บทที่ 4: ผืนดินที่แห้งแล้ง
เฮ่อซานยืนนิ่งอยู่ตรงหัวบันได สายตาคมกริบกวาดมองไปที่เมิ่งซือฉีแวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนผ่านไปหยุดอยู่ที่โทรศัพท์เครื่องนั้นอย่างแนบเนียนโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกตเห็น
ฝ่ายเมิ่งซือฉีที่ไหวตัวทันรีบเก็บซ่อนแววตาเคียดแค้นชิงชังลงไปในส่วนลึก ปรับเปลี่ยนสีหน้าให้กลับมาแย้มยิ้มอ่อนหวานราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะเดินปรี่เข้าไปหาผู้เป็นสามีด้วยท่าทีเอาใจใส่
“คุณคะ นี่จะไปปักกิ่งเลยเหรอคะ”
“อืม”
เฮ่อซานยืนนิ่ง ปล่อยให้เมิ่งซือฉีขยับเข้ามาช่วยจัดคอเสื้อและกระดุมให้เข้าที่เข้าทางอย่างที่ภรรยาที่ดีพึงกระทำ
เมิ่งซือฉีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ไปกี่วันคะรอบนี้”
“น่าจะสักสิบวันเห็นจะได้” เฮ่อซานตอบกลับด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ ไม่รีบร้อน
“ถ้าอย่างนั้นคุณต้องอย่าลืมกินยาให้ตรงเวลานะคะ ห้ามอดนอนเด็ดขาด แล้วก็อย่าทานของเย็นๆ...” เมิ่งซือฉียังคงร่ายยาวด้วยความห่วงใย น้ำเสียงของเธอหวานหยดจนแทบจะปั้นเป็นตัวอักษรได้
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า มีสหายเสี่ยวจางคอยดูอยู่ทั้งคน”
พูดจบ เฮ่อซานก็ก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปทางประตูบ้าน แต่ทว่าเมื่อถึงธรณีประตู เขากลับชะงักฝีเท้าลงกะทันหัน ร่างสูงใหญ่ในชุดทำงานหันกลับมามองเมิ่งซือฉีด้วยแววตาจริงจัง ทำเอาคนถูกมองถึงกับใจกระตุกวาบ
“ซือฉี ผมรู้นะว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว มันไม่มีทางกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก” น้ำเสียงของเฮ่อซานจริงจังและเด็ดขาด
“ชีวิตนี้ผมเฮ่อซานไม่เคยละอายต่อฟ้าดิน ไม่เคยรู้สึกติดค้างใคร แต่กับเธอคนนั้น... ผมติดค้างเธอไว้มากที่สุด นี่คือหนี้กรรมที่ตระกูลเฮ่อของเราต้องชดใช้ให้เธอ!”
ใบหน้าของเมิ่งซือฉีมืดครึ้มลงในทันที รอยยิ้มที่ปั้นแต่งไว้เมื่อครู่แทบจะพังทลายลงตรงนั้น
ทว่าเฮ่อซานกลับทำเหมือนมองไม่เห็นปฏิกิริยาของภรรยา เขายังคงกำชับต่อด้วยน้ำเสียงที่เป็นงานเป็นการ
“ทางตะวันตกเฉียงเหนือนั่นกันดารมาก ถึงแม้หนูชิงอวี้จะเกิดในชนบท แต่เด็กคนนั้นก็ไม่เคยต้องลำบากตรากตรำอะไร คุณช่วยจัดการส่งของกินของใช้ไปให้แกหน่อยนะ...”
เมิ่งซือฉีฝืนกลืนก้อนความไม่พอใจลงคอ พยักหน้าตอบรับอย่างยากลำบาก “...ค่ะ ฉันเข้าใจแล้ว”
เฮ่อซานปรายตามองภรรยาอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างมาดมั่น ทิ้งให้เมิ่งซือฉียืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางบ้าน
ทันทีที่แผ่นหลังของสามีลับสายตา เมิ่งซือฉีก็ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาราวกับคนหมดแรง ใบหน้าที่เคยได้รับการดูแลรักษามาอย่างดีจนดูอ่อนกว่าวัย บัดนี้บิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธเกรี้ยวจนดูน่ากลัว
เฮ่อซานทั้งชีวิตนี้เอาแต่คิดถึงหานเซียงหลาน!
