อู๋ชุยจูไม่พอใจกับผลสรุปนี้อย่างมาก
ในสายตาของเธอ ลูกชายถูกใส่ร้ายจนเสียชื่อเสียง ตระกูลเซี่ยควรเป็นฝ่ายชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด ไม่ใช่แค่แบ่งจ่ายคนละครึ่ง
แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครยืนข้างเธออีกแล้ว แม้แต่ซ่งหยางจินเองก็เอาแต่นั่งเงียบ สีหน้าหม่นหมอง ไม่พูดอะไรสักคำ
สุดท้ายอู๋ชุยจูจึงได้แต่กล้ำกลืนความไม่พอใจเอาไว้
เซี่ยซางซางกลัวว่าพี่ชายทั้งสองจะลำบากใจเรื่องเงินที่เพิ่มมาอีกหนึ่งร้อยห้าสิบหยวน จึงรีบพูดขึ้น
“เงินส่วนนี้ถือว่าฉันเป็นคนติดหนิเอง ฉันจะหาเงินมาคืน ไม่ให้พ่อแม่เดือดร้อนแน่นอนค่ะ”
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น พี่ชายคนโตก็ขมวดคิ้วทันที
“พูดอะไรแบบนั้น? ต่อให้เธอแต่งงานไปแล้ว ก็ยังเป็นคนของตระกูลเซี่ยอยู่ดี
เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอคนเดียว ไม่ต้องแบกรับไว้เองหรอก เดี๋ยวพอกลับบ้าน ฉันจะอธิบายให้พ่อแม่ฟังเอง”
เซี่ยซางซางได้ยินก็รู้สึกจุกในอก น้ำตาร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง
ตอนนี้เธออยากตบตัวเองในชาติที่แล้วเสียจริง
ตอนนั้นเธอหลงเชื่อคำหวานของซ่งหยางจิน คิดว่าเขาดีกว่าพี่ชายแท้ๆ ของตัวเอง
ทั้งที่ความจริงแล้ว ทุกอย่างเป็นเพียงแผนของเขา
เขาคอยทำดีกับเธอ หลอกให้เธอเชื่อว่าตระกูลซ่งคือที่พึ่งเดียว แล้วค่อยๆ ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับครอบครัวเดิม
จนสุดท้ายเธอไม่เหลือใครให้พึ่งพา แม้จะถูกเอาเปรียบหรือทรมานเพียงใด ก็ไม่มีใครช่วยเธอได้อีก
คิดแล้วก็เย็นเยือกไปทั้งหัวใจ
ต่อหน้าชาวบ้านที่มุงดูอยู่เต็มลาน ครอบครัวเซี่ยช่วยกันขนของขึ้นเกวียนกลับบ้าน
เซี่ยซางซางเองก็สงบลงแล้ว ความรู้สึกตอนนี้เหมือนเพิ่งหลุดพ้นจากหล่มโคลน
เธอไม่สนใจสายตาหรือคำซุบซิบของใครอีก เดินเข้าไปหยิบกะละมัง หวี และสบู่ที่ตัวเองเตรียมมาอย่างเงียบๆ
ในเมื่อการแต่งงานเป็นโมฆะ ของทุกอย่างก็ต้องเอาคืน
เธอจะไม่ทิ้งอะไรไว้ให้ตระกูลซ่งแม้แต่ชิ้นเดียว
อู๋ชุยจูมองภาพนั้นด้วยความทั้งโกรธทั้งเจ็บใจ สุดท้ายถึงกับร้องไห้โฮ ล้มลงแสร้งทำเป็นเป็นลม
ชาวบ้านรีบกรูกันเข้าไปช่วย แต่เซี่ยซางซางเพียงแค่หัวเราะเยาะในใจ
ก่อนหมุนตัวเดินออกจากบ้านตระกูลซ่งโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง
ระหว่างทางกลับหมู่บ้านเฟิงฉวน เกวียนค่อยๆ เคลื่อนตัวไปตามถนนดิน
เซี่ยซางซางเดินข้างเกวียน หลังตรง สีหน้าสงบนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ตลอดทางมีทั้งคนรู้จักและคนแปลกหน้ามองมาด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น บ้างก็ชี้ไม้ชี้มือ บ้างก็ซุบซิบนินทา
