บทที่ 86: ตัวแปรที่ชื่อแอนนา
ความเป็นจริงแล้ว เฮ่อซิวอวี้มีภารกิจรัดตัวกองพะเนินเทินทึกรอให้สะสางจนแทบจะไม่มีเวลาได้หยุดพักหายใจ แต่ดูเหมือนว่าเช้าวันนี้ เขาจะปลีกตัวไปไหนไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิดเสียแล้ว
ท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าตรู่ที่ท้องฟ้ายังคงถูกย้อมด้วยสีน้ำเงินเข้ม แสงอาทิตย์ยังไม่ทันได้ทอประกายโผล่พ้นขอบฟ้า เฮ่อเสวี่ยหรงกลับลุกขึ้นมานั่งตัวตรงแหน็วอยู่บนเตียงเล็กของตัวเองเสียแล้ว
เด็กน้อยจ้องมองมาที่เขาเขม็งด้วยดวงตาใสแจ๋วที่เบิกกว้าง การถูกจ้องมองแบบไม่กะพริบตาในความมืดสลัวที่มีเพียงแสงรำไรเช่นนี้ พูดกันตามตรงเลยว่า ต่อให้เป็นเฮ่อซิวอวี้ที่มีจิตใจเข้มแข็งดั่งหินผาเพียงใด ก็ยังอดรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาไม่ได้
"เช้าเกินไปหรือเปล่า" เฮ่อซิวอวี้พึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางเหลือบสายตามองนาฬิกา แสงสว่างเพิ่งจะเริ่มจับขอบฟ้าเพียงจางๆ เท่านั้น
วันนี้เขามีตารางงานต้องพาหลานสาวตัวน้อยไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลในฐานวิจัยก็จริง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องตื่นเช้าขนาดไก่ยังไม่ทันจะเริ่มโห่ร้องแบบนี้เลย
ทว่าดูเหมือนเฮ่อเสวี่ยหรงจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่าเธอจะไม่ล้มตัวลงนอนต่อ แม้ท่าทางของเธอจะดูแข็งทื่อราวกับหุ่นยนต์ตัวน้อยที่ถูกป้อนคำสั่ง
แต่เด็กหญิงก็ค่อยๆ ถอดชุดนอนออกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มือเล็กหยิบเสื้อไหมพรมและกางเกงขายาวมาสวม ใส่ถุงเท้าคู่จิ๋ว ตามด้วยเสื้อคลุมตัวนอกและกางเกงขายาว ก่อนจะปิดท้ายด้วยการสวมรองเท้าหนังคู่เล็กอย่างเชื่องช้าทว่าประณีตบรรจง
เมื่อแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จสรรพ เธอก็มายืนประจันหน้ากับเฮ่อซิวอวี้ แล้วจ้องมองเขาเงียบๆ ราวกับจะส่งแรงกดดันผ่านทางสายตา
เฮ่อซิวอวี้ถอนหายใจยาวเหยียดอย่างจำนนต่อโชคชะตา "โอเคๆ ตื่นก็ตื่น อาตื่นแล้ว"
เขาเคยชินกับการทำงานหนักแบบหามรุ่งหามค่ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การต้องตื่นเช้าเพียงแค่นี้จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร หลังจากจัดการธุระส่วนตัวและล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเรียบร้อย เขาก็อุ้มเฮ่อเสวี่ยหรงเดินตรงดิ่งไปยังบ้านหลังใหม่
สภาพของบ้านใหม่ในเวลานี้ดูเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาก ลานบ้านถูกทำความสะอาดเสียจนเกลี้ยงเกลาสะอาดตา ทางเดินตรงกลางปูทับด้วยแผ่นหินเรียบกริบดูสบายตาน่าเดิน ส่วนพื้นที่ด้านข้างที่ยังคงเป็นดินว่างเปล่านั้น เป็นผลงานการหักร้างถางพงของเฉียวชิงอวี้ที่ตั้งใจเว้นที่ว่างเอาไว้สำหรับปลูกต้นไม้
เฮ่อซิวอวี้อุ้มหลานสาวตัวน้อยเดินเข้ามาภายในตัวบ้าน พลางชี้ชวนให้ดูห้องต่างๆ พร้อมกับลอบสังเกตสีหน้าของเด็กน้อยไปด้วย เขาหยุดยืนที่หน้าห้องว่างห้องหนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มละมุนที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน
"หรงหรง ดูตรงนี้สิ อาสะใภ้ของหนูบอกว่า เธอจะปลูกต้นหญ้าใบใหญ่เอาไว้ให้หนูตรงนี้ แล้วเธอยังบอกอีกนะว่าจะมีดอกไม้สวยๆ บานสะพรั่งเต็มไปหมดเลย..."
