บทที่ 368: คนพาลที่รังแกคนอ่อนแอ
ทว่าไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุผลกลใด หวังเหมยกลับไม่กล้าสบตาประสานกับสายตาของเฉียวชิงอวี้ตรงๆ เธอทำทีเป็นมองไปทางอื่น แต่ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นกลับดัดจริตจนฟังดูเกินจริงไปมากโข
“แหม... ชิงอวี้กลับมาแล้วเหรอจ๊ะเนี่ย ถ้าคนในหมู่บ้านไม่คาบข่าวมาบอกป้า ป้าก็คงไม่รู้เรื่องเลยนะว่าหลานกลับมาถึงแล้ว”
เฉียวชิงอวี้ปรายตามองหญิงวัยกลางคนตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย ก่อนจะกระตุกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ดูคล้ายจะไม่ยิ้ม จากนั้นจึงเอ่ยทักทายกลับไปด้วนน้ำเสียงราบเรียบ
“ป้าสะใภ้รอง ไม่เจอกันแค่ไม่กี่เดือน มีกำไลทองใส่แล้วเหรอคะ”
สิ้นเสียงคำทักทายของหญิงสาว สายตาของทุกคนในลานบ้านก็พุ่งเป้าไปที่ข้อมือของหวังเหมยเป็นตาเดียว และก็เป็นอย่างที่เฉียวชิงอวี้พูดจริงๆ บนข้อมืออวบอูมนั้นมีกำไลทองคำส่องประกายวาววับสะท้อนแสงแดดแยงตาผู้คน
ทว่าเพียงครู่เดียวเจ้าตัวก็รีบดึงแขนเสื้อลงมาปิดไว้อย่างรวดเร็ว หวังเหมยเบะปากทำท่าทางไม่ยี่หระพลางโต้ตอบกลับมา
“ทำไมล่ะ ยะโสโอหังกันจริงนะ อนุญาตให้พวกเธอใส่ทองหยองได้คนเดียวหรือไง จะไม่ให้ป้าใส่กำไลทองสักวงเลยเหรอ”
“หนูไม่ได้บอกว่าไม่ให้นี่คะ หนูก็แค่กำลังพูดเปรยๆ ว่าป้าสะใภ้รองในตอนนี้ดูไม่เหมือนเมื่อก่อนเลย ท่าทางจะร่ำรวยขึ้นมาแล้วสินะคะ” เฉียวชิงอวี้ยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่ง รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงประดับอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ทว่าคำพูดประโยคนั้นกลับไปสะกิดต่อมโมโหของหวังกุ้ยฮวาเข้าอย่างจัง ป้าสะใภ้ใหญ่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธจัดจนแทบจะพุ่งเข้าไปฉีกอกอีกฝ่าย
“หวังเหมย! นังคนไร้จิตสำนึก มีเงินซื้อกำไลทองมาใส่โชว์ชาวบ้าน แต่กลับไม่มีเงินใช้หนี้ฉันงั้นเหรอ คิดว่าเงินของบ้านฉันมันลอยมากับสายลมหรือไงฮะ”
“กำไลทองวงนี้ฉันไม่ได้ซื้อย่ะ มีคนเขาให้ฉันมาต่างหาก”
หวังเหมยกลอกตามองบนอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่แยแสต่อความโกรธเกรี้ยวของพี่สะใภ้แม้แต่น้อย
“อีกอย่างนะ เรื่องติดหนี้ติดสินอะไรนั่น ฉันไม่ได้เป็นคนก่อสักหน่อย นั่นมันหนี้ของเฉียวจื้อไห่ต่างหาก ถามหน่อยเถอะว่าเฉียวจื้อไห่เป็นคนแซ่เฉียวของพวกเธอไม่ใช่หรือไง มาทวงเงินกับฉันทำไม ประสาทกลับหรือเปล่า”
โดยเนื้อแท้แล้วหวังกุ้ยฮวาก็จัดว่าเป็นหญิงแกร่งปากกล้าคนหนึ่งในหมู่บ้าน สมัยสาวยังรุ่นๆ ไม่ค่อยมีใครกล้ามาตอแยกับเธอนัก แม้ตอนนี้จะอายุอานามปาเข้าไปห้าสิบกว่าปีแล้ว ความเผ็ดร้อนนั้นก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลงไปเลย แต่ทว่าในเวลานี้ เธอกลับถูกตรรกะหน้าด้านๆ ของหวังเหมยตอกกลับจนจุกอก พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เสียงหน้าต่างบานเก่าถูกผลักออกอย่างแรง แม่เฒ่าเฉียวชะโงกหน้าออกมาตะโกนด่ากราดด้วยความเหลืออด
“หวังเหมย! ไสหัวไปเดี๋ยวนี้เลยนะ ไสหัวไปให้พ้นๆ หน้าบ้านฉันเดี๋ยวนี้!”