เธออดทนมาตลอด เพราะตอนที่แต่งงานกัน เฮ่อซานก็ไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลเขา ดูแลบ้านหลังนี้อย่างดีที่สุด โดยหวังว่ากาลเวลาจะช่วยเยียวยาและพัดพาอดีตเหล่านั้นให้จางหายไป
แต่ใครจะไปคิดว่าพอแก่ตัวลง ลูกสาวของนังแพศยาหานเซียงหลานดันได้แต่งงานกับลูกชายคนเล็กที่เธอรักดั่งแก้วตาดวงใจ
เมิ่งซือฉีทุบหน้าอกตัวเองระบายความอัดอั้นตันใจ มันน่าขยะแขยงสิ้นดี! เรื่องบ้าบออะไรกันเนี่ย ตระกูลเฮ่อกับตระกูลเฉียวควรจะต่างคนต่างอยู่ ชาตินี้ไม่เผาผีกันด้วยซ้ำ แล้วทำไมถึงกลายมาเป็นดองกันได้ นี่มันวิญญาณอาฆาตชัดๆ!
ความรู้สึกในตอนนี้ของเมิ่งซือฉีเหมือนมีก้างปลาชิ้นใหญ่ติดอยู่ที่คอ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ถ้ากำจัดเฉียวชิงอวี้ออกไปจากตระกูลเฮ่อไม่ได้ เธอต้องอกแตกตายแน่ๆ!
***
ทางด้านเฉียวชิงอวี้ที่อยู่ไกลถึงแดนตะวันตกเฉียงเหนือ ย่อมไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยว่าแม่เลี้ยงของสามีกำลังเคียดแค้นเธอจนแทบกระอักเลือด หญิงสาวขมวดคิ้วมองชามบะหมี่ตรงหน้า แล้วฝืนใจตักเส้นหมี่ใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ
สภาพความเป็นอยู่ตอนนี้เรียกได้ว่าอัตคัดขัดสนเสียยิ่งกว่าคำว่าจน ในบ้านไม่มีผักสดติดครัวเลยสักใบเดียว
อย่าว่าแต่ผักคะน้าหรือผักบุ้งเลย แม้แต่ต้นหอมซอยโรยหน้าเพิ่มกลิ่นหอมสักนิดก็ยังไม่มีให้เห็น
หลังจากจัดการมื้ออาหารอันแสนจืดชืดเสร็จสิ้น เฉียวชิงอวี้ก็ตัดสินใจเพ่งจิตเข้าไปสำรวจใน ‘ห้องแล็บเมล็ดพันธุ์หมายเลข 001’ อีกครั้ง
คราวนี้เธอตั้งใจดูรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน เมื่อสำรวจจนครบถ้วนกระบวนความ เธอก็ถอนจิตออกมาแล้วยืดตัวขึ้นบิดขี้เกียจ
สถานที่แห่งนี้เรียกได้ว่าเป็นสารานุกรมพืชเคลื่อนที่ชัดๆ
เมื่อครู่เธอลองคำนวณดูคร่าวๆ พบว่ามีเมล็ดพันธุ์พืชเก็บรวบรวมไว้อยู่มากกว่าเจ็ดแสนสายพันธุ์!
ไล่เรียงไปตั้งแต่ต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้า ลงมาจนถึงมอสขนาดจิ๋วที่เกาะตามพื้นดิน ธัญพืชห้าชนิด ผักผลไม้นานาพันธุ์ รวมถึงดอกไม้ใบหญ้าและวัชพืชสารพัดชนิด...
เท่าที่เธอรู้ ในโลกยุคปัจจุบันมีการค้นพบพืชแล้วประมาณสามแสนห้าหมื่นชนิด แต่ในห้องแล็บเมล็ดพันธุ์นี้กลับมีจำนวนมากกว่าถึงสองเท่า แถมยังมีพืชหายากที่สูญพันธุ์ไปแล้วรวมอยู่ด้วย
เฉียวชิงอวี้กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความทึ่ง ถ้าห้องแล็บนี้ยังคงอยู่กับเธอตลอดไป เธอก็แทบจะกลายเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่สามารถเนรมิตดาวเคราะห์สีเขียวขึ้นมาได้ทั้งดวงเลยไม่ใช่หรือไง
แน่นอนว่า... ข้อแม้เดียวคือต้องขยัน
ในยุค 80 ที่เครื่องจักรทางการเกษตรยังไม่แพร่หลาย การทำไร่ไถนาไม่ใช่เรื่องหมูๆ ที่ใครนึกจะทำก็ทำได้
แต่เฉียวชิงอวี้ก็อยากจะลองดูสักตั้ง ในเมื่อเมล็ดพันธุ์ทุกชนิดมีคู่มือการปลูกแนบมาให้อย่างละเอียดขนาดนี้