แม้เฮ่อเสวี่ยหรงจะยังคงนิ่งเงียบไร้ปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ แต่เฮ่อซิวอวี้ก็ไม่ละความพยายาม เขาอุ้มเธอเดินต่อไปยังห้องถัดไป
แสงอาทิตย์ยามเช้าเริ่มสาดส่องลอดผ่านกลีบเมฆลงมา กระทบกับกระจกหน้าต่างจนเกิดประกายแสงระยิบระยับ จินตนาการได้เลยว่าหากดวงอาทิตย์เคลื่อนตัวโผล่พ้นขอบฟ้าเต็มดวง ห้องนี้คงจะสว่างไสวและอบอวลไปด้วยความอบอุ่นน่าอยู่มากทีเดียว
เฮ่อซิวอวี้ชี้ไปที่ขอบหน้าต่าง แล้วเริ่มถ่ายทอดเรื่องราวที่เฉียวชิงอวี้เคยเปรยให้เขาฟัง
"อาสะใภ้บอกว่าจะวางกระถางดอกไม้เรียงรายไว้เต็มขอบหน้าต่างเลยนะ" เขาเล่าเรื่องราวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับกำลังเล่านิทาน
"เธอบอกว่ามีดอกไม้ชนิดหนึ่งชื่อว่า 'ดอกสายรุ้ง' มันมีสีสันสดใสถึงเจ็ดสีเหมือนสายรุ้งบนท้องฟ้า ใบของมันมีลักษณะคล้ายใบบัว เวลาดอกบานเราสามารถอธิษฐานขอพรกับมันได้ด้วยนะ"
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงมองใบหน้าจิ้มลิ้มของหลานสาวแล้วพูดต่อ
"แล้วอาสะใภ้ยังบอกอีกว่า เธอมีเมล็ดพันธุ์ดอกไม้พิเศษอยู่ชนิดหนึ่ง ชื่อว่า 'ดอกเสวี่ยหรง' ชื่อเหมือนกับหนูเปี๊ยบเลย คำว่าเสวี่ยหมายถึงหิมะสีขาวบริสุทธิ์ คำว่าหรงคือขนนุ่มนิ่ม ส่วนคำว่าหรงในชื่อของหนูคือดอกพูหรง"
"อาสะใภ้บอกว่า ภาษาดอกไม้ของดอกเสวี่ยหรงคือ 'ความกล้าหาญ' และ 'ความทรงจำที่สำคัญที่สุด' เธอบอกอากับปากเลยว่า หนูเป็นเด็กที่กล้าหาญมากๆ รู้ไหม ดังนั้นเธอจะปลูกดอกเสวี่ยหรงเอาไว้ที่ริมหน้าต่างห้องนอนของหนู ให้มันเติบโตงอกงามไปพร้อมกับตัวหนู"
เฮ่อซิวอวี้ไม่สนใจหรอกว่าเด็กน้อยจะเข้าใจความหมายซึ้งกินใจทั้งหมดนี้หรือไม่ เขาเพียงแค่อยากถ่ายทอดทุกถ้อยคำ ทุกความตั้งใจดีที่เฉียวชิงอวี้เคยบ่นพึมพำกับเขาให้หลานสาวได้รับฟังอย่างครบถ้วนไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว
และในชั่วขณะนั้นเอง สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็พลันเกิดขึ้น
เฮ่อเสวี่ยหรงที่เอาแต่นิ่งเงียบมาโดยตลอด จู่ๆ ก็เอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย เพื่อปรับระดับสายตาให้ตรงกันกับเขา ดวงตาดำขลับกลมโตคู่นั้นจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของเฮ่อซิวอวี้
