บทที่ 402: มีคนกำลังต้อนวัวและแกะ
เรื่องความหึงหวงหรือความสนใจในเพศตรงข้ามนั้นไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร และก็คงจะไปตำหนิใครไม่ได้ เพราะต้องยอมรับความจริงว่าสามีของเธอหน้าตาดีเกินไปจริงๆ รูปร่างหน้าตาระดับนี้จะดึงดูดผึ้งและผีเสื้อให้บินเข้ามาตอมก็คงเป็นเรื่องปกติ
แต่สิ่งที่เฉียวชิงอวี้ไม่เข้าใจก็คือ ซุนซีอวิ๋นต้องการจะทำอะไรกันแน่?
ผู้หญิงคนนี้คิดจะมา ‘พรวนดิน’ ให้กับต้นไม้ที่มีเจ้าของอย่างเฮ่อซิวอวี้งั้นหรือ? คิดจะมาหว่านเสน่ห์ใส่คนที่มีภรรยาเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้วแบบนี้ ช่างเป็นความพยายามที่น่าขันเสียจริง
เฉียวชิงอวี้กระตุกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ เธอมองหน้าหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่อ่านยาก ก่อนจะเบนสายตามองเลยผ่านไหล่ของอีกฝ่ายไปด้านหลัง แล้วเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“นี่กำลังยืนรอรถที่บ้านมารับอยู่เหรอ”
ซุนซีอวิ๋นรีบปฏิเสธทันควันตามสัญชาตญาณ “เปล่าสักหน่อย ฉันไม่ได้รอรถที่บ้านหรอก... ว่าแต่ขอฉันติดรถพวกเธอไปด้วยได้ไหม”
เมื่อเห็นสายตาของเฉียวชิงอวี้ เธอก็รีบพูดเสริมขึ้นมาอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ดูน่าเกลียดจนเกินไป “ไปแป๊บเดียวเอง ก็ทางผ่านเดียวกันทั้งนั้น”
ทว่าเฮ่อเสวี่ยหรงที่นั่งฟังอยู่กลับเริ่มทำหน้ามุ่ย เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวแปลกหน้าคนนี้ แล้วฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี แต่คำถามที่หลุดออกมากลับแหลมคมผิดกับรอยยิ้มไร้เดียงสา
“คุณน้าคะ แล้วบ้านของคุณน้าอยู่ที่ไหนเหรอคะ”
ซุนซีอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะบอกที่อยู่บ้านของตัวเองออกมา น้ำเสียงของเธอแฝงความภาคภูมิใจอยู่ลึกๆ อย่างปิดไม่มิด เพราะย่านที่เธอพักอาศัยนั้นเป็นเขตบ้านพักของข้าราชการระดับสูง ซึ่งไม่ใช่ใครก็จะเข้าไปอยู่ได้ง่ายๆ
เฮ่อเสวี่ยหรงหันขวับไปมองผู้เป็นอาทันที “อาคะ มันทางผ่านหรือเปล่า”
เฮ่อซิวอวี้ส่ายหน้าเบาๆ แทนคำตอบ เขาไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากความ นิ้วเรียวยาวของเขาชี้ไปยังทิศทางไกลๆ เบื้องหน้า ซึ่งในขณะนั้นมีรถจี๊ปคันหนึ่งกำลังแล่นเข้ามาอย่างช้าๆ
เขาจำได้แม่นยำว่าป้ายทะเบียนรถคันนั้นเป็นของหน่วยยานพาหนะของรัฐบาล
เฉียวชิงอวี้เห็นดังนั้นจึงหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วหันไปพูดกับหญิงสาวตรงหน้า “ซุนซีอวิ๋น นั่นไง รถที่บ้านของเธอมารับแล้วไม่ใช่เหรอ”
คิ้วของซุนซีอวิ๋นขมวดมุ่นเข้าหากันทันที ใบหน้าสวยเฉี่ยวเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจ สีหน้าของเธอดูแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด
ในใจของเธอกำลังก่นด่ารถจี๊ปคันนั้นอย่างหัวเสีย จะมาทำไมตอนนี้! ทำไมไม่มาช้ากว่านี้สักหน่อย หรือไม่ก็อย่าเพิ่งมาเลยจะดีกว่า ดันโผล่มาขัดจังหวะสำคัญเสียได้
