บทที่ 58: ความฝันกับความจริง
น่าเสียดายเหลือเกินที่ความพยายามของเธอไม่เพียงแต่จะล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ยังถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ยิ่งไปกว่านั้นคือการโดนเฮ่อซิวอวี้ตำหนิกลับมาอย่างรุนแรงจนหน้าชาไปหมด
ซูอวิ๋นเหยารู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้า เธอพยายามข่มอารมณ์ด้วยการขบกัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะหันไปจ้องเฉียวชิงอวี้ที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามดัดให้ดูเป็นธรรมชาติ แม้จะยังฟังดูอู้อี้อยู่ในลำคอก็ตาม
"เฉียวชิงอวี้ มาหาพี่ซิวอวี้เหรอ บังเอิญจังเลยนะ พวกเราสองคนเพิ่งจะกลับมาจากฐานวิจัยด้วยกันเมื่อกี้นี้เอง แต่ตอนนี้พี่เขาดูเหมือนจะยุ่งมาก เธอมีธุระด่วนอะไรหรือเปล่า"
ท่าทางที่แสดงออกมานั้นราวกับหล่อนต้องการจะวางมาดเป็นนายหญิงของบ้านเสียเต็มประดา ช่างเป็นการกระทำที่ดูน่ารังเกียจจนอดเบะปากใส่ไม่ได้จริง ๆ
เฉียวชิงอวี้เลิกคิ้วข้างหนึ่งด้วยความขบขันปนสมเพช พลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ บริเวณทางเดินที่เงียบสงบ ก่อนจะหันกลับมาจ้องหน้าอีกฝ่ายแล้วยิงคำถามกลับไปตรง ๆ แบบไม่อ้อมค้อม
"ที่เธอมาหาเขาถึงที่นี่ สรุปแล้วเป็นเรื่องงานราชการหรือเรื่องส่วนตัวกันแน่"
ซูอวิ๋นเหยายืดตัวขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกเหนือกว่าฉายชัดอยู่ในแววตาขณะตอบกลับ
"แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องงานอยู่แล้ว"
คำตอบนั้นทำให้เฉียวชิงอวี้แค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะสวนกลับไปทันควัน
"ในเมื่อเธอบอกว่าเป็นเรื่องงาน ถ้าอย่างนั้นก็ควรจะเรียกเขาว่า 'หัวหน้าวิศวกรเฮ่อ' สิ คนที่มีการศึกษาสูงส่งอย่างเธอน่าจะแยกแยะออกไม่ใช่เหรอว่าอะไรคือเรื่องงาน อะไรคือเรื่องส่วนตัว ไม่น่าจะเอามาปนกันมั่วซั่วแบบนี้นะ"
พูดจบเฉียวชิงอวี้ก็ขยับเท้าก้าวเข้าไปใกล้อีกหนึ่งก้าว รอยยิ้มที่ส่งไปให้นั้นดูคล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ใช่ มันแฝงไปด้วยความรู้ทันจนทำให้อีกฝ่ายเริ่มวางตัวไม่ถูก
"ซูอวิ๋นเหยา ฉันรู้นะว่าเธอกับเฮ่อซิวอวี้เติบโตมาด้วยกัน เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็กเหมือนพี่น้อง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะมีสิทธิ์มาเรียกชื่อเล่นเขาด้วยท่าทีสนิทสนมหวานหยดต่อหน้าภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขาแบบนี้นะ"
ให้ตายเถอะ เฉียวชิงอวี้รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวจนแทบจะทนไม่ไหว