คิดได้ดังนั้น หญิงสาวก็เดินออกจากห้องแล็บในจินตนาการ ไปค้นเจอเสียมเหล็กอันหนึ่งที่วางทิ้งไว้มุมลานบ้าน เธอหยิบมันขึ้นมาพร้อมกับตะกร้าสานใบเก่า มุ่งหน้าเดินออกจากรั้วบ้านพักชั่วคราวงานวิจัยเถิงไห่
แต่ใครจะไปคิดว่า เดินออกมาได้ไม่ทันไร ก็มีรถจักรยานคันหนึ่งขี่มาปาดหน้าดักทางไว้เสียก่อน
เฉียวชิงอวี้ค้นความทรงจำในหัวอย่างรวดเร็ว ผู้หญิงผมสั้นรูปร่างท้วมคนนี้ชื่อ ‘หลิวเฉียวเหวิน’ เป็นภรรยาของพ่อครัวซ่ง อายุอานามน่าจะราวๆ สามสิบกว่าปี
จะเรียกว่าเป็นคนรู้จักเพียงไม่กี่คนของร่างเดิมในที่แห่งนี้ก็ได้ และแม่คนนี้นี่แหละ ที่เป็นกุนซือคอยยุยงส่งเสริมให้เจ้าของร่างเดิมทำตัว ‘สรรหาเรื่องใส่ตัว’ จนได้เรื่องได้ราว
เฉียวชิงอวี้ตั้งท่าจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง แต่หลิวเฉียวเหวินกลับไม่ยอมแพ้ ขยับรถจักรยานมาขวางหน้าไว้อีกรอบ
หญิงร่างท้วมจอดรถจักรยานขวางประตูทางออก เฉียวชิงอวี้ปรายตามองคราบโคลนสีเหลืองที่ติดอยู่ตามล้อรถแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร
“พี่สะใภ้หลิว เพิ่งกลับมาจากคอมมูนเหรอคะ”
หลิวเฉียวเหวินชะงักไปเล็กน้อย
“ชื่อของพี่มีคำว่า ‘เฉียว’ (บังเอิญ) อยู่ด้วย พี่นี่ช่างทำอะไรประจวบเหมาะจริงๆ นะคะ ฉันจำได้ว่าคราวที่แล้วที่ฉันผูกคอตาย พี่สะใภ้หลิวก็เพิ่งกลับมาจากคอมมูนพอดี คราวนี้ก็เหมือนกันอีกแล้ว...”
คำพูดนั้นทำให้หลิวเฉียวเหวินรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง ขนลุกชันขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เธอมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความหวาดระแวง ทำไมวันนี้เฉียวชิงอวี้ถึงดูเปลี่ยนไปราวกับคนละคน
เฉียวชิงอวี้จ้องมองหน้าอีกฝ่าย แล้วจู่ๆ ก็ฉีกยิ้มหวานจนตาหยี “พี่สะใภ้หลิวคะ เฮ่อซิวอวี้เขากลับมาแล้วนะคะ...”
หลิวเฉียวเหวินอ้าปากพะงาบๆ ก่อนจะดึงสติกลับมาได้ รีบพูดทวงความดีความชอบทันที
“ชิงอวี้ เห็นไหมล่ะ ฉันบอกแล้วไม่ผิดหรอก เป็นผู้หญิงน่ะจะทำตัวซื่อบื้อเกินไปไม่ได้ ถ้าอยากจะมัดใจผู้ชายให้อยู่หมัด ก็ต้องทำให้เขารู้ฤทธิ์เดชของเราซะบ้าง โบราณเขาว่าไว้ ‘หนึ่งร้องไห้ สองโวยวาย สามผูกคอตาย’ สูตรนี้ใช้ได้ผลเสมอแหละ”
“พี่สะใภ้หลิวนี่ฉลาดจริงๆ เลยค่ะ แต่โบราณเขาก็ว่าไว้อีกนะคะว่า ‘เรื่องร้ายไม่ควรเกิดซ้ำสาม’”
“หมายความว่าไง?”
“ก็หมายความว่า... ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วไงคะ” พูดถึงตรงนี้ เฉียวชิงอวี้ก็แสร้งก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย บิดตัวไปมาเล็กน้อย
“พี่สะใภ้หลิวคะ คือว่า... เฮ่อซิวอวี้เขาบอกฉันว่า เขาจะตั้งใจใช้ชีวิตคู่กับฉันให้ดีน่ะค่ะ”
หลิวเฉียวเหวินยืนตะลึงงัน
ใบหน้าอูบอิ่มซีดเผือดลงทันตาเห็น ถ้าเกิดเฮ่อซิวอวี้กลัวจนยอมญาติดีกับเฉียวชิงอวี้ขึ้นมาจริงๆ แล้วหันมาครองรักกันหวานชื่น แบบนี้คุณนายเมิ่งไม่ฉีกอกเธอตายเหรอ!
แผนนี้เธอเป็นคนเสี้ยมให้เฉียวชิงอวี้ทำเองกับมือนะ แล้วทำไมจู่ๆ เฮ่อซิวอวี้ถึงยอมโอนอ่อนผ่อนตามง่ายๆ แบบนี้ล่ะ?