ความจริงแล้วเธอแค่อยากจะหาเรื่องติดรถที่หัวหน้าวิศวกรเฮ่อเป็นคนขับเพื่อกลับบ้านไปด้วยกันก็เท่านั้นเอง
อีกอย่าง เธอก็แค่ขอติดรถไปด้วย ไม่ได้คิดจะทำอะไรเกินเลยสักหน่อย เธอมั่นใจว่าเฉียวชิงอวี้คงไม่ใจแคบถึงขนาดปฏิเสธเรื่องเล็กน้อยแค่นี้หรอก ถึงแม้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอในอดีตจะไม่ค่อยดีนัก แต่ช่วงหลังมานี้ก็ถือว่าพูดยังคุยกันได้ ไม่ได้เลวร้ายเหมือนเมื่อก่อน
แต่ในเมื่อสถานการณ์กลายเป็นแบบนี้ แผนการขอนั่งรถฟรีคงต้องพับเก็บไป ซุนซีอวิ๋นลอบตวัดสายตาค้อนใส่รถจี๊ปคันนั้นอย่างหงุดหงิด เธอขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจ ก่อนจะพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วหันมาพูดกับเฉียวชิงอวี้
“เฉียวชิงอวี้ ช่วงปิดเทอมหน้าร้อนนี้ ทางคณะกรรมการสันนิบาตเยาวชนของเราจะมีจัดกิจกรรมหลายอย่าง ถึงตอนนั้นเธอจะมาร่วมด้วยไหม”
กิจกรรมที่ว่านั้น เฉียวชิงอวี้พอจะรู้ข่าวมาบ้างแล้ว เธอจ้องมองซุนซีอวิ๋นด้วยความแปลกใจเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ อีกฝ่ายถึงมาเอ่ยปากชวน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอรู้เรื่องกิจกรรม
ซุนซีอวิ๋นดูเหมือนจะไม่อยากให้เธอเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยซ้ำ เพราะในช่วงปิดเทอม สภานักเรียนก็มีกิจกรรมของสภานักเรียน ส่วนสันนิบาตเยาวชนก็มีกิจกรรมของตัวเอง แยกส่วนกันชัดเจน
นอกเหนือจากโครงการรับผิดชอบดูแลพื้นที่สีเขียวแล้ว ก็แทบไม่มีงานไหนที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องมาทำร่วมกันเลย
เฉียวชิงอวี้ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธในทันที เธอแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้อย่างชัดเจน ไม่เอาอารมณ์มาปะปน
“ปิดเทอมนี้ฉันคงยุ่งมาก แต่ถ้าพอจะจัดสรรเวลาได้ ฉันจะไปก็แล้วกันนะ”
แววตาของซุนซีอวิ๋นฉายแววดูถูกวูบหนึ่งอย่างรวดเร็ว เธอคิดในใจว่าคนอย่างเฉียวชิงอวี้จะมัวยุ่งอยู่กับเรื่องอะไรได้ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องวุ่นวายในที่ดินรับเหมาของตัวเองนั่นแหละ
ก็นะ โบราณว่าไว้ สุนัขยังไงก็แก้สันดานกินอาจมไม่ได้ คนที่มาจากบ้านนอกคอกนา ต่อให้วาสนาดีได้แต่งงานกับผู้ชายดีๆ ฐานะทางบ้านเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่รากเหง้าความเป็นคนชนบทก็ยังฝังลึกอยู่ในกมลสันดาน เปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่ดี
ซุนซีอวิ๋นเหลือบมองหัวหน้าวิศวกรเฮ่อด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเสียดายและเวทนา ผู้ชายที่สง่างาม เพียบพร้อม และโดดเด่นดุจดวงจันทร์วันเพ็ญอย่างเขา ทำไมถึงต้องมาลงเอยกับผู้หญิงพรรค์นี้ด้วยนะ?
เฉียวชิงอวี้มีดีอะไรนักหนา ก็แค่หน้าตาสวยกว่าชาวบ้านเขานิดหน่อยเท่านั้นเองไม่ใช่หรือไง?
