บทที่ 9: เวลาหนึ่งนาที
หลังจากนั่งสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง เฉียวชิงอวี้ก็ตัดสินใจลุกขึ้นยืน เธอกระชับห่อผ้าในอ้อมแขนให้แน่นขึ้นก่อนจะเดินย้อนกลับเข้าไปภายในที่ทำการไปรษณีย์อีกครั้ง
เหล่าฉางที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดเอกสารเงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ เขาขยับแว่นสายตาพลางเอ่ยถาม
"อ้าว... ทำไมเดินกลับมาอีกรอบล่ะนั่น ลืมของอะไรรึเปล่า?"
"เปล่าหรอกจ้ะลุงฉาง พอดีฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าอยากจะขอใช้โทรศัพท์ทางไกลโทรกลับไปที่บ้านสักหน่อยจ้ะ"
"อ้อ อย่างนี้นี่เอง ถ้าอย่างนั้นก็ต้องกรอกแบบฟอร์มขอใช้โทรศัพท์ก่อนนะ"
"ได้จ้ะ ขอบคุณลุงฉางมากเลยนะจ๊ะ"
หลังจากปรับอารมณ์จนเข้าที่เข้าทางแล้ว ความรู้สึกหนักอึ้งในใจก็ดูเหมือนจะเบาบางลงไปมาก
เฉียวชิงอวี้หยิบปากกาขึ้นมากรอกรายละเอียดลงในใบคำร้องอย่างคล่องแคล่ว เมื่อเขียนเสร็จเธอก็ยื่นกระดาษแผ่นนั้นพร้อมกับบัตรประจำตัวผู้พักอาศัยในเขตบ้านพักให้เหล่าฉางตรวจสอบ
จังหวะที่ยื่นเอกสารให้นั้น เธอแสร้งทำสีหน้าจริงจังและเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ
"ลุงฉางจ๊ะ พี่สะใภ้หลิวเฉียวเหวินที่บ้านพักน่ะ แกชมลุงให้ฉันฟังบ่อยๆ เลยนะ บอกว่าลุงฉางบริการดีมาก เป็นกันเองสุดๆ สมกับเป็นผู้รับใช้ประชาชนตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะจ้ะ"
คำยารหอมนี้ได้ผลชะงัดนัก เหล่าฉางฉีกยิ้มกว้างจนเห็นรอยตีนกาที่หางตา เขาหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี กวาดสายตาตรวจทานใบคำร้องอย่างละเอียด
ก่อนจะประทับตราสีแดงสดลงบนกระดาษดังปึก จากนั้นจึงเดินนำเฉียวชิงอวี้ไปยังห้องโทรศัพท์เล็กๆ ที่อยู่ติดกัน
เขาเปิดประตูห้องให้เธอพร้อมกับถ่อมตัวด้วยท่าทีขัดเขินเล็กน้อย
"โธ่เอ๊ย... ก็แค่ทำตามหน้าที่เพื่อบริการประชาชนเท่านั้นแหละ สหายหลิวเฉียวเหวินก็พูดเกินไป ชมซะลุงตัวลอยเชียว"
หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่เฉียวชิงอวี้ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เพราะเพียงเท่านี้เธอก็พอจะเดาออกได้รางๆ แล้วว่าก่อนหน้านี้หลิวเฉียวเหวินโทรหาใคร
คงหนีไม่พ้นเมิ่งซือฉี แม่เลี้ยงของสามีเธอที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อนคนนั้นแน่ๆ
เฉียวชิงอวี้อดขำในใจไม่ได้ นี่มันยุคสมัยไหนกันแล้ว ยังจะมีใครมานั่งเล่นบทสายลับจับบ้านเล็ก คอยส่งข่าวฟ้องนายแม่อีกหรือนี่ ช่างเป็นเรื่องที่น่าขันสิ้นดี
เธอหันไปขอบคุณเหล่าฉางอีกครั้งตามมารยาท ก่อนจะแทรกตัวเข้าไปในตู้โทรศัพท์สี่เหลี่ยมแคบๆ นั้น
เมื่อประตูปิดลง เสียงรบกวนจากภายนอกก็เงียบหายไป เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเริ่มหมุนแป้นโทรศัพท์
การจะโทรทางไกลในยุคสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ขั้นตอนยุ่งยากพอสมควร
เริ่มแรกต้องโทรเข้าศูนย์รับแจ้งเพื่อให้พนักงานต่อสายไปยังปลายทาง จากนั้นสัญญาณก็จะถูกส่งต่อเป็นทอดๆ จากชุมสายหนึ่งไปยังอีกชุมสายหนึ่ง กว่าจะได้คุยกับคนที่ต้องการจริงๆ ก็ต้องผ่านด่านหลายด่าน
แถมความเป็นส่วนตัวแทบจะเป็นศูนย์ เพราะบทสนทนาทั้งหมดมักจะดังลอดออกมาให้พนักงานรับสายได้ยินอย่างชัดเจน ยกเว้นเสียแต่ว่าเป็นสายพิเศษทางทหาร
ดังนั้นในยุคนี้ อาชีพพนักงานรับโทรศัพท์จึงถือว่าเป็นงานที่มีหน้ามีตาและดูโก้เก๋ไม่หยอกเลยทีเดียว
รอสัญญาณอยู่พักใหญ่ ในที่สุดปลายสายก็กดรับ เสียงที่ดังลอดออกมาตามสายโทรศัพท์นั้นห้าวทุ้มและดุดัน
ฟังดูคุ้นหูอย่างประหลาด คนที่รับสายไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นลุงแท้ๆ ของเธอ 'เฉียวจื้อหย่วน' หัวหน้ากลุ่มการผลิตที่ 3 แห่งหมู่บ้านตระกูลโจว ชายผู้มีความฝันอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตคือการได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้ากองพล
แต่น่าเสียดายที่หัวหน้ากองพลคนปัจจุบันอายุน้อยกว่าเขาเสียอีก ความหวังที่จะรอเสียบตำแหน่งต่อจึงริบหรี่จนแทบมองไม่เห็นทาง
ความจริงแล้วเฉียวชิงอวี้ตั้งใจจะโทรหาพี่ชายคนโตอย่างเฉียวเกินเป่า แต่พอได้ยินเสียงลุง เธอก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าคุยกับลุงน่าจะเข้าท่ากว่า เธอพยายามปรับน้ำเสียงให้ฟังดูสั่นเครือเล็กน้อยเพื่อเรียกคะแนนความสงสาร
"ลุงจ๊ะ... นี่ฉันชิงอวี้เองนะ"
ปลายสายเงียบกริบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงด่าทอจะระเบิดออกมาดังลั่น ราวกับประทัดแตกใส่หูผ่านโทรศัพท์สีดำรุ่นเก่าคร่ำครึ
"...ยัยเด็กบ้า! ยังมีหน้าโทรกลับมาอีกเหรอ! รู้ไหมว่าทำตัวเหลวไหลขนาดนี้ พ่อกับแม่ของเธอต้องเอาหน้าไปมุดไว้ที่ไหน! ชาวบ้านเขานินทากันให้แซ่ดไปหมดแล้ว!"
เฉียวชิงอวี้หลับตาลง นึกภาพออกเลยว่าตอนนี้ลุงเฉียวจื้อหย่วนคงกำลังตะโกนจนน้ำลายแตกฟอง หน้าดำหน้าแดงด้วยความโมโหสุดขีด
"ลุงจ๊ะ ฟังฉันก่อน ฉันมีเรื่องสำคัญคอขาดบาดตายจะคุยด้วย แถวๆ นั้นมีคนอื่นอยู่ไหมจ๊ะ?"
น้ำเสียงของเฉียวชิงอวี้แม้จะไม่ดังมาก แต่กลับมีความหนักแน่นและกังวานใสจนน่าฟัง เธอจงใจพูดขัดจังหวะการบ่นยืดยาวของลุงอย่างไม่เกรงใจ
คำถามนั้นทำให้เฉียวจื้อหย่วนชะงักไป ความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่ลดระดับลงเมื่อสัมผัสได้ถึงความจริงจังในน้ำเสียงของหลานสาว เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้นที่ยังเจือความหงุดหงิด
"ในห้องทำงานกองพลก็มีแค่ลุงคนเดียวนี่แหละ มีอะไรก็รีบๆ พูดมา!"
