บทที่ 389: หญ้าเซียนในตำนาน?
หากจะพูดถึงเรื่องราวความเป็นมาแล้ว ตั้งแต่ตอนที่จ้าวหานสอบติดมหาวิทยาลัย แรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่มู่เสียผู้เป็นภรรยาก็มีมากมายมหาศาลจนแทบจะแบกรับไม่ไหว แต่ถึงอย่างนั้นจ้าวหานก็นับว่าเป็นคนดีที่หาได้ยากยิ่งคนหนึ่ง
เพราะตลอดเวลาที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย เขาตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างหนัก และทันทีที่ถึงช่วงปิดเทอม เขาก็จะรีบเก็บข้าวของเดินทางกลับมายังกลุ่มการผลิตตระกูลเฉียวโดยไม่รีรอ เพื่อมาช่วยแบ่งเบาภาระของภรรยา ทั้งงานในไร่นาและการเลี้ยงดูลูกน้อย
กระทั่งหลังจากเรียนจบ เขาก็เป็นฝ่ายเสนอตัวและยื่นคำร้องด้วยความสมัครใจที่จะกลับมาเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนประถมในกลุ่มการผลิตตระกูลเฉียว
เพียงแค่การกระทำข้อนี้ เมื่อเทียบกับยุคสมัยที่เยาวชนปัญญาชนนับไม่ถ้วนพยายามดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อทิ้งครอบครัวและลูกเมียในชนบทเพื่อกลับเข้าเมือง ก็ถือว่าน้ำใจของจ้าวหานนั้นล้ำค่าและหาได้ยากยิ่งเปรียบเสมือนเพชรในตม
แน่นอนว่า ในบรรดาเรื่องราวเหล่านั้น ย่อมมีเยาวชนปัญญาชนอีกจำนวนมากที่ถูกบีบคั้นด้วยความจำเป็นของชีวิต ต้องแบกรับความเจ็บปวดและความโศกเศร้าที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยให้ใครรับรู้ได้
ระหว่างการเดินทาง รถม้าของพวกเขาสวนทางกับกลุ่มเจ้าหน้าที่เทคนิคและพนักงานจากสำนักงานวิศวกรรมการก่อสร้างประจำอำเภอ ที่กำลังง่วนอยู่กับการรังวัดที่ดินบริเวณสองข้างทางของถนนหลวง
จ้าวหานเหลียวหลังกลับไปมองกลุ่มการผลิตตระกูลเฉียวที่ค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตา จนกระทั่งมองไม่เห็นแม้แต่เงาของหมู่บ้าน มุมปากของเขาปรากฏรอยยิ้มจางๆ ขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
พ่อแม่ของเขากำลังจะเกษียณอายุราชการในเร็วๆ นี้ และเขาเองก็เป็นลูกชายเพียงคนเดียวของตระกูล เขาได้ปรึกษาหารือกับมู่เสียเรียบร้อยแล้วว่า ทันทีที่พ่อแม่เกษียณ และบ้านพักตากอากาศแบบวิลล่าที่นี่สร้างเสร็จสมบูรณ์
เขาจะไปรับพ่อแม่ที่อาศัยอยู่ต่างมณฑลให้มาใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสุขสบายที่นี่ ซึ่งพอพ่อแม่ของเขาได้ยินแผนการนี้ พวกท่านก็ดีใจจนแทบจะเก็บอาการไม่อยู่