ซุนซีอวิ๋นฝืนยิ้มที่มุมปากอย่างแกนๆ “งั้นก็ตามใจ” พูดจบเธอก็สะบัดหน้าหมุนตัวเดินตรงไปยังรถจี๊ปที่มารับเธอโดยไม่หันกลับมามองอีก
เมื่อเฮ่อซิวอวี้สตาร์ทรถและขับเคลื่อนตัวออกไปได้สักพัก เขาถึงได้เอ่ยถามภรรยาขึ้นมา “ผู้หญิงคนเมื่อกี้เป็นใครครับ”
“ก็ซุนซีอวิ๋นคนที่ฉันเคยเล่าให้ฟังไงคะ”
หัวหน้าวิศวกรเฮ่อขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดวิจารณ์อะไรออกมามากนัก เพราะเขารู้ดีว่าในเรื่องการวางตัวและการจัดการกับผู้คนนั้น ภรรยาของเขาเก่งกาจและรับมือได้ดีอยู่แล้ว แต่เมื่อรถแล่นออกมาได้ระยะหนึ่ง เขาก็อดไม่ได้ที่จะเตือนด้วยความเป็นห่วง
“คนคนนี้มีความฉลาดแกมโกงอยู่บ้าง แถมยังดูไม่ค่อยรู้กาละเทศะเท่าไหร่ ถ้าเป็นไปได้คุณพยายามเลี่ยงอย่าไปยุ่งกับเธอจะดีกว่านะครับ”
เฉียวชิงอวี้กระตุกยิ้มที่มุมปาก เธออยากจะบอกสามีเหลือเกินว่า เมื่อกี้ตอนที่ซุนซีอวิ๋นมองเขา สายตาหล่อนแทบจะกลืนกินเขาลงไปทั้งตัวอยู่แล้ว ประกายความปรารถนาฉายชัดเสียขนาดนั้น
แต่เมื่อเหลือบไปเห็นหนูน้อยหรงหรงที่นั่งตาแป๋วอยู่ข้างๆ เธอก็เลือกที่จะพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “ทราบแล้วค่ะ ฉันเองก็ไม่ได้ชอบหน้าเธอสักเท่าไหร่หรอก”
เฮ่อเสวี่ยหรงได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ
หลังจากเดินเที่ยวซื้อของในตัวเมืองซีชวนกันจนหนำใจร่วมสองชั่วโมง ทั้งสามคนก็กลับขึ้นรถ คราวนี้เฮ่อซิวอวี้พาเฉียวชิงอวี้ขับเลียบไปตามแนวพื้นที่สีเขียวที่อยู่รอบนอก
แม้ว่าจะต้องใช้เวลาเดินทางนานขึ้นกว่าเส้นทางปกติ แต่เฉียวชิงอวี้เป็นคนขอร้องเขาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า อยากจะตระเวนดูสภาพความเรียบร้อยของโครงการปลูกป่าและพื้นที่สีเขียวในระแวกนี้ว่าปีนี้เติบโตไปถึงไหนแล้ว
ทั้งจากฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ซีชวน ศูนย์เพาะพันธุ์ของศาสตราจารย์เฝิง รวมไปถึงหญ้าข้าวบาร์เลย์และถั่วอัลฟัลฟาที่เธอเป็นคนเพาะพันธุ์ขึ้นมาเอง ตอนนี้พืชพรรณเหล่านี้ได้เข้าครอบครองพื้นที่กว่าครึ่งค่อนของเมืองซีชวนไปแล้ว
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้เฉียวชิงอวี้รู้สึกตื้นตันใจ บนทุ่งหญ้าข้าวบาร์เลย์อันเขียวขจี มีชาวบ้านกำลังต้อนวัวและแกะออกมาเล็มหญ้าอย่างมีความสุข