แต่หวังเหมยไม่เพียงแต่จะไม่ยอมไสหัวไปตามคำไล่ เธอกลับถือวิสาสะเดินดุ่มๆ เข้าไปในตัวบ้าน หน้าตาเฉยชาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปากก็พร่ำพูดไปเรื่อยเปื่อย
“ชิงอวี้กลับมาทั้งที ซื้ออะไรมาฝากบ้างล่ะเนี่ย จะต้องมีส่วนของป้าสะใภ้รองคนนี้บ้างแหละน่า”
ทว่าเฉียวชิงอวี้กลับเคลื่อนไหวรวดเร็วกว่า เธอขยับตัวเพียงวูบเดียวก็เข้ามาขวางหน้าหวังเหมยเอาไว้ได้ทันท่วงที มือเรียวยื่นออกไปคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของอีกฝ่ายแน่น ใบหน้าสวยแย้มยิ้มแต่แววตากลับเย็นเยียบไปถึงกระดูก
“ป้าสะใภ้รอง ต้องขอโทษด้วยนะคะ แต่ว่ามันไม่มีของป้าจริงๆ ค่ะ ไม่ใช่แค่ไม่มีของป้าคนเดียวนะ แต่คนบ้านป้าทั้งหมด ไม่มีใครได้อะไรเลยสักคนเดียว”
“แกหมายความว่ายังไง!” สีหน้าของหวังเหมยเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันควัน น้ำเสียงแหลมปรี๊ดตวาดแว้ดขึ้นมาเตรียมจะด่ากราด...
เฉียวชิงอวี้เบี่ยงตัวหลบเล็กน้อยด้วยความรังเกียจ รู้สึกสะอิดสะเอียนกับพฤติกรรมของญาติคนนี้จนสุดจะทน ทำไมตระกูลเฉียวถึงได้โชคร้ายมีสะใภ้แบบนี้เข้ามาเกลือกกลั้วด้วยนะ
“ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละค่ะ ไม่มีส่วนของป้าแม้แต่ชิ้นเดียว แล้วถ้าป้ากล้าหยิบของไปแม้แต่อย่างเดียวล่ะก็ หนูจะไปแจ้งความกับตำรวจทันที ข้อหาบุกรุกและปล้นทรัพย์”
“แกกล้าเหรอ!” หวังเหมยเท้าสะเอวตะคอกถามเสียงดังลั่น
เฉียวชิงอวี้เปิดประตูห้องกว้างขึ้น เธอตอบกลับด้วยท่าทีใจเย็น ไม่รีบร้อน แต่ทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นราวกับหินผา
“ป้าสะใภ้รองคะ กฎหมายระบุไว้ว่าทุกคนเท่าเทียมกัน ถ้าป้าไม่เชื่อ ป้าจะลองดูก็ได้นะคะ ดูซิว่าหนูจะส่งป้าเข้าไปนอนในคุกได้หรือเปล่า แต่หนูขอเตือนไว้ก่อนนะ ถ้าลุงรองติดคุกก็อาจจะยังมีคนวิ่งเต้นพาเขาออกมาได้ แต่ถ้าเป็นป้า... เข้าไปแล้วอาจจะไม่มีใครคิดจะพาป้าออกมาก็ได้นะคะ”
“เฉียวชิงอวี้... แกพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง”
ความจริงแล้วหวังเหมยอยากจะด่าทอสาปแช่งเฉียวชิงอวี้ให้สาสม แต่คำหยาบคายเหล่านั้นกลับจุกอยู่ที่คอหอย ไม่กล้าพ่นออกมา
“ไม่มีความหมายอื่นหรอกค่ะ ป้าสะใภ้รอง ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูสิคะ หนูจะบอกให้ชัดเจนตรงนี้เลยนะว่า หนูซื้อของมาฝากคนในครอบครัวเยอะแยะเต็มไปหมด แต่ในนั้นไม่มีของป้า รวมไปถึงลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานๆ ของป้าด้วย ทั้งหมดนั่นไม่มีสิทธิ์ได้รับอะไรทั้งนั้น!”
“ทำไมถึงไม่ซื้อมาเผื่อฉันบ้าง!” หวังเหมยโกรธจนหน้าเขียวคล้ำ
สีหน้าของเฉียวชิงอวี้พลันเย็นชาลงในบัดดล น้ำเสียงเจือไปด้วยความเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
“ทำไมน่ะเหรอคะ... ในใจป้าน่าจะรู้ดีที่สุด อย่าคิดเอาเองว่าการที่ป้าเป็นเมียของเฉียวจื้อไห่ แล้วป้าจะสามารถวางก้ามทำตัวกร่างยังไงก็ได้ ลองป้ามายุ่งกับหนูดูสักครั้งสิคะ หนูรับรองเลยว่าหนูจะไม่ไว้หน้าและตามใจป้าเหมือนคนอื่นๆ ในบ้านแน่นอน!”