กลุ่มการผลิตตระกูลเฉียวนั้นมีทัศนียภาพงดงามดั่งภาพวาด ภูเขาเขียวขจี สายน้ำใสสะอาด เสียงนกเจื้อยแจ้ว กลิ่นดอกไม้หอมอบอวล อีกทั้งยังเป็นฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์วิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย หากไม่รีบฉวยโอกาสย้ายเข้ามาตอนนี้ อีกไม่กี่ปีข้างหน้า การจะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่คงไม่ใช่เรื่องง่ายดายอีกต่อไป
นับว่าเป็นโชคดีของตระกูลที่ลูกชายได้แต่งงานกับลูกหลานของกลุ่มการผลิตตระกูลเฉียว ไม่เช่นนั้นแล้ว พวกเขาคงไม่มีโอกาสดีๆ แบบนี้อย่างแน่นอน
***
รถม้าวิ่งมาจอดที่หน้าโรงเรียนมัธยมศึกษาอันดับหนึ่งประจำอำเภอหนิงอาน เฉียวชิงอวี้แวะซื้อของกินอร่อยๆ มาฝากเฉียวมู่เป่ามากมายจนเต็มแน่นถุงผ้าใบ
จ้าวหานทำงานอยู่ที่นี่อยู่แล้ว เขาจึงเป็นคนพาเฉียวชิงอวี้เดินเข้าไปในโรงเรียนด้วยตัวเอง แม้วันนี้จะเป็นวันอาทิตย์ แต่เฉียวมู่เป่าก็ยังคงขลุกอยู่ในห้องเรียนเพื่อทบทวนบทเรียนอย่างขยันขันแข็ง จ้าวหานจึงอาสาเดินไปเรียกน้องชายภรรยาออกมาให้
เขาเริ่มมาฝึกสอนที่นี่ตั้งแต่ฤดูหนาวปีที่แล้ว พอเฉียวมู่เป่าเงยหน้าขึ้นมาเห็นพี่เขยก็ร้องทักด้วยความดีใจ
“พี่จ้าว!” แต่แล้วก็รีบเปลี่ยนคำเรียกขานให้สุภาพเหมาะสมกับสถานที่ “อาจารย์จ้าว”
จ้าวหานยิ้มตาหยีด้วยความเอ็นดู “พี่สาวเธอมาหาน่ะ ตอนนี้รออยู่ที่ใต้หอพักแน่ะ”
พอได้ยินว่าพี่สาวมาหา เฉียวมู่เป่าก็ดีใจจนเนื้อเต้น เขารีบวิ่งเหยาะๆ ด้วยความตื่นเต้นไปจนถึงใต้หอพัก
จากนั้นเขาก็พาพี่สาวขึ้นไปบนห้องพักของตัวเอง
ภายในห้องพักมีเด็กหนุ่มวัยรุ่นหลายคนกำลังนั่งอ่านหนังสือกันอยู่ พอเห็นเฉียวชิงอวี้เดินเข้ามา เด็กหนุ่มเหล่านั้นก็พากันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เดี๋ยวคนนั้นสะกิดคนนี้ เดี๋ยวคนนี้หยิกคนนั้น ส่งสายตาให้กันไปมาอย่างมีเลศนัย บรรยากาศดูวุ่นวายและคึกคักขึ้นมาทันตาเห็น
เฉียวมู่เป่าถลึงตาใส่เพื่อนๆ ของเขาแวบหนึ่ง ในใจก็นึกด่าเจ้าพวกเด็กบ้าพวกนี้ที่พอเห็นพี่สาวของเขาสวยหน่อยก็ออกอาการระริกระรี้จนเก็บทรงไม่อยู่ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็จำต้องแนะนำให้รู้จัก
“นี่พี่สาวฉันเอง” จากนั้นก็หันไปบอกเฉียวชิงอวี้ว่าเพื่อนร่วมห้องแต่ละคนชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไรบ้าง
เฉียวชิงอวี้แจกจ่ายลูกอมที่ซื้อมาให้เด็กๆ เหล่านั้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ในยุคสมัยนี้ยังไม่มีขนมขบเคี้ยวอะไรมากมายนัก สิ่งที่พอจะดูดีและนำมาเป็นของฝากได้ก็เห็นจะมีแต่ลูกอมนมต้าไป๋ทู่และลูกอมผลไม้หลากสีเท่านั้น