ช่วงเวลานั้น เฮ่อซิวอวี้รู้สึกตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูก เขาจ้องตอบหลานสาวโดยไม่กล้ากะพริบตา และในจังหวะถัดมา มือน้อยๆ ของเฮ่อเสวี่ยหรงก็ค่อยๆ ยื่นออกมาโอบรอบลำคอของเขาอย่างเชื่องช้า ก่อนจะซบศีรษะเล็กๆ ลงบนไหล่กว้างของเขาอย่างแสดงความไว้เนื้อเชื่อใจ
เฮ่อซิวอวี้ยืนนิ่งแข็งค้างราวกับถูกสาป ไม่กล้าขยับเขยื้อนตัวแม้แต่นิดเดียว ขอบตาของเขาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขาจำต้องรีบหลับตาลงเพื่อซึมซับความรู้สึกตื้นตันนี้
เขากลัวเหลือเกินว่า ถ้าลืมตาตื่นขึ้นมาแล้ว ทุกอย่างจะเป็นเพียงแค่ความฝันตื่นหนึ่ง
***
ช่วงสายของวัน ซูอวิ๋นเหยาตัดสินใจลางานแล้วปั่นจักรยานมุ่งหน้าตรงดิ่งมายังเขตบ้านพักครอบครัวของฐานวิจัย
เธอคำนวณเวลาเอาไว้ดิบดีแล้วว่าเฉียวชิงอวี้จะต้องอยู่ติดบ้านแน่ๆ ถึงแม้จะเพิ่งก่อเรื่องเกือบทำลายงานต้อนรับคณะดูงานไปหมาดๆ แต่อย่างน้อยวันพรุ่งนี้จะเป็นวันย้ายบ้านครั้งใหญ่ของคนในบ้านพัก
คนที่ไม่ทำงานทำการเป็นหลักแหล่งอย่างเฉียวชิงอวี้คงไม่กล้าออกไปเดินลอยชายที่ไหน แม้แต่พนักงานบางคนที่ทำงานในโรงงานฐานวิจัยยังต้องหาเวลาปลีกตัวกลับมาเก็บของเลย
และเหตุการณ์ก็เป็นไปตามคาด ประตูรั้วบ้านของเฉียวชิงอวี้ไม่ได้ลงกลอนล็อกเอาไว้ ซูอวิ๋นเหยาจึงถือวิสาสะผลักประตูเดินอาดๆ เข้าไปภายในลานบ้านทันที
ลานบ้านดูโล่งตาลงไปมาก ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ถูกจัดเก็บมัดรวมกันเป็นกองวางตั้งไว้อย่างเป็นระเบียบที่มุมกำแพงด้านหนึ่ง
เมื่อเข้าสู่เดือนพฤษภาคม อากาศก็เริ่มอุ่นขึ้นตามลำดับ ผู้คนส่วนใหญ่ต่างพากันถอดเสื้อกันหนาวหนาเตอะออกกันหมดแล้ว ประตูหน้าต่างจึงถูกเปิดกว้างเพื่อรับลม ซูอวิ๋นเหยายืนอยู่ที่หน้าประตูบ้าน วางมือทาบลงบนบานประตูที่เปิดอ้าอยู่ แล้วเคาะเบาๆ สองสามทีพอเป็นมารยาท
"มีใครอยู่ไหม"
เฉียวชิงอวี้ที่ได้ยินเสียงเรียกจึงเดินออกมาจากห้องฝั่งตะวันออก ทันทีที่เห็นว่าเป็นซูอวิ๋นเหยา คิ้วเรียวสวยก็ขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ
ยัยนี่ไม่ไปทำงานทำการหรือไง วิ่งแจ้นมาทำอะไรที่นี่อีก?