"ลุงอยากจะเป็นหัวหน้ากองพล หรือข้ามขั้นไปเป็นเลขาธิการคอมมูนเฟิงโซ่วเลยไหมจ๊ะ?"
คำถามของเฉียวชิงอวี้เปรียบเสมือนระเบิดลูกใหญ่ที่โยนใส่กลางวงสนทนา เฉียวจื้อหย่วนถึงกับสะดุ้งโหยง เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติหยุดชะงักไปชั่วขณะด้วยความตกตะลึง
"ยัยเด็กบ้า! พูดจาเลอะเทอะอะไรของเธอ! นี่มัน..."
เสียงตะคอกขาดหายไปกลางคัน เมื่อสมองของเขาประมวลผลได้ทันทีว่าหลานสาวคนนี้แต่งงานไปกับใคร
ไม่ต้องพูดถึงเฮ่อซานผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่ไกลถึงปักกิ่ง แค่เฮ่อซิวอวี้ สามีของหลานสาวคนนี้ ก็เป็นถึงระดับมันสมองของชาติ
ดูแลฐานวิจัยที่มีขนาดใหญ่กว่าอำเภอเสียอีก ได้ยินมาว่าแค่ลูกน้องที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยใต้บังคับบัญชาก็ปาเข้าไปหลายร้อยคนแล้ว
ชื่อของเฉียวจื้อหย่วนแปลว่า 'ปณิธานอันกว้างไกล' ซึ่งก็ตรงกับความทะเยอทะยานของเขาเปี๊ยบ ถึงแม้ปีนี้อายุจะปาเข้าไปห้าสิบกว่าแล้ว แต่เขาก็ยังเชื่อมั่นลึกๆ ว่าตัวเองยังมีโอกาสไต่เต้าขึ้นไปในตำแหน่งที่สูงกว่านี้
"เรื่องอยากเป็นไม่อยากเป็นน่ะ ลุงเป็นคนตัดสินใจเองหรือไง?" เฉียวจื้อหย่วนที่เริ่มได้สติถามกลับเสียงขุ่น แต่ในใจเริ่มเต้นระรัว
"ลุงจ๊ะ เอาเป็นว่าเราคุยกันสั้นๆ ง่ายๆ นะ ถ้าลุงเชื่อฉันและทำตามที่ฉันบอก ฉันรับรองว่าฝันของลุงจะเป็นจริงแน่นอน"
ปลายสายเงียบกริบไปอีกครั้ง ความลังเลเริ่มก่อตัวขึ้นผสมกับความโลภที่ซ่อนอยู่ในใจลึกๆ
"ไหน... ลองว่ามาซิ"
"ที่ฉันมียุ้งฉาง... เอ้ย มีเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดสายพันธุ์ใหม่ล่าสุด มันมีระยะเวลาการเติบโตสั้นมาก แค่เก้าสิบวันก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว”
“ที่สำคัญคือให้ผลผลิตสูงถึงสามพันจินต่อไร่ ทนแล้ง ทนน้ำท่วม ต้านทานโรคพืชได้ดีเยี่ยม แถมยังปลูกง่าย ไม่เลือกดิน จะดินแย่แค่ไหนก็ปลูกขึ้น"
ยังไม่ทันที่เฉียวชิงอวี้จะร่ายสรรพคุณจบ เสียงสูดหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความตื่นตะลึงก็ดังลอดมาจากปลายสาย เฉียวจื้อหย่วนเผลออุทานออกมาอย่างลืมตัว
"สามพันจินต่อไร่! เธอละเมอพูดรึเปล่าเนี่ย!"