ส่วนพวกข้าวตังทอดหรือขนมพื้นบ้านอื่นๆ เธอไม่ได้หยิบออกมา เพราะเดาว่าเด็กพวกนี้คงไม่ได้ขาดแคลนของกินเล่นพวกนั้น
เฉียวมู่เป่าในตอนนี้ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทองแต่อย่างใด
ยิ่งเรื่องเอกสารการเรียนการสอนยิ่งไม่ต้องพูดถึง เฮ่อซิวอวี้ได้จัดหาชุดเอกสารติวเข้มชุดใหญ่มาให้เขา ซึ่งเขาก็ไม่ได้หวงวิชาแต่อย่างใด เขาจัดการถ่ายเอกสารแจกจ่ายให้กับเพื่อนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งทุกคนคนละหนึ่งชุด
แม้ว่าทุกคนจะเป็นคู่แข่งในสนามสอบ แต่เฉียวมู่เป่าก็ไม่ได้อยากจะใช้เส้นทางลัดด้วยการโควตาพิเศษ เขาได้ให้คำมั่นสัญญากับคุณตาเอาไว้แล้วว่า เขาจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเจียวทงแห่งเมืองอวิ๋นเฉิงด้วยความสามารถของตัวเอง
และก็เพราะคำสัญญาลูกผู้ชายนี่แหละ ที่ทำให้เขาต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาล ร่างกายผ่ายผอมลงไปถนัดตา เฉียวชิงอวี้เห็นดังนั้นจึงถ่ายทอดเทคนิคการเรียนและการเตรียมตัวสอบของเธอให้น้องชายฟังอย่างละเอียด จนกระทั่งเวลาแห่งการเยี่ยมเยียนหมดลง
อำเภอหนิงอานมีสถานีรถไฟเล็กๆ ตั้งอยู่ เธอต้องนั่งรถไฟจากที่นี่เพื่อไปต่อรถที่เมืองเอกของมณฑล แล้วจึงจะมุ่งหน้าสู่ปักกิ่ง
***
ตลอดการเดินทางไม่มีเหตุการณ์อะไรเป็นพิเศษ เมื่อเฉียวชิงอวี้เดินทางมาถึงปักกิ่ง เธอก็มุ่งตรงไปหาฉินตัวทันที และก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ฉินตัวต้อนรับขับสู้เธอด้วยความกระตือรือร้นอย่างมาก
เพื่อนสาวคนนี้พาเธอวิ่งเต้นติดต่อหน่วยงานต่างๆ อย่างคล่องแคล่วว่องไว สถานที่ไหนที่ควรไปก็ไปจนครบ ธุระที่ต้องจัดการก็จัดการจนเสร็จสิ้น ขั้นตอนที่เหลือก็มีเพียงแค่การรอเอกสารอนุมัติลงมาเท่านั้น
เฉียวชิงอวี้ซื้อข้าวของจำนวนมากกลับไปเยี่ยมครอบครัวเฮ่อ แต่เธอก็สามารถพักค้างคืนได้เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น
สิ่งที่เกินความคาดหมายคือ เพียงแค่เวลาผ่านไปเดือนกว่าๆ เมิ่งซือฉีกลับดูมีสุขภาพจิตและสุขภาพกายที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
เห็นได้ชัดว่าสรรพคุณของ 'หญ้าอานเสิน' นั้นยอดเยี่ยมเกินบรรยายจริงๆ
ดังนั้นการที่พืชชนิดนี้จะไม่สามารถขยายพันธุ์ด้วยการปักชำหรือเพาะเมล็ดได้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติของธรรมชาติที่สร้างสมดุลมาให้
เธอสอบถามเรื่องวิธีการขายกับเฮ่อจวนจวน ซึ่งน้องสาวสามีก็รีบเล่ารายละเอียดให้ฟังอย่างฉะฉาน
หลังจากฟังจบ เฉียวชิงอวี้ก็พยักหน้าด้วยความพอใจ
เฮ่อจวนจวนเป็นเด็กฉลาด รู้จักรอบคอบถึงขนาดให้ลูกค้าเซ็นสัญญาปกปิดความลับ