ถ้านับอายุกันจริง ๆ แล้ว รวมชีวิตชาติก่อนกับชาตินี้เข้าด้วยกัน ซูอวิ๋นเหยาก็ปาเข้าไปหลายสิบปี เป็นคุณป้าได้แล้วแท้ ๆ แต่ยังจะมาทำตัวแอ๊บแบ๊วเรียกผู้ชายว่า 'พี่ซิวอวี้คะ พี่ซิวอวี้ขา' อยู่อีก หน้าด้านชะมัด เธอเห็นแล้วยังรู้สึกอับอายแทนจนหน้าแดงไปหมด
ทว่าซูอวิ๋นเหยาในวันนี้กลับดูสงบนิ่งกว่าปกติ เธอไม่ได้แสดงอาการโกรธเกรี้ยวหรือเต้นเร่า ๆ เหมือนที่เคยเป็น แต่กลับจ้องมองเฉียวชิงอวี้ตาไม่กะพริบ พยายามขุดคุ้ยความทรงจำทุกอย่างเกี่ยวกับผู้หญิงตรงหน้าขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน
คนโบราณว่าไว้ คนที่รู้จักตัวเราดีที่สุดก็คือศัตรูของเราเอง และในทางกลับกัน ในฐานะศัตรู เธอก็มั่นใจว่าเธอรู้นิสัยใจคอของเฉียวชิงอวี้ดีที่สุดเช่นกัน
เพราะฉะนั้น เฉียวชิงอวี้คนปัจจุบันนี้ต้องมีอะไรผิดปกติอย่างแน่นอน
สาวบ้านนอกที่ไม่มีความรู้อย่างเฉียวชิงอวี้ไม่ควรจะมีทักษะการพูดจาฉะฉานและโต้ตอบได้เจ็บแสบขนาดนี้ ต่อให้ไปเข้าเรียนรู้หนังสือจนจบชั้นประถมมาแล้วก็เถอะ มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนได้ขนาดนี้
คำถามที่ผุดขึ้นในใจของซูอวิ๋นเหยาตอนนี้คือ ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ใช่เฉียวชิงอวี้ตัวจริงหรือเปล่า
เดิมทีเธอไม่เคยคิดเลยว่าเฉียวชิงอวี้จะเป็นคนที่กลับชาติมาเกิดเหมือนกับเธอ แต่เมื่อได้เห็นปฏิกิริยาและคำพูดคำจาในวันนี้ ความมั่นใจของเธอก็เริ่มสั่นคลอน
ซูอวิ๋นเหยากระตุกยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นดูน่าสยดสยองและแฝงไปด้วยเล่ห์กลอันชั่วร้ายจนน่าขนลุก
น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกและเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย
"เฉียวชิงอวี้ เมื่อไม่กี่วันก่อนฉันฝันถึงเรื่องราวบางอย่าง มันเป็นเรื่องราวชีวิตในชาติที่แล้วของเธอ เธออยากรู้ไหมว่าจุดจบในชาติที่แล้วของเธอเป็นยังไง เธอตายด้วยวิธีไหน"
เธอเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งเพื่อดูปฏิกิริยา ก่อนจะเน้นเสียงชัดถ้อยชัดคำในประโยคสุดท้าย
"ฉันจะบอกเอาบุญให้นะ ว่าเธอตายน่าอนาถมาก"
บรรยากาศภายในโถงทางเดินเงียบสงัดราวกับป่าช้า มีเพียงเฉียวชิงอวี้และซูอวิ๋นเหยายืนประจันหน้ากันโดยมีระยะห่างเพียงแค่สามถึงสี่ก้าวเท่านั้น
หลังจากที่ซูอวิ๋นเหยาพูดประโยคนั้นจบ รอยยิ้มเยาะเย้ยหยันยังคงประดับอยู่บนใบหน้า เธอตั้งใจยั่วยุให้อีกฝ่ายสติแตก อยากเห็นเฉียวชิงอวี้กรีดร้อง โวยวาย หรือกระโจนเข้ามาตบตีเธอเหมือนคนบ้า