"ลุงก็รู้นี่จ๊ะว่าฉันแต่งงานกับใคร แล้วฉันอาศัยอยู่ที่ไหน คนรอบตัวฉันมีแต่นักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิทั้งนั้น เรื่องพวกนี้ลุงอาจจะนึกภาพไม่ออก แต่ฉันพูดทางโทรศัพท์ละเอียดมากไม่ได้”
“เอาเป็นว่าถ้าลุงสนใจ คืนนี้เก็บกระเป๋าแล้วมาหาฉันเลย ก่อนขึ้นรถไฟโทรมาบอกฉันด้วย ฉันจะไปรอรับที่สถานีรถไฟในตัวเมือง... อ้อ ฉันให้เวลาลุงคิดแค่หนึ่งนาทีนะจ๊ะ ค่าโทรศัพท์ทางไกลมันแพง แล้วเราก็คุยนานไม่ได้ด้วย เดี๋ยวคนอื่นจะรอสาย"
"นี่ยัยหนู..."
หนึ่งนาทีจะไปคิดอะไรทัน! สมองของเฉียวจื้อหย่วนตอนนี้ขาวโพลนไปหมด เหมือนโดนค้อนปอนด์ทุบเข้าที่หัวอย่างจัง
"โอกาสทองแบบนี้มีแค่ครั้งเดียวเน้นๆ นะจ๊ะ กว่าฉันจะแย่งชิงมาได้เลือดตาแทบกระเด็น ถ้าลุงไม่เอา ยังมีคนอื่นต่อคิวรออยากได้อีกเพียบเลยนะ"
"ลุงจ๊ะ ที่ฉันนึกถึงลุงเป็นคนแรกก็เพราะเห็นว่าเป็นญาติผู้ใหญ่คนกันเอง ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาทองของการเพาะปลูกพอดี ถ้าช้ากว่านี้จะเสียโอกาสไปเปล่าๆ อีกหนึ่งปีเต็มๆ เลยนะ…”
“เดี๋ยวฉันจะลองดีดลูกคิดรางแก้วให้ลุงฟังดูนะ กลุ่มการผลิตของลุงมีที่ดินทำกินทั้งหมดสามพันไร่ สมมติว่าลุงแบ่งมาปลูกข้าวโพดสักสองพันไร่”
“หักลบปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ออกไป ตีซะว่าได้ผลผลิตแค่สองพันเก้าร้อยจินต่อไร่ รวมเบ็ดเสร็จลุงจะได้ข้าวโพดถึงห้าล้านแปดแสนจินเชียวนะ!"
เฉียวจื้อหย่วนแทบสำลักอากาศหายใจไม่ออก เขาทำนามาตั้งแต่อายุสิบขวบ คลุกคลีอยู่กับผืนดินมาทั้งชีวิต เรียกว่าเป็นเซียนกระดูกเหล็กในวงการเกษตรกรรมเลยก็ว่าได้ ปีที่แล้วกลุ่มของเขาปลูกข้าวโพดไปสองพันไร่
ฟ้าฝนเป็นใจ เมล็ดพันธุ์ก็ถือว่าดีใช้ได้ เก็บเกี่ยวได้ผลผลิตรวมสองล้านจิน ทางคอมมูนเฟิงโซ่วถึงกับมอบรางวัลเป็นผ้าขนหนูให้เขาหนึ่งผืนเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติ
เพราะกลุ่มการผลิตที่ 3 ของเขาทำยอดผลผลิตข้าวโพดได้สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของคอมมูน
แต่ตัวเลขห้าล้านแปดแสนจินที่หลานสาวพูดออกมานั่น... มันมากกว่าเดิมเกือบสามเท่า! ไม่ต้องให้ใครมาสาธยาย เขาก็รู้ดีอยู่เต็มอกว่าตัวเลขนี้มันมีความหมายมหาศาลขนาดไหน
"แล้ว... แล้วถ้ามันปลูกไม่ขึ้นล่ะ?" เฉียวจื้อหย่วนถามเสียงสั่นด้วยความกังวล
เฉียวชิงอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง ความจริงแล้วตามหลักการ เธอควรจะทดลองปลูกเมล็ดพันธุ์จากห้องแล็บด้วยตัวเองสักหนึ่งปีก่อน เพื่อเก็บข้อมูลและดูผลลัพธ์ที่แน่นอน ก่อนจะนำไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านปลูกในวงกว้าง
แต่ทว่า... ข้อมูลของเมล็ดพันธุ์ในห้องแล็บนั้นถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดถี่ยิบ ทั้งวิธีการปลูก สภาพดินที่เหมาะสม ทุกอย่างมีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างแน่นหนา โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์พืชเศรษฐกิจทั่วไปแบบนี้
เธอเป็นคนประเภททำอะไรฉับไว ไม่ชอบความยืดเยื้อ
"ลุงสามารถทำเรื่องขอใช้พื้นที่สักห้าร้อยไร่เป็นแปลงทดลองก่อนก็ได้ ข้าวโพดพันธุ์นี้โตไว เห็นผลเร็ว แค่เดือนเดียวก็รู้เรื่องแล้ว... ตกลงลุงตัดสินใจได้รึยังจ๊ะ?"