หากเป็นเธอในชาติที่แล้ว คงอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
แต่ตอนนี้เธอผ่านชีวิตมาสองครั้งแล้ว เรื่องเสียหน้าเหล่านั้นไม่มีความหมายอีกต่อไป
ชาติที่แล้วเธอกังวลกับสายตาคนอื่นมากเกินไป เธอกลัวถูกหัวเราะ กลัวเสียหน้า จึงอดทนทุกอย่างเงียบๆ
จนลืมไปว่า คนที่เจ็บที่สุดคือตัวเธอเอง
ครั้งนี้เธอจะไม่เป็นแบบนั้นอีก ต่อให้ใครจะพูดอย่างไร เธอก็จะใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง
และตอบแทนคนที่ปกป้องเธอให้ดีที่สุด
เมื่อขบวนเกวียนผ่านหน้าบ้านเจียงหยู เซี่ยซางซางก็เห็นเขากำลังแบกกระสอบมันฝรั่งขึ้นรถบรรทุก
กระสอบขนาดใหญ่ที่หนักกว่าร้อยชั่งนั้น ปกติคนสองคนยังยกแทบไม่ไหว
แต่ในมือของเจียงหยู มันกลับดูเบาราวกับกำลังยกแตงโมลูกหนึ่ง
เซี่ยซางซางเห็นแล้วอดหวาดหวั่นไม่ได้
โชคดีจริงๆ ที่วันนี้เขาไม่ได้ลงมือ ไม่อย่างนั้นพี่ชายของเธอคงถูกหามเข้าโรงพยาบาลแน่
ขณะเดียวกัน เจียงหยูก็หันมาเห็นขบวนของตระกูลเซี่ยเช่นกัน
หลังออกจากบ้านตระกูลซ่ง เขาก็เดาได้แล้วว่างานแต่งคงล่ม พอเห็นสินเดิมถูกขนกลับมายิ่งชัดเจน
เขารู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก ไม่เข้าใจว่าซ่งหยางจินกำลังคิดอะไรอยู่
และยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงมองเขาเหมือนเป็นศัตรู ทั้งที่เขายังไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ
เซี่ยลี่ลี่ที่เดินอยู่ข้างๆ เห็นเจียงหยูมองมา หัวใจก็เต้นแรงทันที
เธอรวบรวมความกล้าจะทักเขา แต่เจียงหยูเพียงแค่เหลือบมองผ่านๆ ก่อนหันกลับไปแบกกระสอบต่อเหมือนไม่เห็นเธออยู่ตรงนั้น
เซี่ยลี่ลี่หน้าเสียทันที กระทืบเท้าด้วยความหงุดหงิด
เมื่อเดินห่างออกมา พี่ใหญ่บ้านเซี่ยก็หันกลับไปมองเจียงหยู พลางพูดอย่างไม่ใจ
“วันนี้ฉันยังไม่ได้สู้กับหมอนั่นจริงๆ เลย ถ้าได้ซัดกันตรงๆ ใครแพ้ใครชนะยังไม่แน่หนชรอกนะ!”
เซี่ยซางซางรู้ว่าพี่ชายแค่ปากแข็ง จึงหัวเราะเบาๆ
“ใช่ค่ะ เขาสู้พี่ไม่ได้หรอก” พี่ใหญ่บ้านเซี่ยได้ยินก็ยิ้มกว้างทันที
“แน่นอนอยู่แล้ว! มีพี่ชายคนนี้อยู่ ใครก็รังแกเธอไม่ได้!”
คำพูดง่ายๆ นั้นทำให้หัวใจของเซี่ยซางซางอุ่นขึ้นอีกครั้ง
บรรยากาศที่ตึงเครียดมาตลอดทางเริ่มผ่อนคลายลง แต่จู่ๆ เซี่ยลี่ลี่ก็พูดแทรกขึ้นมา
“พูดจริงๆนะ หย่งอัน พี่สู้เจียงหยูไม่ได้หรอก”
ทั้งเซี่ยซางซางและเซี่ยหย่งอันหันไปมองเธอพร้อมกันอย่างไม่พอใจ
แต่เซี่ยลี่ลี่ยังพูดต่อเหมือนไม่รู้ตัว
“ซางซาง ฉันไม่ได้จะว่าเธอนะ แต่เธอใจร้อนเกินไปหรือเปล่า
มีผู้หญิงคนไหนเขาทำแบบเธอกัน? ไปถึงบ้านเจ้าบ่าวแล้วกลับกลับคำ
ไม่แต่งไม่พอ แถมยังลงไม้ลงมืออีก เรื่องวันนี้ไม่ถึงเที่ยงก็คงดังไปทั้งตำบลแล้ว!”