ทำไมเฉียวชิงอวี้ถึงไม่ยอมอยู่เฉย ๆ ที่เขตบ้านพัก ทำไมต้องสะเออะมาวุ่นวายที่ฐานวิจัยด้วย กลัวคนอื่นเขาจะไม่รู้หรือไงว่าเป็นเมียของเฮ่อซิวอวี้
ช่างเป็นผู้หญิงที่หน้าด้านไร้ยางอายสิ้นดี กล้าดียังไงถึงได้บุกมาหาเฮ่อซิวอวี้ถึงห้องทำงานแบบนี้
ตัวเฉียวชิงอวี้เองก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจดีไม่ใช่หรือว่าการแต่งงานครั้งนี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ไม่มีความละอายใจบ้างเลยหรือไง
ทำไมถึงไม่รู้จักทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว อยู่เงียบ ๆ ไปสักวันสองวันไม่ได้หรือยังไงกันนะ
เฉียวชิงอวี้จ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังของอีกฝ่ายอย่างไม่วางตา
เธอกำลังพยายามสะกดกลั้นแรงกระตุ้นที่อยากจะยกมือขึ้นฟาดหน้าสวย ๆ นั่นสักฉาด มือที่ทิ้งลงข้างลำตัวกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ เธอรู้ดีว่านี่คือกับดัก ซูอวิ๋นเหยาจงใจยั่วโมโหเพื่อให้เธอเป็นฝ่ายลงมือเปิดฉากทะเลาะวิวาท
จากนั้นยัยนางเอกจอมปลอมคนนี้ก็จะแสร้งทำตัวเป็นผู้ถูกกระทำที่น่าสงสาร ร้องห่มร้องไห้เรียกร้องความเห็นใจ แล้วก็ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาที่ตัวเองเป็นคนเริ่ม
ถึงแม้ตรงทางเดินนี้จะไม่มีกล้องวงจรปิด แต่ต่อให้มี มันก็บันทึกได้แค่ภาพ ไม่ได้ยินเสียงบทสนทนาที่พวกเธอคุยกันอยู่ดี อีกทั้งภายในห้องทำงานที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าวนั้นก็เงียบกริบ แสดงว่าเฮ่อซิวอวี้คงไม่รู้ว่ามีสงครามประสาทกำลังเกิดขึ้นที่หน้าประตูห้องของเขา
สิ่งที่ซูอวิ๋นเหยาพูดออกมาเมื่อครู่ มีเพียงแค่พวกเธอสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน ต่อให้เฮ่อซิวอวี้หูดีแค่ไหน ก็ไม่มีทางได้ยินเสียงกระซิบกระซาบผ่านประตูไม้หนา ๆ ออกมาได้แน่นอน
ตบก็ไม่ได้ ด่าก็ไม่ดี วันนี้เธอตั้งใจมาคุยธุระสำคัญกับเขา และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เธอมาหาเขาถึงที่ทำงาน ขืนมาถึงก็เปิดฉากตบตีกับผู้หญิงอื่นหน้าห้องสามี มันจะดูเป็นการเสียมารยาทและลดคุณค่าของตัวเองเกินไป
ความรู้สึกคับแค้นใจมันจุกอยู่ที่อก จนต้องขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกันดังกรอด
หลังจากผ่านไปไม่กี่วินาทีที่เหมือนยาวนานนับชั่วโมง เฉียวชิงอวี้ก็ค่อย ๆ คลายมือที่กำแน่นออก
"ซูอวิ๋นเหยา เธอนี่มันร้ายกาจจริง ๆ นะ หน้าไม่อายแถมยังเจ้าเล่ห์เพทุบาย เธอคิดจะยั่วโมโหให้ฉันอาละวาดตบตีกับเธอตรงนี้ แล้วเธอก็จะแกล้งทำตัวเป็นนางเอกผู้ถูกรังแกใช่ไหมล่ะ เสียใจด้วยนะ ฉันฉลาดพอที่จะไม่หลงกลตื้น ๆ ของเธอหรอกย่ะ"