ซูอวิ๋นเหยาจ้องมองเฉียวชิงอวี้ด้วยสายตาที่ซ่อนความริษยาเอาไว้ไม่มิด เธอสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผิวพรรณของเฉียวชิงอวี้ดูดีขึ้นผิดหูผิดตา ทั้งที่อากาศเดือนพฤษภาคมทั้งแห้งแล้งและเต็มไปด้วยฝุ่นทรายพัดปลิวว่อน แต่ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้ดูสวยวันสวยคืนแบบนี้ได้
ความอิจฉามันแล่นพล่านสุมอยู่ในอก ซูอวิ๋นเหยารีบชิงพูดแทรกขึ้นก่อนที่เฉียวชิงอวี้จะทันได้เอ่ยปากไล่
"เฉียวชิงอวี้ เธออย่าเพิ่งรีบไล่ฉันนะ ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยกับเธอ..."
เธอยกนิ้วชี้ไปทางห้องหนังสือที่ประตูปิดสนิทแน่นหนาและมีแม่กุญแจคล้องล็อกอยู่ "เธอเห็นห้องนั้นไหม ประตูล็อกอยู่ใช่หรือเปล่า ข้างในนั้นเก็บของสำคัญของเฮ่อซิวอวี้เอาไว้ แต่เธอคงไม่รู้เรื่องอะไรเลยสินะ"
ซูอวิ๋นเหยายิ้มที่มุมปาก พลางร่ายยาวด้วยน้ำเสียงที่จงใจยั่วยุอารมณ์ "ที่บ้านพักเราเคยมีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ 'แอนนา' เธอเป็นลูกครึ่ง หน้าตาสวยหยาดเยิ้ม”
“แถมยังเก่งกาจพูดได้ตั้ง 6 ภาษา ถ้าไม่ใช่เพราะคุณยายของเธอพากลับไปรับมรดกที่ประเทศ S ล่ะก็ ป่านนี้ชื่อในช่องคู่สมรสของเฮ่อซิวอวี้คงเป็นแอนนา ไม่ใช่เฉียวชิงอวี้อย่างเธอหรอก"
เธอยักไหล่เล็กน้อยแล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงเสียดสี "ในห้องหนังสือที่ล็อกอยู่นั่นน่ะ มีจดหมายที่พวกเขาเขียนหากันเก็บไว้เป็นตั้งๆ จดหมายพวกนั้นฉันเองแหละที่เป็นคนส่งให้เฮ่อซิวอวี้กับมือ”
“แต่ก็นะ... เขาเขียนกันเป็นภาษาต่างประเทศ ต่อให้เอามาให้เธอดู เธอก็คงอ่านไม่ออกอยู่ดี อันที่จริงเฮ่อซิวอวี้ไม่เห็นจำเป็นต้องล็อกห้องเลยด้วยซ้ำ..."
พอพูดจบ ซูอวิ๋นเหยาก็สะบัดหน้าหมุนตัวเดินกลับออกไปทันที เธอรู้กิตติศัพท์ปากคอเราะร้ายของเฉียวชิงอวี้เป็นอย่างดี ขืนอยู่นานกว่านี้คงโดนด่าจนหน้าหงายแน่ๆ เธอแค่ต้องการมาหย่อนระเบิดลูกใหญ่นี้ทิ้งไว้ก็พอใจแล้ว
เฉียวชิงอวี้เดินตามออกมาถึงหน้าประตู ทันเห็นแผ่นหลังของซูอวิ๋นเหยาที่รีบปั่นจักรยานเลี้ยวหายวับไปตรงมุมกำแพงอย่างรวดเร็ว
"ยัยบ้าเอ๊ย..." เฉียวชิงอวี้ส่ายหัวเบาๆ อย่างระอา
ไม่ว่าผู้หญิงจะอายุเท่าไหร่ พอเป็นเรื่องของความรักและความหึงหวง สติปัญญาก็มักจะลดฮวบลงจนน่าตกใจเสมอ
เฉียวชิงอวี้ยืนพิงกรอบประตู ยิ้มขำให้กับความพยายามอันน่าสมเพชของอีกฝ่าย เธอไม่ได้รู้สึกเจ็บแค้นหรือหึงหวงอะไรกับเรื่องไร้สาระพรรค์นี้เลยสักนิด เธอหมุนตัวเดินกลับเข้ามาในบ้าน แต่สายตาก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบไปมองแม่กุญแจที่คล้องล็อกอยู่หน้าประตูห้องฝั่งตะวันตก
เธอกะพริบตาปริบๆ พลางนึกทบทวนคำพูดของซูอวิ๋นเหยาเมื่อครู่
แอนนา... ลูกครึ่งสาวสวยที่กลับไปรับมรดกมหาศาลที่ประเทศ S งั้นเหรอ?