เฮ่อจวนจวนยื่นสมุดบัญชีเงินฝากส่งให้เฉียวชิงอวี้ แต่หญิงสาวไม่ได้ยื่นมือไปรับ เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า “ฝากไว้ที่เธอก่อนเถอะ”
เฮ่อจวนจวนเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จึงเก็บสมุดบัญชีกลับเข้าลิ้นชักตามเดิม
ยังไงเสียเธอก็ไม่คิดจะยักยอกเงินแม้แต่แดงเดียวอยู่แล้ว
อันที่จริงยอดขายเหล่านี้มีจำนวนที่แน่นอนอยู่แล้ว ห้าพันหยวนคือเพดานสูงสุด เธอเองก็ไม่กล้าขายมากไปกว่านี้ เธอไม่ได้โง่นะ หญ้าอานเสินกระถางนี้ วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงของเธอหนึ่งกระถาง ในห้องนอนพ่อกับแม่มีสองกระถาง และในห้องของปู่กับย่าก็มีอีก
สรรพคุณวิเศษของมันเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนในบ้านมานานแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนแรกเธอแค่ลองเอาไปให้ปู่ของเพื่อนสนิททดลองใช้ฟรีๆ ดู
ผลปรากฏว่าใช้ไปได้แค่สัปดาห์เดียว ผลลัพธ์ก็แสดงออกมาทันตาเห็น
ผู้เฒ่าท่านนั้นป่วยเป็นโรคอ นอนไม่หลับเรื้อรังที่รักษาอย่างไรก็ไม่หาย
แต่ตอนนี้กลับสามารถนอนหลับสนิทได้รวดเดียวจนถึงเช้า
ความมหัศจรรย์ของมันทำให้เฮ่อจวนจวนอดคิดไม่ได้ว่า เจ้าต้นไม้ต้นนี้ หรือว่าจะเป็น 'หญ้าเซียนหลิงจือ' ในตำนานเทพนิยายที่เล่าขานกันมาหรือเปล่า
เธอไม่กล้าพูดเรื่องนี้ออกไป และแน่นอนว่าไม่กล้าขายอย่างเอิกเกริก ทำได้เพียงขายวนเวียนอยู่แค่ในแวดวงคนรู้จักพร้อมกับกำชับให้เซ็นสัญญาปกปิดความลับ
ไม่ต้องรอให้ถึงปีหรอก แค่ไม่กี่เดือน หญ้าอานเสินเหล่านี้ก็จะถูกขายจนหมดเกลี้ยง
เฮ่อจวนจวนรู้สึกกังวลใจอยู่ลึกๆ เธอกระซิบกระซาบกับเฉียวชิงอวี้ว่า “พี่สะใภ้ ถึงจะมีสัญญาปกปิดความลับ แต่คนในแวดวงนี้ร้อยพ่อพันแม่ หญ้าอานเสินมันวิเศษเกินไป ถ้าล็อตนี้หมดแล้ว ฉันคงไม่กล้าขายอีกแล้วล่ะ”
“เธอไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้างบนยังมีคุณตาของพี่คอยหนุนหลังอยู่ทั้งคน” เฉียวชิงอวี้ปลอบโยน
เฮ่อจวนจวนกะพริบตาปริบๆ จริงด้วยสินะ ยังมีผู้เฒ่าอู่ ประธานกลุ่มอู่หลงอยู่อีกทั้งคน ความกังวลในใจของเธอจึงมลายหายไปจนสิ้น แต่แล้วเธอก็ยังอดกระซิบถามต่อไม่ได้ “พี่สะใภ้รอง เรื่องนี้พ่อกับแม่เขาก็พอจะรู้ระแคะระคายนะ แต่พวกท่านกลับไม่ถามอะไรเลย พี่ว่ามันแปลกไหม”
เฉียวชิงอวี้เองก็มองเฮ่อจวนจวนด้วยสายตาแปลกใจเช่นกัน “ก็แปลกอยู่ แต่ที่แปลกกว่าคือ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ได้ยินเธอเรียกพี่ว่าพี่สะใภ้รอง...”