เมื่อแผนการไม่เป็นไปตามที่คิด สีหน้าของซูอวิ๋นเหยาก็เปลี่ยนไปทันที ความหวาดหวั่นเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ความทรงจำในชาติก่อนของเธอสิ้นสุดลงตอนที่เธออายุสี่สิบสามปี
เธออายุมากกว่าเฉียวชิงอวี้ห้าปี ตอนที่เธออายุยี่สิบสอง เฉียวชิงอวี้ในวัยสิบเจ็ดปีได้แต่งงานกับเฮ่อซิวอวี้ นั่นทำให้เธอเก็บความแค้นสะสมมานานถึงยี่สิบปีเต็ม
ใช่ เธอแก่กว่า แล้วมันจะทำไมล่ะ
ซูอวิ๋นเหยากระชับแฟ้มเอกสารในอ้อมแขนแน่นขึ้น ดวงตาจ้องมองใบหน้าที่งดงามอ่อนเยาว์และเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งของเฉียวชิงอวี้ด้วยความริษยาที่กัดกินหัวใจ ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวด้วยแรงอารมณ์จนดูน่ากลัว
"เฉียวชิงอวี้ เธอไม่อยากรู้จริง ๆ เหรอว่าความฝันนั้นมันเกี่ยวกับอะไร เรื่องราวมันเป็นยังไง"
ดวงตาของเฉียวชิงอวี้หรี่ลงเล็กน้อยด้วยความสงสัย ในความหมายของซูอวิ๋นเหยา คำว่า 'ความฝัน' คงหมายถึงเหตุการณ์ในชาติที่แล้วสินะ แต่ในชาติที่แล้วมันมีอะไรสำคัญนักหนาหรือไง ดูเหมือนก็ไม่ได้มีเหตุการณ์ใหญ่อะไรเกิดขึ้นกับตัวเธอนี่นา
แต่ทำไมท่าทางของซูอวิ๋นเหยาถึงได้ดูแปลกประหลาดและมั่นอกมั่นใจขนาดนั้น
เดิมทีเฉียวชิงอวี้ตั้งใจจะหันไปเคาะประตูห้องแล้ว แต่เธอก็ต้องชะงักฝีเท้า ยืนนิ่งพิจารณาซูอวิ๋นเหยาอีกครั้ง
ความทรงจำในชาติก่อนมีเพียงซูอวิ๋นเหยาคนเดียวที่รู้เรื่องราวทั้งหมด
เอาจริง ๆ เธอก็แอบอยากรู้เหมือนกันว่ายัยนี่จะกุเรื่องอะไรมาหลอก หรือมีความลับอะไรที่เธอไม่รู้ แต่เพื่อไม่ให้เสียเชิง เธอจึงแกล้งทำเสียงหงุดหงิดใส่
"ฉันไม่อยากรู้หรอก เธอก็บอกเองไม่ใช่เหรอว่าเป็นเรื่องของชาติที่แล้ว มันจะมาเกี่ยวอะไรกับฉันในชาตินี้ล่ะ ไร้สาระสิ้นดี"
เฉียวชิงอวี้แสดงละครได้สมบทบาท ร่างกายของเธอสั่นเทาน้อย ๆ แสร้งทำเป็นหลบสายตา ไม่กล้าสบตาประสานกับซูอวิ๋นเหยา ก่อนจะขยับตัวทำท่าจะหนีไปเคาะประตูห้องของเฮ่อซิวอวี้เพื่อตัดบท
ซูอวิ๋นเหยาเห็นดังนั้นก็รีบก้าวเท้าเข้ามาขวางหน้าไว้ทันที
ยิ่งอีกฝ่ายไม่อยากฟัง เธอก็ยิ่งอยากจะยัดเยียดความจริงอันโหดร้ายนี้ให้รับรู้!
"ฟังนะเฉียวชิงอวี้ ในฝันของฉัน เธอทรยศหักหลังเฮ่อซิวอวี้ เธอทำเรื่องเลวร้ายจนเขาให้อภัยไม่ได้ สุดท้ายเขาก็เป็นคนลงมือสังหารเธอด้วยตัวเอง!"
ซูอวิ๋นเหยาขยับตัวรุกคืบเข้าไปใกล้อีกหนึ่งก้าว นิ้วชี้เรียวยาวจิ้มไปที่ตำแหน่งหัวใจของเฉียวชิงอวี้ พร้อมกับลดเสียงลงเป็นกระซิบที่แฝงไปด้วยความสะใจ
"ฝีมือการยิงปืนของเขาแม่นมาก กระสุนเจาะทะลุเข้าที่หัวใจของเธอพอดีเป๊ะ!"