หญ้าพวกนี้ปลูกมาได้สองปีแล้ว รากยึดหน้าดินแน่นหนา ต้นหญ้าแข็งแรงสมบูรณ์ สามารถใช้ประโยชน์เป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ได้อย่างเต็มที่
ต้นไม้สุ่ยหยางแม้จะยังสูงไม่มากนัก แต่ลำต้นก็ดูอวบหนาและแข็งแรง ทรหดอดทนต่อสภาพอากาศ
ยิ่งเมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งจะมีฝนห่าใหญ่ตกลงมา ก็เหมือนสวรรค์ทรงโปรด ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งให้แก่พืชผลในไร่และแนวกันลมสีเขียวเหล่านี้ได้อย่างทันท่วงที
พื้นที่ตรงนี้แต่เดิมเคยเป็นแนวพายุทรายที่เวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความแห้งแล้งและฝุ่นทราย ทว่าในวันนี้กลับกลายเป็นพื้นที่เขียวชอุ่มชุ่มชื้น
ไม่ว่าจะเป็นบนเนินเขาหรือตามร่องลึก หญ้าข้าวบาร์เลย์และถั่วอัลฟัลฟาต่างแข่งกันเติบโตอย่างงดงาม แผ่กิ่งก้านใบปกคลุมผืนดินจนแน่นขนัด
ขณะนี้เป็นเวลาประมาณสี่โมงเย็น แสงแดดยามบ่ายคล้อยสาดส่องลงมากระทบยอดหญ้าที่ยังคงความสดชื่นจากฝนที่เพิ่งตก ทำให้สีเขียวของพวกมันดูฉ่ำน้ำและมีชีวิตชีวายิ่งขึ้นไปอีก
ตลอดเส้นทางที่รถแล่นผ่าน แม้สภาพถนนจะขรุขระไม่ราบเรียบนัก แต่ทิวทัศน์สองข้างทางกลับทำให้จิตใจเบิกบาน พื้นที่ที่เคยเป็นดินทรายรกร้างว่างเปล่า บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นแนวป้องกันลมและทรายที่เขียวขจี
ซีชวนที่เคยแห้งแล้งกันดาร กำลังค่อยๆ กลับมามีชีวิตชีวาด้วยสีเขียวของธรรมชาติทีละเล็กทีละน้อย
หัวใจของเฉียวชิงอวี้เต้นแรงด้วยความปลาบปลื้ม ไม่มีอะไรจะน่าตื่นเต้นและน่าภาคภูมิใจไปกว่าการได้เห็นความฝันและอุดมการณ์ที่ตนเองวาดหวังไว้ ค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวกลายเป็นความจริงขึ้นมาตรงหน้า
เมื่อรถแล่นมาถึงแปลงที่ดินซึ่งเริ่มปลูกหญ้าข้าวบาร์เลย์เป็นชุดแรก เฮ่อซิวอวี้ก็จอดรถลงบนถนนดินทรายอีกครั้ง ทั้งสามคนลงจากรถแล้วเดินเท้าเข้าไปยังขอบทุ่งหญ้า
เฮ่อเสวี่ยหรงตื่นเต้นดีใจ เตรียมจะวิ่งถลาเข้าไปในทุ่งหญ้า แต่เฉียวชิงอวี้คว้าตัวหลานสาวไว้ได้ทัน
“อย่าวิ่งสุ่มสี่สุ่มห้าสิลูก!”
ทุ่งหญ้าตรงนี้ปลูกมาเข้าปีที่สามแล้ว ระบบนิเวศเริ่มสมบูรณ์ กอหญ้าขึ้นหนาทึบ ย่อมมีสัตว์เล็กสัตว์น้อยมาอาศัยอยู่ หากทะเล่อทะล่าวิ่งเข้าไปแล้วไปเจองูเงี้ยวเขี้ยวขอเข้า จะกลายเป็นเรื่องใหญ่
แต่ด้วยความตาไว เฉียวชิงอวี้เหลือบไปเห็นดอกเห็ดสีขาวโผล่พ้นกอหญ้าขึ้นมา “ดูนั่นสิ มีเห็ดด้วย!”