เฮ่อจวนจวนเพิ่งจะรู้สึกตัวเหมือนกัน คำว่าพี่สะใภ้รองคำนี้ จู่ๆ มันก็หลุดออกมาจากปากอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
เธอเข้าไปเกาะแขนพี่สะใภ้รองอย่างอารมณ์ดี มีพี่สะใภ้แบบนี้ มันโคตรจะเจ๋งเป้งไปเลยไม่ใช่เหรอ
เช้าวันรุ่งขึ้น เฉียวชิงอวี้ก็ขึ้นรถไฟเดินทางมุ่งหน้ากลับเมืองซีชวน
***
ทางด้านผู้เฒ่าอู่ หรืออู่ซิวข่ายเอง ก็ได้รับรู้เรื่องราววีรกรรมอันลือลั่นที่เฉียวชิงอวี้ได้ก่อไว้ที่กลุ่มการผลิตตระกูลเฉียวในช่วงที่ผ่านมาแล้ว
โดยเฉพาะเรื่องที่เธอไม่ต้องเปลืองแรงแม้แต่น้อย เพียงแค่ใช้กระดูกท่อนใหญ่ท่อนเดียวก็สามารถกำราบครอบครัวของลุงรองบ้านเฉียวจนอยู่หมัด
หลานสาวของเขานี่มันอัจฉริยะชัดๆ
ต่อให้ตัวหลานสาวจะไม่ได้อยู่ที่กลุ่มการผลิตตระกูลเฉียว แต่ดูเหมือนว่าเธอจะสามารถบัญชาการและควบคุมสถานการณ์ทางไกลได้ราวกับตาเห็น
อู่ซิวข่ายยิ้มแก้มปริ อารมณ์ดีสุดขีด เขาหันไปปรึกษากับหลินหว่านจวิน ลูกสาวของเขาว่าเมื่อไหร่จะเดินทางไปเมืองซีชวนกันดี
ในขณะเดียวกัน อู่หงก็ได้นั่งเครื่องบินเดินทางไปถึงเมืองชุนเฉิง ที่นี่คือฐานที่มั่นดั้งเดิมของตระกูลจาง แต่บ้านเรือนเก่าแก่ในอดีตได้สูญสลายไปตามกาลเวลาหมดแล้ว
พ่อเฒ่าจางได้บริจาคเงินก้อนโตเพื่อแลกสิทธิ์ในการซื้อที่ดินผืนเดิมของบรรพบุรุษกลับคืนมา แล้วจัดการสร้างบ้านขึ้นใหม่ตามแบบแปลนดั้งเดิมทุกกระเบียดนิ้ว ซึ่งตอนนี้การก่อสร้างกำลังดำเนินไปอย่างขะมักเขม้น อู่หงได้มีโอกาสพูดคุยกับทวดของเขาถึงเรื่องคำขอร้องของหานลิ่วยา
จางเสวียนจื่อขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่ได้ยิน “เรื่องนี้ช่วยไม่ได้ สิ่งที่เธอทำลงไปคือกรรมที่เธอต้องรับเอง ถ้าพวกเรายื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว มันจะเกิดผลสะท้อนกลับที่รุนแรงจนกลายเป็นการทำลายตัวเอง”
“ท่านบรรพชน...” ภายในบ้าน อู่หงจะไม่เรียกจางเสวียนจื่อว่าทวด แต่จะเรียกว่า 'ท่านบรรพชน' หรือ 'เหล่าจู่' ตามธรรมเนียมของตระกูล ซึ่งไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับเขาหรือรุ่นที่อาวุโสกว่าต่างก็เรียกขานแบบนี้เหมือนกัน
มันเรียบง่ายและชัดเจน
“ผมเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันครับ ดังนั้นผมเลยยังไม่ได้ตอบตกลงรับปากเธอไป”
[จบบท]