แววตาของหวังเหมยไหววูบด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง บอกตามตรงว่านี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเฉียวชิงอวี้ในเวอร์ชันนี้ มันเป็นความรู้สึกที่สัมผัสได้ถึงความเย็นชาและห่างเหินอย่างแท้จริงตั้งแต่ภายในจรดภายนอก
ไม่ว่าแม่เฒ่าเฉียวจะด่าเธอ ผู้เฒ่าเฉียวจะว่ากล่าว หรือแม้แต่พี่ชายและพี่สะใภ้จะต่อว่า เธอไม่เคยรู้สึกกลัวเลยสักนิด
นั่นเป็นเพราะเธอรู้ดีว่าทุกคนยังเห็นว่าเธอเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เธอก็เลยกล้าที่จะทำตัวอันธพาลในบ้านได้ เพราะต่อให้พวกเขาจะรังเกียจเธอแค่ไหน ลึกๆ แล้วพวกเขาก็ยังนับญาติกับเธออยู่ดี
แต่ทว่า... เฉียวชิงอวี้ที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ ไม่ได้มองเธอเป็นคนในครอบครัวเลยแม้แต่น้อย
สายตาที่มองมานั้นเย็นเยียบจนน่าขนลุก ทำให้หวังเหมยใจสั่นสะท้านขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
หญิงวัยกลางคนเผลอก้าวถอยหลังไปสองก้าว สายตายังคงเหลือบมองกองสิ่งของที่วางอยู่บนเตียงเตาผ่านหน้าต่างด้วยความโลภและเสียดาย
เธออ้าปากค้าง ชี้หน้าเฉียวชิงอวี้เตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง...
แต่เฉียวชิงอวี้ไม่เปิดโอกาสให้หวังเหมยได้เอ่ยปาก เธอชิงพูดแทรกขึ้นมาก่อนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ป้าสะใภ้รอง นี่เป็นครั้งแรกที่หนูกลับมาที่กลุ่มการผลิตตระกูลเฉียวหลังจากแต่งงาน เรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ป้าก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจ หนูขอเตือนด้วยความหวังดีนะคะว่า... ระวังคำพูดจะนำภัยมาสู่ตัว”
“แก... แก... แก...” หวังเหมยชี้นิ้วสั่นระริกไปที่หน้าของเฉียวชิงอวี้ พูดย้ำคำว่า 'แก' อยู่สามคำ ก่อนจะถลึงตาใส่อย่างเคียดแค้น สุดท้ายก็ทำได้แค่สะบัดหน้าหมุนตัวเดินกระแทกเท้าออกจากลานบ้านไป ถึงแม้ปากจะขมุบขมิบบ่นพึมพำอะไรบางอย่างตลอดทาง แต่ก็ไม่มีใครได้ยินชัดเจน และเธอก็ไม่กล้าตะโกนด่าออกมาดังๆ
เฉียวเซิงเป่ามองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยดวงตาเป็นประกายวาววับ เขารีบกระโดดเข้ามาหาเฉียวชิงอวี้พลางกวาดตามองลูกพี่ลูกน้องสาวด้วยความทึ่ง
“ชิงอวี้ เธอสุดยอดไปเลย! ช่วงนี้อาสะใภ้รองทำตัวน่ารำคาญสุดๆ ใครๆ ก็ไม่อยากยุ่งด้วย ได้แต่คอยหลบหน้าหลบตา แต่เธอกลับไล่ตะเพิดป้าแกไปได้เฉยเลย เธอเก่งจริงๆ!”
พูดจบ เฉียวเซิงเป่าก็ยกนิ้วโป้งให้เธอสองข้างเพื่อยืนยันความนับถือจากใจจริง
เฉียวชิงอวี้ทำเพียงแค่ยิ้มรับบางๆ เธอไม่ได้อธิบายให้คนตรงหน้าฟังว่า เหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้หวังเหมยกลัวเธอนั้น เป็นเพราะหวังเหมยรู้ดีว่าเฉียวชิงอวี้ไม่ได้นับญาติกับนาง หากถึงคราวจำเป็นต้องแตกหัก เธอก็พร้อมจะทำลายความสัมพันธ์นั้นทิ้งได้ทันทีโดยไม่ลังเล
แต่สำหรับคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ตรงนี้ ต่อให้ญาติพวกนั้นจะมีนิสัยเลวร้ายแค่ไหน ในจิตใต้สำนึกของพวกเขาก็ยังคงผูกพันและมองว่าคนเหล่านั้นคือ ‘ครอบครัว’ อยู่ดี
ไม่อย่างนั้น ด้วยความสามารถและบารมีของลุงใหญ่เฉียวจื้อหย่วน เขาคงจัดการขั้นเด็ดขาดกับน้องชายและน้องสะใภ้คู่นี้ไปนานแล้ว
นี่คือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของคนตระกูลเฉียว...
แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นคุณสมบัติที่ล้ำค่าและน่าประทับใจที่สุดของพวกเขาเช่นกัน
และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เฉียวชิงอวี้รู้สึกนับถือและผูกพันกับครอบครัวนี้
ยกตัวอย่างเช่นเจ้าของร่างเดิม แม้จะมีวีรกรรมฉาวโฉ่และนิสัยแย่แค่ไหน แต่คนในบ้านก็ยังคงรักและมองเธอเป็นคนในครอบครัว ยังคงทะนุถนอมเธอในฐานะหลานสาวคนเดียวในรุ่นนี้อย่างดีที่สุด
เพียงแค่เธอโทรศัพท์กลับมาครั้งเดียว ลุงใหญ่ก็ถึงกับยอมทิ้งงานทิ้งการ ขนคนและรถเดินทางไกลมาหาถึงเมืองซีชวนโดยไม่ลังเล
ไม่เพียงแค่ให้เงินทอง ยังขนของกินมาให้สารพัด พอเธอบอกว่าอยากได้ดินดำ ก็ขนมาให้ถึงห้ากระสอบ
เพราะจุดเริ่มต้นจากความรักความเมตตาในครั้งนั้น จึงทำให้มีทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้
ลึกๆ ในใจของเธอ รู้สึกขอบคุณเฉียวจื้อหย่วนและครอบครัวใหญ่นี้เสมอมา
“...ป้าสะใภ้รองก็เป็นคนประเภทนี้แหละ ชอบรังแกคนอ่อนแอแต่หวาดกลัวคนเข้มแข็ง พวกพี่ใจดีเกินไปต่างหาก”
เฉียวชิงอวี้เอ่ยสรุปสั้นๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
“หนูต้องกลับบ้านก่อนนะคะ ป่านนี้พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้คงยังไม่รู้ว่าหนูกลับมาถึงกลุ่มการผลิตตระกูลเฉียวแล้ว”
จากนั้นเฉียวเซิงเป่าก็ช่วยถือกระเป๋าเดินทาง เดินไปส่งเฉียวชิงอวี้ที่บ้านของเธอ
ทางด้านลุงใหญ่เฉียวจื้อหย่วน หลังจากพูดคุยกับพ่อแม่ครู่หนึ่ง ก็หันไปบอกกับภรรยาของตนว่า
“คำพูดของชิงอวี้เมื่อกี้ก็เป็นแค่คำพูดด้วยอารมณ์โกรธนั่นแหละ ถึงเราจะไม่ให้ของกับเจ้าสองผัวเมียนั่น แต่กับพวกเด็กๆ หลานๆ ก็แบ่งลูกอมแบ่งขนมให้พวกแกไปบ้างเถอะนะ”
หวังกุ้ยฮวาถลึงตาใส่สามีของตัวเองอย่างดุดัน ใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาค่อนชีวิต ทำไมเธอจะไม่รู้นิสัยพ่อพระของเขา
พูดกันตามตรง ถ้าตอนสาวๆ เธอรู้ว่าเขาเป็นคนจิตใจดีจนแทบจะกลายเป็นคนหัวอ่อนแบบนี้ เธอคงไม่ตัดสินใจแต่งงานด้วยแน่
แต่จะว่าไปแล้ว ในบรรดาพี่น้องผู้หญิงรุ่นเดียวกัน ชีวิตของเธอกลับเป็นชีวิตที่สุขสบายและน่าอิจฉาที่สุด
พ่อแม่สามีมีเมตตา สามีเอาอกเอาใจ ลูกชายก็กตัญญู...
ชีวิตคนเราก็แบบนี้แหละนะ มันช่างน่าขันปนเศร้า ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่างหรอก
เมื่อเฉียวชิงอวี้และเฉียวเซิงเป่าเดินมาถึงหน้าประตูบ้าน พี่สะใภ้ใหญ่ก็แบกจอบเดินหอบแฮกๆ กลับมาจากทุ่งนาพอดี
ตอนนี้ทะเบียนบ้านของพวกเขาอยู่ที่กลุ่มการผลิตตระกูลเฉียว ก็ย่อมต้องได้รับส่วนแบ่งที่ดินทำกินตามสิทธิ์
ตราบใดที่ยังไม่อพยพย้ายออกไป ก็ยังต้องลงแรงทำไร่ทำนา พวกเขายังไม่ถึงขั้นที่จะมีเงินจ้างคนอื่นมาทำ หรือปล่อยเช่าที่ดินได้
แต่ทว่าการทำงานหนักในตอนนี้ ล้วนเป็นการทำเพื่อตัวเองและครอบครัวทั้งสิ้น
[จบบท]