เฮ่อเสวี่ยหรงเองก็มองเห็นเหมือนกัน เด็กหญิงจำได้ว่ามีตะกร้าใบเล็กวางอยู่ตรงมุมห้องเก็บของท้ายรถ เธอจึงรีบร้องบอกให้คุณอาเปิดฝากระโปรงท้ายเพื่อหยิบตะกร้าใบเก่งออกมา
เฮ่อซิวอวี้รับหน้าที่เป็นหน่วยกล้าตายเดินนำหน้า เขาหาท่อนไม้ขนาดย่อมมาถือไว้ในมือ คอยใช้มันแหวกหญ้าและตีไปตามพุ่มไม้ข้างหน้า นี่คือสิ่งที่คนโบราณเรียกว่า ‘ตีหญ้าให้งูตื่น’ หากมีสัตว์เลื้อยคลาน หรือหนูที่ซ่อนตัวอยู่ พวกมันจะได้ตกใจหนีไปก่อน
การฟื้นฟูระบบนิเวศย่อมมาพร้อมกับการกลับมาของห่วงโซ่อาหาร เมื่อมีหญ้าเขียวขจีอุดมสมบูรณ์ พวกสัตว์เล็กสัตว์น้อยเหล่านี้ก็ย่อมย้ายสำมะโนครัวกลับมาสร้างบ้านแปลงเมืองกันที่นี่
ไม่สังเกตหรือว่าช่วงนี้นกนานาชนิดก็บินมาวนเวียนแถวนี้เยอะขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
เห็ดในทุ่งหญ้ามีเยอะมาก อาจเป็นเพราะช่วงนี้ชาวบ้านต่างยุ่งอยู่กับการเก็บเกี่ยวผลผลิตในไร่นา จึงไม่มีใครมีเวลามาเดินหาของป่าแถวนี้ ทำให้เห็ดเหล่านี้รอดพ้นสายตาคนอื่นมาได้
ทั้งสามคนช่วยกันเก็บเห็ดจนเต็มตะกร้าใบเล็กของเฮ่อเสวี่ยหรง เมื่อได้เสบียงมื้อเย็นติดไม้ติดมือมาแล้ว ก็ได้เวลาพากันเดินทางกลับบ้านเสียที
***
ค่ำคืนนั้น แม้จะไม่ได้ถึงขั้นโหยหากันเหมือนคู่รักที่พลัดพรากจากกันนานนับปี แต่ความหวานชื่นและความใกล้ชิดระหว่างสามีภรรยาก็อบอวลไปทั่วห้องนอน
ดึกมากแล้ว ท้องฟ้าภายนอกมืดสนิท คืนนี้เมฆหนาจนบดบังแสงจันทร์ สายลมภายนอกพัดแรงจนได้ยินเสียงใบของต้นซาจีเสียดสีกันดังซู่ซ่า
อากาศไม่ได้อบอ้าวมากนัก แต่เฮ่อซิวอวี้กลับนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากสำหรับเขา ผิดกับเฉียวชิงอวี้ที่เหนื่อยล้ามาทั้งวัน ทันทีที่หัวถึงหมอนไม่นานก็หลับสนิทไปเรียบร้อยแล้ว
เธอนอนตะแคงหันหลังให้เขา เว้นระยะห่างออกไปพอสมควร เมื่อเฮ่อซิวอวี้พยายามจะขยับเข้าไปโอบกอด ร่างบางก็ขยับหนีแล้วใช้มือดันเขาออกอย่างอัตโนมัติทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม
ในสภาพอากาศฤดูร้อนแบบนี้ การนอนเบียดกันก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาเตาไฟสองเตามาวางชิดกัน แล้วเฮ่อซิวอวี้ก็ไม่ใช่เครื่องปรับอากาศที่เย็นฉ่ำเสียด้วย ตัวเขาร้อนผ่าวราวกับเตาถ่าน จึงไม่แปลกที่เธอจะรู้สึกร้อนและอึดอัด
ถึงกระนั้น ชายหนุ่มก็ยังไม่ละความพยายาม อาศัยจังหวะที่ภรรยาหลับสนิท ค่อยๆ ขยับตัวกระดึบๆ เข้าไปหาเธอทีละนิด... ทีละนิด
นาฬิกาบอกเวลาตีหนึ่งแล้ว พรุ่งนี้... ไม่สิ ต้องบอกว่าวันนี้แล้ว เขาต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า
เฮ่อซิวอวี้พลิกตัวอย่างระมัดระวังที่สุด พยายามจัดท่าทางให้สบายและใกล้ชิดภรรยามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นก็นอนนิ่งไม่กล้าขยับตัวอีก เพราะขืนทำเสียงดังจนเฉียวชิงอวี้ตื่นขึ้นมาอาละวาดกลางดึก มีหวังเขาโดนหยิกเนื้อเขียวแน่ๆ
[จบบท]