“เฮ้ ซางซาง เดินช้าๆ หน่อย!”
หวังซูฟางมองตามลูกสาวที่วิ่งออกไปอย่างรีบร้อน ก่อนส่ายหน้าอย่างเอ็นดู
“ดูสิ ตั้งแต่ถอนหมั้นมาก็ยิ่งดื้อขึ้นทุกวัน”
แม้จะเป็นคำบ่น แต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความรัก จนทุกคนอดหัวเราะไม่ได้
เซี่ยเอ๋อเกอที่รักและหวงน้องสาวที่สุด กอดอกเชิดหน้าอย่างภูมิใจ
“ฉันว่าแบบนี้ก็ดีแล้ว อย่างน้อยก็ไม่มีใครมารังแกง่ายๆ อีก”
หวังซูฟางเองก็คิดเช่นนั้น เพียงแต่ในใจยังอดกังวลไม่ได้
เรื่องที่เซี่ยซางซางไปซ้อมซ่งหยางจินถึงบ้าน ตอนนี้แทบทั้งหมู่บ้านรู้กันหมด แล้วต่อไปลูกสาวเธอจะหาคู่ยังไง?
ยิ่งคิดถึงลูกชายคนรองที่ถึงวัยแต่งงานแล้ว เธอก็ยิ่งกลุ้ม กลัวว่าชื่อเสียงของน้องสาวจะกระทบถึงพี่ชายไปด้วย
เซี่ยซางซางวิ่ง มาถึงทางแยกใกล้ร้านขายผัก ก็เจอกับเจียงหยูพอดี
เธอชะงัก ก่อนยื่นซาลาเปาในมือให้เขา
“เรื่องเมื่อคืน ขอบคุณนะคะ นี่เป็นของตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ อย่ารังเกียจเลย”
เดิมทีเจียงหยูจะบอกว่าเขากินข้าวเช้าแล้ว แต่พอได้ยินประโยคท้าย เขาก็รับมาเงียบๆ
ทั้งสองเดินไปที่ร้านขายผักด้วยกัน ระหว่างทาง เซี่ยซางซางถามถึงเรื่องเมื่อคืนหลังจากเธอหนีออกมา
พอได้ยินว่า ซ่งหยางจินกลัวความจริงถูกเปิดโปง เลยแสร้งทำตัวใจกว้าง
ห้ามอู๋ชุยจูไปเอาเรื่องเธอ เซี่ยซางซางก็หลุดหัวเราะทันที
สมแล้วที่เป็นซ่งหยางจิน เขาให้ความสำคัญกับชื่อเสียงมากกว่าสิ่งใดจริงๆ
เจียงหยูเหลือบมองรองเท้าผ้าใบสีขาวที่เธอสวมอยู่ พลันนึกถึงรองเท้าหนังหนักๆ คู่เมื่อวาน
เขาจำได้ว่าเธอใส่มันแค่วันเดียวเท่านั้น
ดูท่า…คงตั้งใจเตรียมไว้เพื่อไปจัดการซ่งหยางจินโดยเฉพาะ
คิดถึงตรงนี้ มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อย เขาเองเมื่อหลายปีก่อน เวลาจะไปต่อยตีกับใคร ก็เคยทำแบบเดียวกัน
เซี่ยซางซางเห็นเขายิ้ม ก็คิดว่าเขากำลังขำซ่งหยางจินเหมือนกัน จึงถามอย่างสงสัย
“คนอื่นต่างว่าฉันเป็นผู้หญิงป่าเถื่อน ต่อยผู้ชายแบบนั้นน่าอายจะตาย คุณไม่คิดแบบนั้นเหรอ?”
เจียงหยูเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบๆ
“เพราะฉันรู้ว่าทำไมคุณถึงลงมือ”
เซี่ยซางซางพยักหน้าเข้าใจทันที “ก็จริง…คุณเองก็เคยต่อยเขาเหมือนกันนี่”
พอทั้งสองมาถึงร้านขายผัก ก็เห็นจางว่านหลี่กำลังขนปุ๋ยที่เพิ่งซื้อกลับมาจากในเมือง พวกเขาจึงรีบเข้าไปช่วยทันที
หลังจากนั้นไม่นาน เซี่ยซางซางก็เริ่มทำเหลียงผีได้คล่องขึ้นเรื่อยๆ คนที่ได้ชิมต่างชมว่าอร่อย
ก่อนป้าจะกลับมาดูแลร้าน เธอจึงลองพูดกับจางว่านหลี่เรื่องอยากขายเหลียงผีอย่างจริงจัง
จางว่านหลี่ฟังแล้วส่ายหน้า
“อยู่ช่วยงานร้านลุงก็ดีอยู่แล้ว ถึงป้าจะกลับมา เธอก็ยังช่วยได้ ลุงจ่ายค่าแรงให้ไหว”
เซี่ยซางซางยิ้มหวาน
“หนูรู้ว่าลุงเอ็นดูหนูค่ะ แต่หนูจะพึ่งลุงตลอดไม่ได้หรอก หนูอยากลองทำอะไรด้วยตัวเองดูบ้าง”
จางว่านหลี่ฟังแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ
“ดี คนหนุ่มสาวต้องมีความทะเยอทะยาน ลุงสนับสนุน!”
พูดจบ เขาก็ล้วงเงินปึกหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ หยิบธนบัตรห้าหยวนออกมาสี่ใบ แล้วยื่นให้เธอ
“นี่ค่าแรงช่วงนี้ของเธอ เอาไปเป็นทุนตั้งต้นนะ”
เซี่ยซางซางตกใจ รีบปฏิเสธ “ลุงคะ มันเยอะเกินไป!”
สมัยนี้ คนงานในเมืองได้เงินเดือนแค่สี่สิบห้าสิบหยวนต่อเดือน เธอทำงานกับจางว่านหลี่ได้ไม่ถึงเดือน จะรับยี่สิบหยวนได้ยังไง?
ยิ่งไปกว่านั้น งานที่เธอทำก็แค่เฝ้าร้านกับจดบัญชี ต่อให้ให้แค่สิบหยวนก็ถือว่าเยอะแล้ว
แต่จางว่านหลี่ยืนกรานยัดเงินใส่มือเธอ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“คนหนุ่มสาวจะออกไปสร้างตัว ก็ต้องมีเงินติดตัวไว้บ้าง ถือว่าลุงช่วยสนับสนุน ตั้งใจทำให้ดี
ถ้าวันหน้าประสบความสำเร็จแล้ว อย่าลืมลุงก็พอ”