางอีกห้าใบ และปลูกลงไปกว่าร้อยต้น
แค่นี้ก็เพียงพอต่อความต้องการใช้งานแล้ว
หลังจากจัดการเรื่องหญ้าสมุนไพรเสร็จ ทั้งสองก็ช่วยกันรดน้ำต้นกระเทียม เห็นแปลงผักกาดขาวต้นเล็กๆ ที่ดูอวบน้ำน่ากิน กับผักปวยเล้งสีเขียวสดใสแล้วก็ชื่นใจ
[จบบท]