ดวงตาคู่สวยของเฉียวชิงอวี้เบิกกว้างขึ้นทันที สีหน้าแสดงออกถึงความตกตะลึงอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
ซูอวิ๋นเหยารู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมากกับปฏิกิริยาตอบสนองที่เห็น เธอก้าวถอยหลังออกมาสองก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง แล้วหัวเราะคิกคักด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูวิปริตชอบกล
"เฉียวชิงอวี้ จริง ๆ แล้วมันก็เป็นแค่ความฝันน่ะนะ เธออย่าเก็บเอาไปคิดมากให้ปวดสมองเลย อย่าถือเป็นจริงเป็นจังไปล่ะ"
เฉียวชิงอวี้ยืนนิ่งไปชั่วครู่ เหมือนกำลังประมวลผลสิ่งที่เพิ่งรับรู้ แต่แล้วจู่ ๆ ริมฝีปากของเธอก็ค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
"ซูอวิ๋นเหยา จะบอกอะไรให้นะ ฉันน่ะเป็นคนที่เชื่อเรื่องดวงเรื่องโชคลางมาก ๆ สิ่งที่เธอฝันเนี่ย ดีไม่ดีมันอาจจะเป็นเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นก็ได้นะ แสดงว่าในชาติที่แล้วเฮ่อซิวอวี้ติดหนี้ชีวิตฉันอยู่หนึ่งชีวิต ถ้าอย่างนั้นชาตินี้เขาอย่าหวังว่าจะหนีรอดไปจากกำมือของฉันได้เลย"
คำตอบที่คาดไม่ถึงทำเอาซูอวิ๋นเหยาถึงกับยืนแข็งทื่อเป็นหิน ชะงักค้างไปชั่วขณะ
เฉียวชิงอวี้ส่งยิ้มหวานหยดย้อยไปให้ พร้อมกับโบกมือให้อย่างอารมณ์ดี
"ซูอวิ๋นเหยา ถึงฉันจะเกลียดขี้หน้าเธอมากแค่ไหน แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางครั้งเธอก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ”
“อันที่จริงช่วงนี้ฉันกำลังคิด ๆ อยู่ว่าจะหย่ากับเฮ่อซิวอวี้ดีไหม แต่พอได้ยินเรื่องที่เธอเล่ามา ฉันเปลี่ยนใจแล้วล่ะ ชาตินี้ทั้งชาติฉันจะไม่ยอมปล่อยเขาไปเด็ดขาด ฉันจะอยู่ทวงหนี้ชีวิตกับเขาไปจนตายนั่นแหละ ขอบใจมากนะที่เตือนสติ"
พูดจบ เฉียวชิงอวี้ก็หันหลังเดินนวยนาดไปที่หน้าประตูห้องทำงานของเฮ่อซิวอวี้อย่างไม่รีบร้อน แล้วยกมือขึ้นเคาะประตูไม้จังหวะหนักแน่น 'ก๊อก ก๊อก ก๊อก'
แต่ก่อนที่ประตูจะเปิดออก เธอก็หันขวับกลับมามองซูอวิ๋นเหยาอีกครั้ง ดวงตาเป็นประกายวาววับไปด้วยรอยยิ้ม แต่ถ้อยคำที่พ่นออกมานั้นกลับเชือดเฉือนบาดลึกถึงกระดูกดำ
"ซูอวิ๋นเหยา ฉันเดาว่าชาติที่แล้วเธอคงจะอกแตกตายด้วยความอัดอั้นตันใจแน่ ๆ เลย ดูจากปากคอที่เลาะร้ายและจิตใจที่สกปรกของเธอแล้ว ฉันมั่นใจว่าชาตินี้จุดจบของเธอก็คงไม่สวยเหมือนกัน เตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดีเถอะ!"
ซูอวิ๋นเหยาที่ยืนอยู่ด้านหลังหน้าถอดสี เดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีดสลับกันไปมาด้วยความโกรธจัดจนตัวสั่น
สายตาของเธอจับจ้องไปที่แผ่นหลังบอบบางของหญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าประตู ถ้าไม่ติดว่าที่นี่คือหน้าห้องทำงานในสถานที่ราชการ เธอคงจะพุ่งเข้าไปกระชากผมแล้วตบหน้าผู้หญิงคนนั้นให้หายแค้นไปแล้ว
ทำไม... ทำไมแกถึงไม่ยอมปล่อยเขาไป?
ชาติที่แล้วแกก็ทำร้ายเขาจนพังพินาศขนาดนั้น ชาตินี้แกยังคิดจะทำร้ายเขาซ้ำอีกหรือไง!
[จบบท]