เซี่ยซางซางหัวเราะเย็นชา “ก็เพราะฉันเพิ่งรู้ว่าซ่งหยางจินไม่ใช่คนดี
แม่ของเขาก็ไม่ใช่คนที่จะอยู่ด้วยง่ายๆ หรือจะให้ฉันที่รู้ทั้งรู้ว่านั่นคือหลุมไฟ แล้วก็ยังจะกระโดดลงไปงั้นเหรอ?”
“ดูเธอพูดเข้าสิ!” เซี่ยลี่ลี่เริ่มโมโห “แม่สามีบ้านไหนจะอยู่ด้วยง่ายๆบ้าง?
เธอทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เกินไปต่างหาก ถ้าถามฉันนะ แม่ของซ่งหยางจินออกจะพูดง่ายด้วยซ้ำ!”
เซี่ยซางซางขี้เกียจเถียงต่อ จึงตอบกลับเรียบๆ
“ถ้าเธอคิดว่าเขาดีนัก เธอก็ไปแต่งงานกับเขาเองสิ”
ประโยคเดียวทำให้เซี่ยลี่ลี่เงียบกริบทันที
เมื่อกลับถึงหมู่บ้านเฟิงฉวน เซี่ยเต๋อฟู่ หวังซูฟาง และญาติพี่น้องอีกหลายคนก็รีบออกมาต้อนรับ
ก่อนหน้านี้มีชาวบ้านวิ่งกลับมาบอกเรื่องทั้งหมดแล้ว สีหน้าของสองสามีภรรยาชราจึงเต็มไปด้วยความกังวลและเหนื่อยล้า
พี่ชายคนโตกลัวพ่อแม่จะโทษน้องสาว จึงรีบยืนบังหน้าเซี่ยซางซางไว้
“พ่อ แม่ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของซางซางนะครับ เป็นเพราะตระกูลซ่งต่างหากที่มีปัญหา”
เซี่ยเต๋อฟู่กับหวังซูฟางถอนหายใจยาว
แม้พวกเขาจะรักลูกสาว ไม่คิดบังคับให้แต่งงาน แต่เรื่องที่เกิดขึ้นก็ยังทำให้รู้สึกหมดหวังอยู่ดี
“เรื่องมันกลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว… ต่อไปจะทำยังไงกัน…”
หญิงสาวที่ถูกยกเลิกงานแต่งกลางคัน จะยังมีบ้านไหนกล้ารับไปเป็นสะใภ้อีก?
เมื่อเห็นดวงตาแดงก่ำของพ่อแม่ เซี่ยซางซางก็สูดลมหายใจลึกๆ ก่อนพูดหนักแน่น
“พ่อ แม่ ไม่ต้องห่วงหนูค่ะ หนูทำงานได้ หาเงินได้ ถ้ามีคนอยากแต่งกับหนู หนูก็แต่ง แต่ถ้าไม่มี หนูก็อยู่เองได้เหมือนกัน”
น้ำเสียงหนักแน่นของเธอทำให้หลายคนเริ่มเปลี่ยนความคิด
บางคนยังมองว่าผู้หญิงต้องแต่งงานถึงจะมีอนาคต แต่บางคนกลับรู้สึกชื่นชมความเข้มแข็งของเธอ
จางว่านหลี่ เจ้าของร้านผักและคนเดียวในหมู่บ้านที่มีรถสามล้อ เอ่ยขึ้นทันที
“ไม่มีตระกูลซ่ง ก็ยังมีตระกูลอื่นอีกตั้งมากมาย! หลานสาวขยันแบบนี้ยังจะกลัวไม่มีคนเอาหรือ?
อีกอย่าง ช่วงนี้ร้านผักฉันกำลังขาดคนพอดี ถ้าเธออยากทำงาน ก็มาช่วยฉันได้ ฉันจ่ายค่าแรงให้!”