แถมยังมีจดหมายรักที่เขียนโต้ตอบพรรณนาถึงกันกับเฮ่อซิวอวี้เก็บซ่อนไว้ในห้องนั้นอีกต่างหาก
ลองจินตนาการดูสิว่า ถ้าเจ้าของร่างนี้ยังอยู่ เธอจะทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้?
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเจ้าของร่างเดิมนั้นหลงรักเฮ่อซิวอวี้อย่างหัวปักหัวปำ ผู้หญิงที่รักผู้ชายคนหนึ่งมากๆ ย่อมต้องเกิดอาการหึงหวงเป็นธรรมดา ยิ่งโดนคนนอกมาเป่าหูยุแยงตะแคงรั่วขนาดนี้ ไฟริษยาคงลุกโชนท่วมหัวใจ
เธอมองไปที่แม่กุญแจดอกนั้น... เธอไม่มีกุญแจไขห้องนี้ แม้ความสัมพันธ์ของเธอกับเฮ่อซิวอวี้จะดูดีขึ้นในช่วงนี้ แถมเธอยังช่วยชีวิตหลานสาวของเขาเอาไว้ แต่เฮ่อซิวอวี้ก็ไม่เคยคิดจะมอบกุญแจห้องนี้ให้เธอถือครอง
ไม่ใช่ว่าเธอไม่กล้าเอ่ยปากขอ แต่เพราะเขาไม่เคยมีความคิดที่จะให้เลยต่างหาก เพราะห้องนั้นคือพื้นที่ส่วนตัวที่เขาหวงแหนที่สุด
ดังนั้น เมื่อถูกซูอวิ๋นเหยาจุดชนวนระเบิดลูกใหญ่ขนาดนี้ ถ้าเป็นเฉียวชิงอวี้คนเดิมคงสติแตกกระเจิงไปแล้ว ในบ้านมีขวานนี่นา หล่อนคงคว้าขวานมาจามแม่กุญแจทิ้ง แล้วบุกเข้าไปรื้อค้นจดหมายเหล่านั้นออกมาฉีกทิ้งจนไม่เหลือชิ้นดีแน่ๆ
เรื่องราวมันช่างเดาทางได้ง่ายดายขนาดนั้นเลยเชียว
เฉียวชิงอวี้เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง พลังอำนาจของ 'บทละคร' นี่มันน่ากลัวจริงๆ
ลองนึกย้อนดูสิ ตั้งแต่เรื่องจุดไฟเผาบ้าน เรื่องแก๊งค้ามนุษย์ มาจนถึงเรื่องทุบแม่กุญแจห้องทำงาน เรื่องราวพวกนี้ดูเหมือนจะเป็นเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นสะเปะสะปะไม่ปะติดปะต่อ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันคือการพยายามผลักดันให้ตัวละครอย่าง 'เฉียวชิงอวี้' เดินหน้าไปสู่จุดจบที่น่าอนาถตามต้นฉบับเดิม
ในนิยายต้นฉบับ หลังจากเกิดเรื่องราววุ่นวายพวกนี้ โดยเฉพาะฟางเส้นสุดท้ายที่เจ้าของร่างเดิมเอาเฮ่อเสวี่ยหรงไปแลกกับเนื้อวัวหมักซอสเพียงชิ้นเดียว พอความลับแตก เฮ่อซิวอวี้โกรธแค้นจนแทบจะฆ่าเธอให้ตายคามือ
เธอจึงต้องหนีเตลิดเปิดเปิงออกไปกลางดึก ท่ามกลางทุ่งร้างรกร้างในช่วงรอยต่อระหว่างฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ฝูงหมาป่ากำลังหิวโซ... และนั่นคือจุดจบสุดท้ายของเฉียวชิงอวี้ในหน้านิยาย
แต่ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยนะ... ฉันไม่ใช่เฉียวชิงอวี้คนนั้น และฉันจะไม่ยอมเดินตามเกมของใครหน้าไหนทั้งนั้น
[จบบท]