เฉียวชิงอวี้ทำท่าเขินอาย บิดตัวม้วนต้วน “ว้าย ตายจริง มาพูดเรื่องแบบนี้ให้พี่ฟังน่าอายแย่เลย ฉันขอตัวก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวสิ...”
หลิวเฉียวเหวินอึกอัก พูดไม่ออก ได้แต่ยืนมองเฉียวชิงอวี้เดินห่างออกไปตาปริบๆ
เธอยังรู้สึกทะแม่งๆ ชอบกล แถมยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่ยังไม่ได้พูด กำลังจะอ้าปากเรียก แต่จู่ๆ เฉียวชิงอวี้ก็หยุดเดินแล้วหันขวับกลับมา ตะโกนเสียงดังฟังชัด
“อ้อ พี่สะใภ้หลิวคะ เงินห้าสิบหยวนที่ยืมฉันไปเมื่ออาทิตย์ก่อน พี่บอกว่าจะคืนสิ้นเดือนมีนาคม นี่มันปาเข้าไปต้นเดือนเมษายนแล้วนะคะ เย็นนี้เอาไปคืนที่บ้านฉันด้วยนะ!”
พูดจบ เฉียวชิงอวี้ก็หมุนตัวเดินนวดนาดจากไปอย่างสบายอารมณ์
กลุ่มแม่บ้านที่เริ่มมามุงดูเหตุการณ์ต่างพากันหันมาจ้องหน้าหลิวเฉียวเหวินด้วยสายตาจับผิด
หนึ่งในนั้นหัวเราะเยาะ “มิน่าล่ะ ฉันก็สงสัยว่าทำไมเธอถึงชอบไปขลุกอยู่กับเฉียวชิงอวี้นัก ที่แท้ก็มีผลประโยชน์ทับซ้อนนี่เอง”
“ไหนเคยปากดีบอกว่าเกลียดขี้หน้าเฉียวชิงอวี้จะตายไป แล้วทำไมไปยืมเงินเขามาใช้หน้าตาเฉยล่ะ”
หลิวเฉียวเหวินหน้าเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวแดงด้วยความอับอายและโกรธจัด เธอมองแผ่นหลังของเฉียวชิงอวี้ที่เดินไกลออกไป แล้วหันมาผลักบรรดาแม่บ้านขี้นินทาพวกนั้นให้พ้นทาง ก่อนจะกระแทกประตูรั้วปิดดังปัง!
หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความกังวล คิ้วขมวดเข้าหากันจนเป็นปม ถ้าเฉียวชิงอวี้คิดจะกลับตัวเป็นคนดีใช้ชีวิตคู่กับเฮ่อซิวอวี้จริงๆ แล้วล่ะก็... เห็นทีชีวิตของเธอคงจะหาความสงบสุขไม่ได้แน่
สิบนาทีต่อมา
เฉียวชิงอวี้ยืนอยู่บนเนินดินแห่งหนึ่ง ในมือกำดินแห้งๆ ขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ ผืนดินอันแห้งแล้งของแดนตะวันตกเฉียงเหนือ
เปรียบเสมือนชายชราที่ผ่ายผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก มีเพียงวัชพืชที่ขึ้นหรอมแหรมประปรายเท่านั้นที่พอจะเป็นเครื่องยืนยันว่าที่นี่ยังพอมีสัญญาณชีพหลงเหลืออยู่บ้าง
ต่อให้มีเมล็ดพันธุ์วิเศษแค่ไหน แต่ถ้าดินไม่มีสารอาหาร มันก็เปล่าประโยชน์!
ดังนั้น เฉียวชิงอวี้จึงล้มเลิกความคิดที่จะบุกเบิกทำการเกษตรที่นี่ไปโดยปริยาย
เธอต้องกลับไปที่ ‘หมู่บ้านตระกูลเฉียว’ ที่นั่นดินดำน้ำชุ่ม อุดมสมบูรณ์ขนาดที่ว่าแค่ปักตะเกียบลงไปก็ยังออกดอกได้ มีแต่ผืนดินแบบนั้นเท่านั้นแหละ ที่จะคู่ควรกับเมล็ดพันธุ์ชั้นยอดจากห้องแล็บของเธอ และทำให้พวกมันออกดอกออกผลได้อย่างงดงาม
ตอนนี้ปัญหาใหญ่มีอยู่อย่างเดียว... คือจะทำยังไงให้ความสัมพันธ์กับพ่อแม่แท้ๆ ของร่างนี้กลับมาดีเหมือนเดิม
ก็แหม... ตัวเธอเล่นโดนไล่ตะเพิดออกมาจากตระกูลเฉียวแบบตัดหางปล่อยวัดซะขนาดนั้น
[จบบท]