เฉียวจื้อหย่วน "..."
ยัยเด็กนี่! ปากก็พูดยาวเหยียดเป็นไฟแลบ ไม่เห็นจะเว้นช่องว่างให้ฉันได้ใช้สมองคิดเลยสักนิด!
เฉียวจื้อหย่วนกัดฟันกรอด กระทืบเท้าลงพื้นเสียงดังปัง ตัดสินใจเด็ดขาดเยี่ยงชายชาติทหาร
"เออ! ไม่ว่าสถาบันวิจัยการเกษตรไหน พอมีเมล็ดพันธุ์ใหม่ก็ต้องหาคนทดลองปลูกทั้งนั้นแหละวะ! ลุงจะเป็นหน่วยกล้าตายคนแรกเอง งานนี้ขอเดิมพันด้วยชีวิต ทุ่มสุดตัวไปเลย!"
อันที่จริงเฉียวจื้อหย่วนเป็นชาวนาที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและกล้าได้กล้าเสียคนหนึ่ง ติดอยู่แค่ว่าการศึกษาน้อยไปหน่อย
ไม่อย่างนั้นคงได้เข้าไปนั่งทำงานโก้ๆ ในคอมมูนนานแล้ว แต่ในเมื่อตอนนี้มีหลานสาวอย่างเธอคอยหนุนหลัง รับรองว่าเรื่องวุฒิการศึกษาไม่ใช่ปัญหาแน่นอน
หึหึ... ของแบบนี้มันต้องมั่นใจในตัวเองเข้าไว้!
"ไม่ใช่ทุกคนจะมีวาสนาได้รับโอกาสดีๆ แบบนี้นะจ๊ะ ที่ฉันนึกถึงลุงก่อนใครก็เพราะเห็นแก่ความเป็นญาติพี่น้อง ถ้าการปลูกครั้งนี้สำเร็จ ลุงจะไม่ใช่แค่ที่หนึ่งในคอมมูนเฟิงโซ่ว”
“แต่จะเป็นเกษตรกรตัวอย่างที่นำระบบวิทยาศาสตร์มาใช้เป็นคนแรกของอำเภอเราเชียวนะ ถึงตอนนั้น... ลุงน่าจะรู้ดีกว่าฉันนะว่าตำแหน่งหน้าที่การงานของลุงจะพุ่งไปไกลขนาดไหน"
เฉียวจื้อหย่วน "..."
เมื่อก่อนไม่ยักรู้ว่ายัยหลานสาวคนนี้มันจะมีฝีปากกล้าแกร่งขนาดนี้ หรือว่าจะเป็นไปตามสุภาษิตที่เขาว่า 'แต่งงานกับไก่ก็เป็นไก่ แต่งงานกับสุนัขก็เป็นสุนัข'
นี่พอแต่งงานกับนักวิทยาศาสตร์ปุ๊บ... ก็กลายเป็นปัญญาชนผู้รอบรู้ขึ้นมาปั๊บเลยหรือเนี่ย?
[จบบท]